
หลักการออกแบบองค์ประกอบศิลป์
1. เอกภาพ (Unity) หมายถึง การจัดทัศนธาตุของศิลปะให้มีความประสานกลมกลืน มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันเป็นกลุ่มก้อนไม่กระจัดกระจาย และแสดงออกให้เห็นได้ถึงความพอดีของความงาม
2. มุมสัมผัสด้าน เป็นการสัมผัสโดยการนำด้านมาชนกับมุม
3. มุมสัมผัสมุม เป็นการสัมผัสโดยการนำมุมกับมุมมาชนกัน
วิธีซ้อน คือ การนำรูปร่าง รูปทรง มาวางทับซ้อนกันในลักษณะต่าง ๆ เพื่อให้เกิดเอกภาพ ได้แก่
2. การทับซ้อนทั้งหมด เป็นการนำรูปร่าง รูปทรง มาวางทับลงบนอีกรูปทรงหนึ่ง แบบเต็มส่วน ไม่ให้เหลื่อมกัน
3.การทับซ้อนคาบเกี่ยว เป็นการนำรูปร่าง รูปทรง มาวางเสียบกันเหมือนฝังอยู่ในอีกรูปหนึ่ง
4. การทับซ้อนรูปโซ่ เป็นการนำรูปร่าง รูปทรง มาวางคล้องเกี่ยวกันเป็นลูกโซ่ 5.การทับซ้อนสานกัน เป็นการนำรูปร่าง รูปทรงมาวางไขว้กันแบบสาน
6. การทับซ้อนหลายชั้นเรียงลำดับ เป็นการนำรูปร่าง รูปทรง มาวางทับกันหลายชั้นทำให้เกิดมิติ มองดูมีระยะใกล้ – ไกล และมีความตื้นลึก
วิธีจัดกลุ่ม คือ การนำรูปร่าง รูปทรงมาจัดวางใกล้กัน จนเกิดความสัมพันธ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้
2. รูปร่างสองรูปจัดวางห่างกัน แรงดึงดูดจะหมดไป ความรู้สึกที่จะนำมารวมเป็นหน่วยเดียวกันจะไม่มี แต่จะมีความรู้สึกแบ่งแยกรูปร่าง รูปทรงสองรูปออกจากกัน ทำให้ขาดเอกภาพ
3. รูปร่าง รูปทรงสามสิ่งมาจัดวางในลักษณะกรอบสามเหลี่ยม แม้จะจัดวางห่างกันแต่จะรู้สึกว่าของสามสิ่งนั้นมีแรงดึงดูด และพยายามรวามเป็นหน่วยเดียวกัน
2. ดุลยภาพ (Balance) หรือ ความสมดุล หมายถึง การนำทัศนธาตุต่างๆ ทางศิลปะ เช่น จุด เส้น รูปร่าง รูปทรง 2.1.ความสมดุลแบบสองข้างเท่ากัน (Symmetrical Balance) คือ การนำทัศนธาตุทางศิลปะมาจัดองค์ประกอบศิลป์ ให้น้ำหนักทั้งสองข้างเท่ากันหรือเหมือนกันซึ่งส่วนมากจะปรากฏในผลงานจิตรกรรมไทย ประติมากรรมไทย สถาปัตยกรรมไทย และงานศิลปะสมัยใหม่ที่ต้องการให้ดูแล้วรู้สึกสงบนิ่ง มั่นคง และเลื่อมใสศรัทธา
2.2.ความสมดุลแบบสองข้างไม่เท่ากัน (Asymmetrical Balance) คือ การนำทัศนธาตุทางศิลปะมาจัดองค์ประกอบศิลป์ จัดวางที่ไม่เท่ากันหรือไม่เหมือนกันทั้งสองข้าง แต่มองดูแล้วให้ความรู้สึกว่าเท่ากันจากน้ำหนักโดยส่วนรวม ความสมดุลในลักษณะนี้นิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง เพราะสามารถให้อารมณ์ ความรู้สึกเคลื่อนไหว และให้คุณค่าทางความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นอิสระแปลกใหม่
3. จุดเด่น (Dominance) จุดเด่นหรือจุดสนใจ หมายถึง ส่วนสำคัญที่ปรากฏชัดสะดุดตาในผลงานศิลปะ จุดเด่นเกิดจากการเน้น (Emphasis) ที่ดี ตำแหน่งของจุดเด่น นิยมจัดวางไว้ในระยะหน้า (Foreground) หรือระยะกลาง (Middle Ground) แต่ไม่ควรวางไว้ตรงกลางพอดี เพราะจะทำให้ภาพเกิดความรู้สึกนิ่ง ไม่เกิดการเคลื่อนไหว จุดเด่นที่ดีควรมีเพียงจุดเดียว และมีพื้นที่ประมาณ 20 – 30 % ของพื้นที่ทั้งหมด
วิธีการเน้นจุดเด่น 1.เน้นด้วยรูปร่าง รูปทรง หรือขนาด เป็นการนำรูปร่างรูปทรงทีมีลักษณะแตกต่างกันมาจัดรวมกันจะทำให้เกิดความเด่นชัดขึ้นในรูปทรงที่ต้องการเน้น หรือใช้ขนาดที่แตกต่างกัน ขนาดที่ใหญ่กว่า ย่อมเห็นได้ง่ายและเด่นชัดกว่าขนาดเล็ก
2.เน้นด้วยค่าน้ำหนักของสี แสงเงา
3.เน้นด้วยสี เป็นการใช้สีต่างวรรณะกันจะช่วยเน้นภาพซึ่งกันและกัน เช่นภาพที่มีสีวรรณะเย็น สามารถใช้สีวรรณะอุ่นเข้าไปช่วยเน้น เพื่อให้เกิดความขัดแย้งจะทำให้เกิดจุดเด่น แต่ต้องให้วรรณะหนึ่งมีปริมาณมากกว่าอีกวรรณะหนึ่ง เป็นต้น
4.เน้นด้วยเส้น เป็นการนำ เส้น
4. ความกลมกลืน (Harmony) หมายถึง การนำทัศนธาตุทางศิลปะมาจัดองค์ประกอบศิลป์ให้มีความสัมพันธ์กลมกลืนกัน สนับสนุนซึ่งกันและกัน เข้ากันได้ดี ไม่ขัดแย้งกัน 1.ความกลมกลืนด้วยเส้น เป็นการใช้เส้นในลักษณะเดียวกัน หรือทิศทางเดียวกันมาจัดรวมกัน จะทำให้เกิดความกลมกลืนได้
2.ความกลมกลืนด้วยรูปร่าง รูปทรง เป็นการนำรูปร่าง รูปทรงที่มีลักษณะเหมือนกันหรือลักษณะใกล้เคียงกันมาจัดรวมกัน เช่น การใช้รูปทรงกลม วงรี มาจัดองค์ประกอบศิลป์ร่วมกัน จะเกิดความกลมกลืนกันได้
3.ความกลมกลืนด้วยขนาด เป็นการจัดองค์ประกอบศิลป์ในลักษณะใช้ขนาดของรูปทรง ที่ใกล้เคียงกันและลดหลั่นกันมาจัดรวมทำให้ไม่เกิดความรู้สึกแตกต่างจะเกิดความรู้สึกกลมกลืน
4. ความกลมกลืนด้วยทิศทาง ทิศทางที่เหมือนกันย่อมกลมกลืนกัน
5. ความกลมกลืนด้วยค่าน้ำหนักของแสงเงา เป็นการจัดค่าน้ำหนักแสงเงาให้มีความประสานสัมพันธ์กลมกลืนกัน โดยการไล่ค่าน้ำหนักอ่อนแก่
6. ความกลมกลืนด้วยลักษณะผิว เป็นการจัดองค์ประกอบศิลป์โดยการนำลักษณะผิวหรือพื้นผิวที่เหมือนกัน หรือใกล้เคียงมารวมกัน เพื่อให้เกิดความกลมกลืน
7. ความกลมกลืนด้วยสี เป็นการนำสีที่อยู่ในวรรณะเดียวกัน หรือสีใกล้เคียงกัน มาจัดองค์ประกอบให้ประสานกลมกลืนกัน
5. ความขัดแย้ง (Contrast) หมายถึง การนำทัศนธาตุมาจัดองค์ประกอบศิลป์ให้เกิดการตัดกัน หรือ ขัดแย้งกัน เพื่อลดความกลมกลืนลงบ้าง เพราะบางทีความกลมกลืนที่มากไปอาจจะดูจืดชืด น่าเบื่อหน่าย ความขัดแย้งที่พอเหมาะจะช่วยให้งานดูมีชีวิตชีวา น่าสนใจ น่าตื่นเต้น
ความขัดแย้งในงานศิลปะ ควรจัดองค์ประกอบศิลป์ให้มีสัดส่วนขัดแย้งกันบ้าง ประมาณ 10 – 20 % ก็จะช่วยให้งานนั้นเกิดคุณค่าความงามขึ้น 1.ความขัดแย้งด้วยเส้นเป็นการนำเส้นที่มีลักษณะต่างกันมาสร้างความขัดแย้งในงานศิลปะ เช่นการนำเส้นซิกแซก กับเส้นแนวนอนมาใช้ร่วมกันในงานออกแบบ วิธีใช้ความขัดแย้ง คือลดปริมาณเส้นชนิดใดชนิดหนึ่งลงประมาณ 20% และอาจใช้ ทัศนธาตุ 2.ความขัดแย้งด้วยรูปร่าง รูปทรง เป็นการนำรูปร่าง รูปทรง ที่มีลักษณะไม่เหมือนกันหรือลักษณะไม่ใกล้เคียงกันมาจัดรวมกัน เช่น การนำรูปร่างสี่เหลี่ยมกับรูปร่างวงกลม มาจัดองค์ประกอบศิลป์ร่วมกันจะเกิดความขัดแย้ง แต่การขัดแย้งมากเกินไปจะดูไม่สวยงาม การแก้ไขให้ความขัดแย้งน้อยลงด้วยการทำให้รูปร่าง รูปทรงนั้นมีลักษณะใกล้เคียงกัน
3.ความขัดแย้งด้วยขนาด เป็นการใช้ขนาดของรูปร่างรูปทรงที่มีขนาดใหญ่และขนาดเล็กแตกต่างกัน จะทำให้เกิดความขัดแย้ง การแก้ไขจะต้องแก้ด้วยการเพิ่มขนาดให้ใกล้เคียงกัน
4.ความขัดแย้งด้วยทิศทาง เป็นการจัดวางให้ทิศทางของเส้น รูปร่าง รูปทรง แสงเงา
5.ความขัดแย้งด้วยสี เป็นการนำสีตรงกันข้ามหรือสีตัดกันมาใช้ร่วมกัน เช่น สีแดง ขัดแย้งกับสีเขียว การแก้ไขจะต้องลดปริมาณสีหนึ่งสีใดลงให้เหลือประมาณ 20% ของพื้นที่ทั้งหมด หรือใช้สีขาว สีดำ ตัดขั้นระหว่างสีทั้งสอง และอาจใช้วิธีลดความเข้มของสีใดสีหนึ่งลงด้วย สีขาว สีดำ สีเทา สีตรงข้าม เป็นต้น
6.ความขัดแย้งด้วยพื้นผิว เป็นการนำลักษณะผิวที่แตกต่างกันมาจัดรวมกันในงานศิลปะ เช่น ลักษณะผิวหยาบขัดแย้งกับลักษณะผิวละเอียด การแก้ไขจะต้องลดปริมาณลักษณะผิวส่วนหนึ่งส่วนใดให้น้อยลงหรือเพิ่มลักษณะผิวที่ใกล้เคียงกันหรือเกลี่ยให้ผสมผสานกัน
คุณค่าขององค์ประกอบศิลป์
2. ช่วยเสริมสร้างคุณค่าของงานวิจิตรศิลป์ 5.นำหลักองค์ประกอบศิลป์มาช่วยพัฒนาบุคลิกภาพของตนเอง ในการแต่งกายการจัดวางอิริยาบถให้ดูดีและมีความสัมพันธ์ไปถึงเรื่องสุขภาพที่ดีด้วย เช่น การนั่ง การหิ้วของ การเล่นกีฬา บางครั้งก็ต้องใช้หลักของความสมดุล ถ้าไม่ได้จังหวะอาจส่งผลเสียต่อร่างกาย เป็นต้น
|