เราจะดูงานจิตรกรรมเหล่านี้อย่างไร ให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้อง ลึกซึ้ง ถึงสิ่งที่ศิลปินผู้สร้างงานต้องการนำเสนอแนวความคิด ความรู้สึก และการแสดงออกต่างๆ มาสู่ท่านผู้ชมให้เกิดการรับรู้ถึงผลงานของตนเองอย่างชัดเจน
ผมขอนำเสนอแง่คิดต่างๆ ดังต่อไปนี้ เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้นำไปใช้ประกอบการพิจารณา ในการชมผลงานศิลปะประเภทจิตรกรรม ดังกล่าวข้างต้น ครับ...

ภาวะของจิตใต้สำนึก ของเกียรติศักดิ์ ชานนนารถ แสดงพลังของความฝันและภาวะที่ถูกกดดันของจิตใต้สำนึก ด้วยรูปทรงที่เหมือนจริงในสภาพที่เหนือความจริง
งานทัศนศิลป์ประเภทจิตรกรรม มีองค์ประกอบสำคัญ ๒ ส่วน คือ รูปทรง และ เนื้อหา
รูปทรง คือ ส่วนที่เป็นรูปธรรม ได้แก่วัสดุและทัศนธาตุต่างๆ ที่สัมผัสได้ด้วยสายตา
เนื้อหา คือ ส่วนที่เป็นนามธรรม ที่รับรู้ได้ด้วยความรู้สึกนึกคิด ผ่านทางรูปทรง เช่น เรื่องราว อารมณ์ และสัญลักษณ์
อุปสรรคสำคัญประการหนึ่งของการชื่นชมงานทัศนศิลป์ โดยเฉพาะงานประเภทจิตรกรรมของคนทั่วไปก็คือ การดูภาพให้รู้เรื่อง ที่ผู้ดูมักพุ่งความสนใจเกือบทั้งหมดไปที่เรื่องของภาพ มากกว่าจะรับรู้และซาบซึ้งในความประสานกันอย่างลึกซึ้งขององค์ประกอบต่างๆ ของรูปทรงและทัศนธาตุ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดของความเป็นศิลปะและสุนทรียะ ที่มีเรื่องเป็นเพียงจุดเริ่มต้นหรือจุดบันดาลใจเท่านั้น

เชียงใหม่ ของ สรรณรงค์ สิงหเสนี ศิลปินใช้พู่กันและสีน้ำขีดป้ายไปมาราวกับเป็นการเขียนตัวอักษรที่ "บรรยาย" ความเคลื่อนไหวของอารมณ์ ด้วยลีลาของรอยแปรง และจังหวะของสีที่เคลื่อนไหวอยู่ในที่ว่าง
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะคนทั่วไปโดยเฉพาะคนไทยเรา ไม่สู้จะคุ้นเคยกับการรับรู้ในแง่ศิลปะของงานประเภทจิตรกรรมนัก ความชื่นชมในวรรณศิลป์ นาฏศิลป์ และเพลงร้องซึ่งมีเรื่องราวเป็นส่วนประกอบสำคัญ ดูจะแพร่หลายและเข้าถึงจิตใจได้มากกว่า เมื่อมาชมงานจิตรกรรม ซึ่งเป็นศิลปะที่รับรู้ได้จากการเห็น รูปทรง ก็จะยึดถือเอาเรื่องเป็นสำคัญเช่นเดียวกับที่คุ้นเคยในงานวรรณกรรม ในละคร หรือบทเพลง เมื่อเป็นเช่นนี้คุณค่าอันแท้จริงของทัศนศิลป์จึงถูกมองข้ามไป สิ่งที่ผู้ดูได้รับก็จะเป็นเพียง เรื่องที่เล่าด้วยภาพ เท่านั้น

วัด ของปรีชา เถาทอง แสดงการใช้แสงที่ตกลงบนวัตถุเป็นจุดๆ ในบริเวณที่ต้องการ เป็นการจัดแบบรูปของบริเวณแสงและบริเวณเงาในแนวนามธรรม แต่ใช้เรื่องและรายละเอียดที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมไทยเป็นการประสานกันอย่าง ลงตัว ระหว่างวัฒนธรรมท้องถิ่นกับแบบอย่างการแสดงออกของตัวเองและของศิลปะร่วมสมัย
เมื่อเราฟังดนตรีที่มีแต่ทำนอง เราเกือบไม่สนใจเลยว่าดนตรีบรรเลงเรื่องอะไร เราพอใจและซาบซึ้งในการประสานกันของคุณภาพเสียงที่แหลม ทุ้ม สูง ต่ำ หนัก เบา เคลื่อนไหวในจังหวะถี่ ห่าง เหล่านั้นโดยไม่พะวงถึงเรื่องราว แม้แต่ดนตรีไทยที่มีการขับร้องสลับไปด้วย เนื้อความในคำร้องก็ไม่บอกเรื่องราวที่ชัดเจนนัก มีแต่การเอื้อนทำนองเสียเป็นส่วนมาก

สงกรานต์ ของชลูด นิ่มเสมอ ศิลปินนำกิจกรรมที่เป็นประเพณีของไทยมาเป็นแนวเรื่อง แสดงออกด้วยการประสานกันของแบบรูป ขององค์ประกอบ และรูปทรงที่เรียบง่ายตามลักษณะส่วนตัว ใช้เทคนิคสีฝุ่นปิดทองตามแบบจิตรกรรมไทยประเพณี
การร้องจึงเป็นการแสดงอีกลักษณะหนึ่งของเสียงที่เกิดจากร่างกายมนุษย์ เช่นเดียวกับเสียงลักษณะอื่นที่เกิดจากเครื่องดนตรีต่างๆ ที่สอดประสานสลับกันไป คุณค่าที่ได้รับจากดนตรีจึงเป็นความไพเราะ ไม่ใช่ความรู้เรื่อง เราอ่านเราฟังวรรณคดีก็เพื่อความไพเราะและความสะเทือนใจ จากท่วงทำนองของการประพันธ์ที่กลมกลืนไปกับเรื่องราวและเหตุการณ์ที่กินใจ ไม่ใช่เพื่อความรู้เรื่องเพียงประการเดียว

ความสงบ ของสุรสิทธิ์ เสาว์คง ศิลปินใช้เรื่องราวทางรูปธรรมเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ที่มีลักษณะเฉพาะของบางท้องถิ่นเป็นจุดเริ่ม และคลี่คลายรูปทรงในแนวของความเหมือนจริง ทั้งโครงสร้างและรายละเอียดไปสู่จุดหมายของการแสดงออก คือ ความสงบ ความศักดิ์สิทธิ์ ตามทัศนะของศิลปินเอง
เช่นเดียวกัน เราดูงานจิตรกรรมไทยก็ควรดูเพื่อการรับรู้และซาบซึ้งเนื้อหาทางความงาม ความประสานกลมกลืน และความสะเทือนอารมณ์จากรูปทรงที่มีเรื่องราวเป็นจุดเริ่มต้น หรือเป็นต้นทางสำหรับจินตนาการทางรูปทรงของจิตรกร ถ้าเราเพ่งเล็งไปที่เรื่องมากเพียงไร รสชาติทางศิลปะและสุนทรียะในงานจิตรกรรมก็จะยิ่งถอยห่างจากเราออกไปมากขึ้นเพียงนั้น

สัญลักษณ์ของโลก ของปัญญา วิจินธนสาร แสดงการใช้รูปแบบของศิลปะไทยประเพณี ที่ศิลปินได้พัฒนาไปสู่รูปแบบใหม่ที่สอดคล้องกับบุคลิกภาพของตน แสดงออกถึงจินตนาการที่พิเศษพิสดาร ของการต่อสู้ระหว่างความดีและความชั่ว ระหว่างการสร้างสรรค์และการทำลาย
แต่ถ้าเราตั้งใจเสียใหม่ว่า จะชื่นชมความงามหรือความรู้สึกของรูปทรงบริสุทธิ์ หรือรูปทรงนามธรรมที่เกิดจากการประสานกันอย่างดียิ่งของทัศนธาตุแล้ว เราจะได้รับรสชาติทางศิลปะของงานอย่างสมบูรณ์ เพราะรูปทรงเป็นทั้งการเดินทางและจุดหมายปลายทางของทัศนศิลป์ทุกประเภท ให้เนื้อหาทั้งทางปัญญาและทางอารมณ์ ตลอดจนทางสัญลักษณ์แก่ผู้ดู การดัดแปลง กล่อมเกลา รูปร่างของบุคคลและสิงต่างๆ ในงานจิตรกรรมไทยให้ผิดไปจากธรรมชาติ ก็เพื่อแสดงความรู้สึกทางความงาม ความประณีต ความอ่อนไหว ความโอ่อ่าอลังการ ความมีพลังอำนาจ ฯลฯ
หรืออาจเรียกรวมไว้ว่าความเป็นศิลปะ อันเป็นวิญญาณของรูปทรงเหล่านั้น ไม่ใช่แสดงความเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นต้นไม้ เป็นบ้านเรือน เป็นเรื่องราวต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งธรรมดาที่จะเห็นได้ในธรรมชาติทั่วไป

แสงจันทร์ ของปริญญา ตันติสุข แสดงถึงการเริ่มต้นด้วยความคิดและรูปแบบที่เกี่ยวโยงกับรูปธรรม แล้วเปลี่ยนแปรห่างออกไปด้วยจินตนาการของศิลปิน โดยมีการประสานสัมพันธ์ของสีเป็นวิธีสำคัญ จนกลายเป็นงานแบบนามธรรมไปในที่สุด
ทัศนศิลป์อันมีจิตรกรรมเป็นต้นนั้น ตั้งแต่สมัยดั้งเดิมมาจนถึงปัจจุบัน ล้วนมีเนื้อหาทางรูปทรงเป็นตัวแสดงคุณค่าทางศิลปะของงานทั้งสิ้น สมัยใดที่ศิลปินให้ความสำคัญต่อเนื้อหาทางเรื่องมากเกินไป งานยุคนั้นก็หย่อนความหมายทางศิลปะลง มีบางสมัยด้วยซ้ำไปที่ศิลปินได้ตัดเนื้อหาทางเรื่องออกไปอย่างสิ้นเชิง เพื่อเน้นเนื้อหาอันแท้จริงของทัศนศิลป์ เช่นศิลปะสมัยใหม่แบบนามธรรม