ทัศนศิลป์สากลมีคุณค่าและความงามอย่างไร
“ภาพเหมือนตัวเองกับโครงกระดูกสีไวโอลิน”
สีน้ำมันบนผ้าใบ
ผลงานของ อาร์โนล บอคคลิน (Arnold Bocklin) จิตรกรเยอรมัน เชื้อสายสวิส (คศ. 1827 –
1901)
เรามองเห็นอะไร
นักเรียนลองมองผลงานของจิตรกรรมของอาร์โนล บอคคลิน ด้วยความตั้งใจและพินิจพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว ตอบคำถามต่อไปนี้
1.
นักเรียนมองเห็นอะไรบ้าง
2.
เห็นแล้วรู้สึกอย่างไร
3.
นักเรียนเข้าใจความหมายที่ศิลปินต้องการสื่อออกมาหรือไม่
4.
นักเรียนคิดว่าผลงานชิ้นนี้มีคุณค่า
และความงามอย่างไรบ้าง
แนวคำตอบ นักเรียนคิดแบบนี้หรือไม่
1.
นักเรียนมองเห็นผลงานภาพวาดสีน้ำมัน เป็นรูปจิตรกรอาร์โนล บอคคลิน กำลังถือพู่กันและจานสี
โดยมีภาพโครงกระดูกสีไวโอลินอยู่ด้านหลัง ท่ามกลางบรรยากาศที่มืดสนิท
2.
เห็นแล้วรู้สึกตื่นเต้น และประหลาดใจว่าเหตุใดจึงวาดภาพ โครงกระดูกสีไวโอลินอยู่ใกล้ๆ
กับจิตรกรที่กำลังวาดภาพ
3. ความหมายของจิตรกรที่ต้องการสื่อออกมา
เป็นปฏิกิริยาร่วมกันระหว่างจินตภาพ หรือความคิดภายในจิตใจของจิตรกรกับจิตวิญญาณ
ซึ่งใช้ภาพโครงกระดูกกำลังสีไวโอลินเป็นสื่อ หมายถึง
จิตรกรจะวาดภาพได้จะต้องมีความคิดจินตนาการ และมีจิตวิญญาณอยู่ภายใน จึงจะสามารถสร้างสรรค์จินตนาการ และจิตวิญญาณจากภายในมาสู่ภายนอกเป็นงานศิลปะได้
ในภาพนี้จิตรกรต้องการสื่อว่า เสียงดนตรีอันไพเราะ ที่เกิดจากการสีไวโอลิน
ได้ช่วยกระตุ้นแรงบันดาลใจ ในตัวของจิตรกร ให้สามารถวาดภาพออกมาได้
4.
ผลงานชิ้นนี้เป็นงานทัศนศิลป์แนวศิลปะสากล ซึ่งเริ่มต้นจากความเหมือนจริงมาสู่จินตนาการ
เป็นผลงานที่มีคุณค่าทางด้านความงามที่สามารถสัมผัส และเข้าใจจากภาพวาดในแนวเหมือนจริง ที่งดงามเป็นจริงทั้งรูปทรง
สีสัน และแสงเงา แต่กลับสร้างปริศนา
และความน่าสะพรึงกลัวจากภาพโครงกระดูกหรือปีศาจกำลังเล่นดนตรีอยู่ใกล้ๆ
ภาพนี้ให้คุณค่าทางด้านความงดงาม และความแปลกใหม่ แฝงด้วยปรัชญาแนวคิด
แม้จะมิได้สะท้อนเรื่องราวของความดี หรือความชั่วเช่นเดียวกับงานทัศนศิลป์ไทย
แต่ก็สะท้อนความเป็นจริงในเรื่องของจินตนาการทางศิลปะ
คุณลักษณะของจิตรกรรม ที่อาร์โนล บอคคลิน สร้างสรรค์นี้เป็นงานทัศนศิลป์สากลที่ศิลปิน จะต้องฝึกฝนฝีมือมาจากพื้นฐานของการ วาดเส้น (Drawing)จนเกิดความเชี่ยวชาญ สามารถวาดภาพกระดูกกล้ามเนื้อ
สัดส่วนของภาพคนได้อย่างเหมือนจริง แล้วจึงพัฒนามาสู่การ ระบายสี (Painting) เพื่อให้ได้สีสันสมจริง
มีชีวิตชีวา และมีจิตวิญญาณอยู่ในภาพ ต่อจากนั้นศิลปินจึงค่อยคลี่คลายผลงานมาสู่การตัดทอนรูปทรง
และไม่มีรูปทรงหรือที่เรียกว่า ศิลปะนามธรรม (Abstract) ในที่สุด
ซึ่งนักเรียนจะได้เรียนรู้ต่อไป
ดังที่กล่าวมาแล้วว่างานทัศนศิลป์ สากลสร้างสรรค์จากธรรมชาติมาสู่อุดมคติ
หรือจากความเหมือนจริงมาสู่การลดตัดทอนรูปทรง และนามธรรม
ซึ่งมีรูปแบบและความงดงามในงานจิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรม
ซึ่งในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะงานจิตรกรรมสากลดังนี้
1.คุณค่าและความงามของจิตรกรรมสากล
งานจิตรกรรม (Painting) เป็นการเขียนภาพ และระบายสีตามแบบสากล หรือแบบนานาชาติทั่วไป
มีประวัติความเป็นมารูปแบบและความงาม ได้แก่
1.1 งานจิตรกรรมก่อนประวัติศาสตร์ เป็นผลงานการวาดภาพและระบายสีในยุคสมัยก่อน ที่จะมีการบันทึกเรื่องราวเป็นลายลักษณ์อักษร
ซึ่งมีอายุประมาณ 20,000 – 7,000 ปี ก่อนคริสต์ศักราช เป็นงานศิลปะที่สะท้อนความเชื่อเกี่ยวกับ
ความตาย (Death Magic) ความอุดมสมบูรณ์ (Fertillity Magic) และ ความสำนึกบาป (Propetiation Magic) มนุษย์มักจะวาดภาพเรื่องราวของสัตว์ และการล่าสัตว์ของมนุษย์ในยุคหิน เช่น
ภาพกวางเรนเดียร์ ม้าป่า วัวไปซัน เป็นต้น และแหล่งค้นพบภาพจิตรกรรมของมนุษย์ยุคหิน
ได้แก่ ที่ถ้ำอัลตามิร่า (Altamira Cave) ในประเทศสเปน
และถ้ำลาสโก (Lascause Cave) ในประเทศฝรั่งเศส
ภาพสัตว์บนผนังถ้ำลาสโกในประเทศฝรั่งเศส
สะท้อนความงามในสรีระและการวิ่งของกวาง ม้าป่า และวัวป่า
1.2 งานจิตรกรรมของอียิปต์ เป็นงานจิตรกรรมของชาวอียิปต์โบราณ
เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 3,100 ปีก่อนคริสต์ศักราช บริเวณดินแดนสองฝั่งแม่น้ำไนล์
ส่วนใหญ่เป็นผลงานที่เขียนบนผนังภายในห้อง ที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาฟาโรห์อยู่ภายในพีระมิด หรือวิหารต่างๆ
การเขียนนิยมเขียนในรูปของสัญลักษณ์ (Symbolic) มากกว่าความเหมือนจริงตามธรรมชาติ
มีลำตัวด้านตรง แต่ใบหน้าด้านข้าง
ส่วนสะโพกและขาแสดงด้านข้างอยู่ในท่าทีก้าวไปข้างหน้า
ซึ่งเป็นรูปแบบที่มีลีลาสวยงาม ระบายสีลำตัวเป็นสีส้มแดงแบบแบนเรียบเป็นลักษณะ 2
มิติ ซึ่งคล้ายกับรูปแบบของงานจิตรกรรมไทย แต่ที่แตกต่าง ก็คือมีการเขียนอักษรภาพ (Hieroglyphic) ลงในช่องว่างระหว่างรูป ในขณะที่งานจิตรกรรมไทยนิยมเขียนลวดลายไทย ประดับตกแต่ง
1.3 งานจิตรกรรมของกรีก เป็นงานจิตรกรรมของชาวกรีกโบราณ
เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 1,100 ปีก่อนคริสต์ศักราช บริเวณแหลมบอลข่าน
หรือประเทศกรีซในปัจจุบัน งานจิตรกรรมของกรีก เป็นภาพตกแต่งเครื่องปั้นดินเผา
มีลักษณะเป็นภาพ 2 มิติ
นอกจากนี้กรีก ยังสร้างสรรค์งานจิตรกรรมที่ประดับด้วยหินสี หรือกระเบื้องเคลือบ
ซึ่งเรียกว่า “โมเสก” (Mosaic) ภาพที่มีชื่อเสียง คือ ภาพชัยชนะของอเล็กซานเดอร์ (Alexander in Victory) ดังภาพ
“ชัยชนะของอเล็กซานเดอร์”
ภาพจิตรกรรมโมเสกของกรีก
แสดงเรื่องราวการรบของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช
1.4 งานจิตรกรรมของโรมัน เป็นงานจิตรกรรมของชาวโรมัน
หรือประเทศอิตาลีในปัจจุบัน เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2,000 ปี ก่อนคริสต์ศักราช บริเวณคาบสมุทรอิตาลี
ในระยะแรกโรมันจะได้รับอิทธิพลทางด้านศิลปะจากกรีก
ในการสร้างสรรค์งานจิตรกรรมประดับหินสี (Mosaic) แต่ในที่สุดก็พัฒนาเป็นแบบอย่างของโรมันเอง โดยการเขียนเป็นภาพ 3 มิติแบบทัศนียภาพ (Perspective) มีการใช้แสงเงา และแสดงลักษณะทางกายวิภาคของร่างกายมนุษย์อย่างงดงาม
นิยมเขียนด้วยสีฝุ่นผสมกาวน้ำปูน และสีขี้ผึ้งร้อน
“ภาพเหมือนของเบเกอร์และภรรยา”
งานจิตรกรรมฝาผนังเมืองปอมเปอี ประเทศอิตาลี
ที่แสดงสัดส่วนและแสงเงาที่ชัดเจนเหมือนจริงและสวยงาม
1.5 งานจิตรกรรมสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance) เป็นงานจิตรกรรมสากล ในยุคที่มีปรับปรุงฟื้นฟูวิทยาการในทวีปยุโรป
ทางด้านการศึกษา การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และศิลปวัฒนธรรม
เกิดขึ้นในราวคริสต์ศักราชที่ 14 – 17
มีการนำเอาแบบอย่างของศิลปะกรีก และโรมันมาปรับปรุงใหม่
มุ่งเน้นการสร้างงานศิลปะ เพื่อศิลปะ มากกว่าเพื่อคริสต์ศาสนา
จึงมีการศึกษาค้นคว้าทฤษฎี หลักการ และเทคนิคทางศิลปะขึ้นมาใหม่ เช่น
หลักองค์ประกอบศิลป์ (Composition) หลักกายวิภาค (Anatomy) และหลักการเขียนทัศนียภาพ (Perspective) เป็นต้น
ดังนั้นคุณค่าทางความงาม ของงานจิตรกรรมจึงมีหลักการวิเคราะห์วิจารณ์ โดยอาจพิจารณาความงาม ได้จากการจัดองค์ประกอบศิลป์
ได้แก่ ความมีเอกภาพเป็นลักษณะอันเดียวกัน มีจุดสนใจเพียงจุดเดียว
และมีความสมดุล หรือมีความพอดี จิตรกรที่มีชื่อเสียง อาทิ เลโอนาร์โด ดาวินชี (Leonardo da Vinci) ราฟาเอล (Raphael) และไมเคิลแองเจลโล (Michelangelo)
ภาพเขียน โมนาลิซา (Mona Lisa)
แสดงรอยยิ้มที่เป็นปริศนา ผลงานของ เลโอนาร์โด
ดาวินซี (Lenardo da Vinci)
1.6 งานจิตรกรรมสมัยใหม่ เป็นงานจิตรกรรมในยุคศิลปะสมัยใหม่ (Modern Art) เป็นงานศิลปะที่ศิลปินมีอิสระในการสร้างสรรค์ผลงาน ตามความคิดจินตนาการ และอารมณ์ความรู้สึกได้เต็มที่
ซึ่งเริ่มขึ้นในประเทศฝรั่งเศสเมื่อปลายศตวรรษที่ 18 และเกิดลัทธิหรือความเชื่อในการสร้างสรรค์งานศิลปะ ตามรูปแบบของตนเองอย่างหลากหลาย
แต่สามารถสรุปรวบยอดเป็น 3 รูปแบบใหญ่ๆ ดังนี้
(1) การถ่ายทอดแบบเหมือนจริง (Realism)
การถ่ายทอดแบบเหมือนจริง หมายถึง
การสร้างสรรค์งานศิลปะโดยคำนึงถึงรูปแบบ และความเป็นจริงตามธรรมชาติ หรือเรียกว่า
“ศิลปะรูปธรรม” (Figurative
Art) ซึ่งผู้ชมงานส่วนมากสามารถเข้าถึงคุณค่า และความงามได้ง่าย
เพราะมีลักษณะที่เหมือนจริง ทั้งรูปร่าง รูปทรง แสงเงา สี ฯลฯ ทำให้ดูแล้วเข้าใจง่าย และเกิดความรู้สึกประทับใจ
เช่น ภาพคน ภาพสัตว์ ภาพหุ่นนิ่ง ภาพทิวทัศน์ เป็นต้น
แม่พระนั่งบัลลังก์ ผลงานศิลปะ แบบเหมือนจริง
ของราฟาเอล (Raphael)
(2) การถ่ายทอดแบบตัดทอน (Distortion)
การถ่ายทอดแบบตัดทอด หมายถึง งานสร้างสรรค์งานศิลปะโดยคำนึงถึงรูปแบบ และความเป็นจริงตามธรรมชาติน้อยลง
และให้ความสำคัญของอารมณ์ ความรู้สึก และความคิดสร้างสรรค์ของศิลปินมากขึ้น
โดยการตัดทอนธรรมชาติให้เหลือเพียงเค้าโครง หรือเหลือเฉพาะสิ่งที่เป็นจุดสนใจ
หรือจุดเน้น เพื่อสื่ออารมณ์ความรู้สึก จากภายในของศิลปินเท่านั้น เป็นงานศิลปะที่อยู่ตรงกลา งระหว่างความเหมือนจริงตามธรรมชาติ
และอารมณ์ ความรู้สึกของศิลปิน จึงเรียกว่า “ศิลปะกึ่งไร้รูปลักษณ์” (Semi-Figurative Art)
ราตรีประดับดาว (Starry Nigh) ผลงานจิตรกรรมสีน้ำมันบนผ้าใบ
ผลงานของ ฟินเซนต์ ฟาน ก็อก (Vincent van Gogh) ที่ตัดทอนรูปทรงขึ้นออกไปแ ต่นำเสนอภาพท้องฟ้ายามค่ำคืนที่งดงาม
ด้วยแสงจันทร์ และแสงจากดวงดาว
เครื่องตีไข่ หมายเลข 4 ผลงานของ สจวร์ต เดวิส (Stuart Davis) เป็นงานจิตรกรรมแบบนามธรรมที่จัดองค์ประกอบศิลป์ได้อย่างปลอดโปร่ง
และมีลีลาการเคลื่อนไหว
2. คุณค่าและความงามของประติมากรรมสากล
งานประติมากรรม (Sculpture) เป็นการปั้น และแกะสลักตามแบบสากล หรือแบบนานาชาติทั่วไป
ซึ่งมีประวัติความเป็นมารูปแบบ และความงาม ได้แก่
2.1 งานประติมากรรมก่อนประวัติศาสตร์ เป็นผลงานการปั้น และแกะสลักสมัยก่อน ที่จะมีการบันทึกเรื่องราวเป็นลายลักษณ์อักษร
ซึ่งมีอายุประมาณ 2,500 ปี – 7,000 ปี ซึ่งอยู่ในสมัยยุคหิน และยุคโลหะ
ผลงานที่มีชื่อเสียงคือ
ประติมากรรมวีนัสแห่งวิลเลนดอร์ฟ เป็นรูปสลักหินสตรี
รูปร่างอ้วนเตี้ยสะท้อนความงาม ที่เป็นความงามอุดมสมบูรณ์ มีอายุประมาณ 24,500 –
19,500 ปี
ประติมากรรมวีนัสวิลเลนดรอฟ
ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์
ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ กรุงเวียนนา
ประเทศออสเตรีย

2.2 งานประติมากรรมของอียิปต์ เป็นงานประติมากรรมของชาวอียิปต์โบราณ มีทั้งภาพนูนต่ำ
และภาพแกะลายลึกลงไปพื้นหิน ภาพนูนสูง และภาพลอยตัว ส่วนใหญ่เป็นงานประติมากรรมสำหรับตกแต่งวิหาร และพีรามิดของอียิปต์
เช่น รูปสฟิงค์ รูปฟาโรห์และราชินี เป็นต้น เป็นความงามที่สะท้อนความยิ่งใหญ่
อลังการ และคติความเชื่อเรื่องของความตายว่า
เมื่อกษัตริย์ หรือฟาโรห์เสด็จสวรรคตไปแล้ว
จะสามารถกลับมาเกิดใหม่ในร่างเดิมของตนเองได้
2.3 งานประติมากรรมของกรีก เป็นงานประติมากรรมในลักษณะเหมือนจริง (Realistic) ส่วนใหญ่นิยมปั้นและแกะสลักรูปคน และเทพเจ้า
แสดงความงามของสรีระบนสัดส่วน และร่างกายของมนุษย์ที่มีความงดงามยิ่ง เช่น
นักกีฬาไมรอน (Myron) เทพธิดาวีนัส (VENUS) เทพเจ้าอพอลโล (Apollo) เป็นต้น
2.4 งานประติมากรรมของโรมัน เป็นงานประติมากรรมที่มุ่งปั้น และแกะสลักรูปเคารพของกษัตริย์ผู้ครองนคร
เป็นงานประติมากรรมรูปคนเต็มตัว (FIGURE) และรูปคนเหมือนครึ่งตัว (PORTRAIT) แสดงให้เห็นว่างานประติมากรรมโรมัน
มุ่งเน้นความงามแบบเหมือนจริง และสร้างสรรค์ขึ้นด้วยความศรัทธาเลื่อมใส
งานประติมากรรมหินอ่อนรูปเหมือน
ของคอนสแตนตินปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะกรุงโรม
2.5 งานประติมากรรมสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา เป็นงานประติมากรรม ในสมัยที่มีการนำแบบอย่างศิลปะชั้นสูงของกรีก และโรมันมาสร้างสรรค์
และศึกษาค้นคว้าทฤษฎีและหลักการทางศิลปะใหม่ๆ
ดังนั้นผลงานประติมากรรมในยุคน ี้จึงเป็นความงามอันละเอียดอ่อน
ผสมผสานหลักการทางทฤษฎี และฝีมืออันประณีตของประติมากร
จึงทำให้ผลงานมีทั้งความงามในหลักองค์ประกอบศิลป์ และจิตวิญญาณของผู้สร้างสรรค์
เช่น ประติมากรรมหินอ่อน รูป “ปีเอตา (PIETTA) และรูป
“แม่พระกับเด็ก”ของไมเคิล แองเจลโล เป็นต้น
2.6 งานประติมากรรมสมัยใหม่ เป็นงานประติมากรรมในยุคศิลปะสมัยใหม่ (Modern Art) ที่ศิลปินหรือประติมากรมีอิสระในการสร้างสรรค์ผลงานตามความคิดจินตนาการ และอารมณ์ความรู้สึก
ซึ่งสามารถสรุปรวบยอดเป็นผลงาน 3 รูปแบบดังนี้
1. ประติมากรรมแบบเหมือนจริง(Realism) หมายถึง
การสร้างสรรค์งานปั้นและแกะสลักที่มีรูปแบบและความเป็นจริงตามธรรมชาติ
ทำให้ดูแล้วเข้าใจง่าย เช่น รูปคน รูปสัตว์ รูปสิ่งของ เป็นต้น




2. ประติมากรรมแบบตัดทอน (Distortion)
ประติมากรรมแบบตัดทอน หมายถึง การปั้นแกะสลักแบบตัดทอนรูปทรงที่เหมือนจริงให้เหมือนน้อยลง
แต่ยังคงเห็นร่องรอยหรือเค้าโครงของความจริงอยู่
โดยเพิ่มเติมอารมณ์และความรู้สึกเข้าไปผสมผสาน
ทำให้ผลงานสามารถสื่อได้ทั้งความหมายและอารมณ์ความรู้สึก
3. ประติมากรรมแบบตามความรู้สึก (Abstract)
ประติมากรรมแบบตามความรู้สึก หมายถึง การปั้นแกะสลักที่เน้นการถ่ายทอดอารมณ์ตาม ความรู้สึกของประติมากร
โดยไม่คำนึงถึงรูปทรงที่เป็นจริงตามธรรมชาติ เราเรียกงานศิลปะนี้ว่า
“ศิลปะนามธรรม” (Abstract Art) ทำงานผลงานสื่ออารมณ์
ความรู้สึกทางความงาม และความคิด โดยไม่สื่อความหมายว่ารูปปั้นชิ้นนี้หมายถึงอะไร
“รูปลักษณะแห่งสัมพันธภาพ”
งานประติมากรรมนามธรรมที่สะท้อนความงาม
จากองค์ประกอบศิลป์และความสมดุล
3. คุณค่าและความงามของสถาปัตยกรรมสากล
งานสถาปัตยกรรมสากล เป็นงานศิลปะประเภทการออกแบบสิ่งก่อสร้างที่เริ่มต้นจากการสร้างสรรค์ของชาวตะวันตกจนเป็นงานศิลปะนานาชาติ
และศิลปะสมัยใหม่ในยุคปัจจุบัน โดยมีมูลเหตุการสร้างสรรค์เริ่มต้นจากความศรัทธา
เชื่อถือทางลัทธิและศาสนา เพื่อประโยชน์ใช้สอย เป็นที่อยู่อาศัยและเป็นงานธุรกิจที่ทำรายได้อย่างมหาศาลในปัจจุบัน
เราสามารถวิเคราะห์คุณค่าและความงามของสถาปัตยกรรมสากลได้
ตามยุคสมัย ดังนี้
3.1 งานสถาปัตยกรรมของอียิปต์ เป็นงานการออกแบบก่อสร้างตามอารยธรรมของอียิปต์ เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 4,000
ปีก่อนคริสตศักราช โดยมีกษัตริย์ฟาโรห์ (Pharaoh) เป็นเสมือนเทพเจ้า ที่จะสามารถบันดาลให้เกิดผลงานสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ เช่น
พีระมิด เป็นที่เก็บพระศพของฟาโรห์และมเหสี
วิหารเป็นเทวสถานเพื่อสักการะเทพเจ้าและฟาโรห์ เป็นต้น
3.2 งานสถาปัตยกรรมของกรีก งานศิลปกรรมของกรีกมีความเจริญสูงสุดเป็นแบบฉบับในทางศิลปะ
ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน รูปแบบของงานสถาปัตยกรรมมีความใหญ่โต มั่นคง แข็งแรงทนทาน ได้แก่ วิหาร
หอประชุม สนามกีฬา วิหารที่มีชื่อเสียงคือ
วิหารพาร์เธนอน (Parthenon) เป็นวิหารหินอ่อนสีขาวที่มีความงดงาม และมั่นคงยิ่ง
เนื่องจากมีเสารองรับจำนวนมาก และหัวเสาได้ประดับตกแต่งด้วยรูปทรงเรขาคณิต
รูปทรงธรรมชาติจากใบไม้และรูปทรงประดิษฐ์
วิหารพาร์เธนอน
อันงดงามยิ่ง ตั้งอยู่ที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซในปัจจุบัน
3.3 งานสถาปัตยกรรมของโรมัน เป็นงานที่มีความยิ่งใหญ่มโหฬาร หรูหรา สง่างามมีความมั่นคง
สร้างด้วยคอนกรีต โดยหล่อเป็นโครงสร้างรูปโดม
มีลักษณะโค้งกลมซึ่งเป็นเอกลักษณะของศิลปะโรมัน สถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียง ได้แก่
โคลอสเซียม (Colosseum) วิหารแพนเธนอน (Pantheon) และประตูชัย (Arch of Triumph)
โคลอสเซียม
สนามกีฬารูปวงรีขนาดใหญ่ จุผู้ชมได้ถึง 50,000 คน ตั้งอยู่ที่กรุงโรม
ประเทศอิตาลีในปัจจุบัน
ประตูชัย สถาปัตยกรรมของโรมัน
เป็นประตูเมืองแบบโค้งกลมสร้างขึ้นฉลองชัยชนะของทหารหาญที่เสร็จจากศึกจากการรบ
3.4 งานสถาปัตยกรรมกอติก ศิลปะกอทิก (Gothic Art) เป็นงานศิลปะในยุคกลางของตะวันตกประมาณปีคริสตศักราช
1095 – 1291 มุ่งเน้นการสร้างงานสถาปัตยกรรมตามความศรัทธาเชื่อถือทางศาสนา
มีความงามในโครงสร้างที่สูงชะลูด มียอดหอคอยรูปทรงแหลม ซุ้มประตู หน้าต่าง ช่องลม
เป็นรูปแบบ “โค้งแหลม”
สถาปัตยกรรมกอติก
ที่มีความงามในรูปทรงโค้งแหลม
3.5 งานสถาปัตยกรรมสมัยฟื้นฟูศิลป์วิทยา เป็นด้านสถาปัตยกรรมที่นำเอาแบบอย่างที่งดงามของกรีก และโรมันมาสร้างสรรค์
จนเป็นงานศิลปะที่มีความเจริญสูงสุดหรือเรียกว่า “คลาสสิค” (Classic) เช่น มหาวิหารเซ็นต์ปีเตอร์ ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี
มหาวิหารเซ็นต์ปีเตอร์
ที่ประยุกต์รูปแบบมาจากกรีก ตั้งอยู่ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี
3.6 งานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ เป็นงานสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นภายใต้ความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีในสมัยปัจจุบัน
ท่ามกลางความเจริญเติบโตและความเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
ดังนั้นงานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่
จึงสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการทางด้านเศรษฐกิจการค้าและสังคม
มิได้มุ่งตอบสนองความเชื่อทางด้านศาสนาอีกต่อไป
รูปลักษณ์ของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่มีลักษณะเรียบง่าย
เน้นความสัมพันธ์กลมกลืนของรูปทรง ความสมดุลและความมั่นคงปลอดภัย
และในขณะเดียวกันก็มุ่งแข่งขันกันทางด้านความสูงที่เรียกว่า “ตึกระฟ้า”
เพื่อเรียกร้องความสนใจ สร้างเอกลักษณะของเมือง
และสร้างแรงจูงใจให้แก่นักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นความต้องการทางด้านเศรษฐกิจ
“ตึกระฟ้า”
งานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่มีลักษณะเรียบง่าย
เน้นความสัมพันธ์กลมกลืนของรูปทรง ความสมดุลและความมั่นคงปลอดภัย
และในขณะเดียวกันก็มุ่งแข่งขันกันทางด้านความสูง



|