คำว่า "ภาพวาด" หมายถึง "งานจิตรกรรม" ซึ่งมีความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 แปลว่า "ศิลปะการวาดเขียน ศิลปะการวาดภาพ ซึ่งตรงกับคำศัพท์ภาษาอังกฤษว่า "Painting" หมายถึง การวาดภาพระบายสี เน้นการใช้สีเป็นส่วนสำคัญ
การวาดภาพนับว่าเป็นกิจกรรมสำคัญของงานทัศนศิลป์ซึ่งหมายถึง "ศิลปะที่มองเห็น" กล่าวคือการมองเห็นและสัมผัสกับเส้น รูปร่าง รูปทรง สี แสง เงา ฯลฯ ที่ปรากฏอยู่ในภาพวาดแต่อย่างไรก็ตาม การสร้างสรรค์งานจิตรกรรมมิได้อาศัยทัศนธาตุ หรือส่วนประกอบของศิลปะที่สัมผัสด้วยสายตาเท่านั้นแต่ยังแฝงแนวคิดปรัชญา ความเชื่อ วิถีชีวิต ซึ่งรวมกันเป็น "วัฒนธรรม" ที่ศิลปินนำมาสื่อความหมาย ความงาม และอารมณ์ความรู้สึกของตนเองได้อย่างอิสระ
ชื่อภาพ ก้อนหิน เสนีย์ ผลงานของประเทือง เอมเจริญ เป็นผลงานที่สะท้อนวิกฤตการณ์
6 ตุลาคม 2519 ในยุคที่ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี

จิตรกรรมไทย หมายถึง ภาพวาดที่คนไทยสร้างสรรค์ขึ้นและทำสืบทอดต่อมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีแบบอย่างเฉพาะของตนเองที่แสดงถึงความเป็นคนไทย ทั้งในด้านรูปแบบเนื้อหาวิธีการ และความเชื่อ
ความเป็นมาของจิตรกรรมไทย นักโบราณคดีเชื่อว่าจิตรกรรมเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยได้แก่ ภาพลายเส้นจำหลักบนศิลาสมัยทวาราวดี แต่ที่ถือว่าเป็นจิตรกรรมไทยจริงๆ น่าจะเป็นภาพลายเส้นบนแผ่นหินชนวนสมัยสุโขทัย ซึ่งพบที่วัดศรีชุม จังหวัดสุโขทัย ส่วนจิตรกรรมไทยที่มีลักษณะเป็นภาพเขียนสีนั้นที่เก่าแก่ที่สุดพบที่วัดเจดีย์เจ็ดแถว จังหวัดสุโขทัย ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยที่ไทยมีสุโขทัยเป็นราชธานี ทำให้สันนิษฐานได้ว่า จิตรกรรมไทยมีขึ้นครั้งแรกเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 18
ภาพเขียนสี งานจิตรกรรมฝาผนังวัดเจดีย์เจ็ดแถว จังหวัดสุโขทัย
จิตรกรรมไทยเริ่มต้นทำจริงจังในสมัยอยุธยา โดยพัฒนารูปแบบมาจากสุโขทัย นิยมใช้สีฝุ่นที่ได้จากธรรมชาติและวัตถุธาตุ เช่น เขม่าไฟ ดินแดง ปูนขาว ดินเหลือง คราม อิฐ ผสมกับยางมะขวิดระบายลงบนภาพที่วาดขึ้น จิตรกรรมไทยสมัยอยุธยายังคงเขียนขึ้นตามผนังโบสถ์ วิหาร และอาคาร จึงทำให้คนทั่วไปนิยมเรียกว่า จิตรกรรมฝาผนัง นอกจากจะเขียนไว้ตามฝาผนังแล้ว ยังพบว่ามีจิตรกรรมไทยประดับอยู่ตามบานประตูหน้าต่าง เสาและเพดานโบสถ์วิหารด้วย แต่ก็ยังนิยมเรียกรวมกันว่าจิตรกรรมฝาผนัง
ในสมัยรัตนโกสินทร์ จิตรกรรมไทยได้รับการสืบทอดมากจากสมัยอยุธยา กล่าวคือ ยังคงความนิยมเขียนไว้ตามผนังโบสถ์ วิหาร ด้วยสีฝุ่นผสมกาวซึ่งได้มาจากธรรมชาติในสมัยรัชกาลที่ 2 และรัชกาลที่ 3 จิตรกรรมไทยได้รับการพัฒนาจนเจริญสูงสุด สามารถแสดงลักษณะพิเศษเฉพาะตัว จนถือได้ว่าเป็นยุคทองของจิตรกรรมไทย
จิตรกรรมไทยได้รับความนิยมอย่างสูงเรื่อยมาจนสมัยรัชกาลที่ 6 จึงเริ่มเสื่อมความนิยมลงพร้อมกับการเริ่มต้นของศิลปะสมัยใหม่ อย่างไรก็ตามยังมีช่างเขียนจำนวนหนึ่งสืบทอดงานจิตรกรรมไทยต่อมาจนทุกวันนี้
จากความเป็นมาของงานจิตรกรรมไทยดังกล่าว พอสรุปได้ว่า งานจิตรกรรมไทยนิยมสร้างสรรค์เพื่อประดับตกแต่งพุทธสถาน เช่น โบสถ์ วิหาร เจดีย์ เป็นต้น ย่อมสะท้อนให้เห็นว่างานจิตรกรรมมีความผูกพันกับพุทธศาสนา และได้แฝงแนวคิด ปรัชญาและพุทธประวัติ เพื่อปลูกฝังให้คนไทย กระทำความดีละเว้นความชั่ว และทำใจให้หมดจากเครื่องเศร้าหมอง ซึ่งเป็น "หัวใจพระพุทธศาสนานั่นเอง"
ประเภทของจิตรกรรมไทย จิตรกรรมไทยที่สร้างสรรค์สืบทอดกันมาสามารถแบ่งตามวัตถุประสงค์ของการสร้างได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1. งานจิตรกรรมตกแต่ง 2. งานจิตรกรรมประกอบเรื่อง
1. งานจิตรกรรมตกแต่ง
จิตรกรรมตกแต่ง หมายถึง จิตรกรรมที่สร้างขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อตกแต่งส่วนต่างๆ ของอาคาร เช่น โบสถ์ วิหาร ปราสาท ราชมณเฑียร ได้แก่ ภาพและลวดลายที่ประดับอยู่บนบานประตู บานหน้าต่าง เสา เพดาน และส่วนอื่นๆ ลักษณะเป็นลวดลายหรือภาพที่ไม่แสดงเรื่องราวชัดเจน เช่น ภาพทิวแถวของเทวดา นางฟ้า เป็นต้น แสดงว่าการสร้างสรรค์งานจิตรกรรมไทยก็เพื่อประดับตกแต่ง สร้างความงดงามวิจิตรอลังการและเป็นที่ศรัทธาเลื่อมใสต่อพระพุทธศาสนา
รูปทวารบาล งานจิตรกรรมตกแต่งฝีมือพระอาจารย์นาค ที่หอไตร วัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพฯ
2. งานจิตรกรรมประกอบเรื่อง
จิตรกรรมประกอบเรื่อง หมายถึง จิตรกรรมที่สร้างไว้ตามผนังโบสถ์ วิหารและอาคารทั้งสี่ด้าน แสดงเรื่องราวต่างๆ เช่น พุทธประวัติ ชาดก และวรรณคดี โดยมีจุดประสงค์เพื่อบอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้นให้แก่ผู้ดูได้ศึกษาและเข้าใจ ถือเป็นแหล่งวิชาความรู้ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง
ลักษณะของจิตรกรรมไทย จิตรกรรมไทยเป็นศิลปกรรมที่มีรูปแบบและความงามในลักษณะเฉพาะตัว เป็นงานกึ่งอุดมคติที่สร้างสรรค์ขึ้นจากความคิด อันมีที่มาจากความเป็นจริง สามารถบอกเล่าเรื่องราวทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ศาสนา ประเพณี เศรษฐกิจและสังคมไทยโดยใช้ภาพวาดขึ้นเป็นสื่อเป็นจิตรกรรมประจำชาติที่มีลักษณะเฉพาะ 2 ทาง คือ ด้านรูปแบบและด้านเนื้อหา
ลักษณะเฉพาะทางด้านรูปแบบ จิตรกรรมไทยมีลักษณะเฉพาะทางด้านรูปแบบ ดังนี้
1. เป็นภาพกึ่งอุดมคติ ประดิษฐ์จากธรรมชาติและจินตนาการ
2. มีลักษณะเป็นภาพ 2 มิติ ไม่แสดงระยะและแสงเงา
3. ระบายด้วยสีฝุ่นแบบเรียบและตัดเส้น
4. ไม่คำนึงถึงความถูกต้องของสัดส่วน
5. จัดภาพแบบตานกมอง (BIRDS EYES VIEW)
6. มักเขียนอยู่บนผนังโบสถ์วิหาร อาคาร สมุดข่อย ตู้พระราม พระบฎ
ภาพจิตรกรรมฝาผนัง เรื่อง "รามเกียรติ์" ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพฯ ที่จัดแบบตานกมอง
ลักษณะเฉพาะทางด้านเนื้อหา งานจิตรกรรมไทยมีลักษณะเฉพาะทางด้านเนื้อหาเรื่องราว ซึ่งได้แฝงคุณค่าทางวัฒนธรรมไว้อย่างหลากหลาย ดังนี้
1. แสดงเรื่องราวทางพุทธศาสนา ได้แก่ พระพุทธประวัติ ทศชาติ ชาดก ไตรภูมิ
2. แสดงเรื่องราวทางวรรณคดี ได้แก่ รามเกียรติ์
3. แสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ พงศาวดารและพระราชพิธีต่างๆ
4. แสดงประเพณี วัฒนธรรมและชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย

ภาพจิตรกรรมฝาผนัง วัดดุสิดาราม กรุงเทพฯ เป็นฝีมือช่างในสมัยรัชกาลที่ 1 ชื่อภาพ "มารผจญ" เป็นภาพพระโพธิสัตว์ปิดทอง
ทรงผ้ารัตกัมพล ด้านซ้ายขวา เป็นภาพกองทัพมารที่ยกเข้ามา อย่างดุดัน
โดยมุ่งทำร้ายพระโพธิสัตว์ และตรงกลางด้านใต้ของโพธิบัลลังค์ก็มีภาพแม่พระธรณีหลั่งอุทกธาราจากมวยผม
ลงมาทำลายกองทับมารจนแตกพ่ายไป

ภาพวรรณคดีไทย เรื่อง "รามเกียรติ์" ตอนหนุมานอาสาอมพลับพลา พระราม
และไมยราพสะกดทัพ เป็นเรื่องราวอภินิหารชวนให้ติดตาม

ภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดสุวรรณดาราราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แสดงวีรกรรมยุทธหัตถี
ระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กับสมเด็จพระมหาอุปราชา

ภาพร่างสีต้นแบบเทพประจำวันพฤหัสบดี ชุด "ป่าหิมพานต์" ผลงานของ ปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ
สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสรรค์เป็นงานต้นแบบ ในการปักบนผ้าไหมไทยของมูลนิธิศิลปาชีพ
|