<< Go Back 

ที่มา : http://topicstock.pantip.com/isolate/topicstock/2012/10/M12792742/M12792742-1.jpg
ประวัติวงขับไม้
                     วงขับไม้ถือได้ว่าเป็นวงดนตรีโบราณของไทยวงหนึ่ง  ที่มีพัฒนาการมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน  ดังนั้นในการสืบค้นเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาจึงไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัด  ในเรื่องของยุคสมัยที่เริ่มมีการก่อกำเนิดวงดนตรีชนิดนี้ขึ้น อย่างไรก็ตามจากการศึกษาก็ได้ค้นพบหลักฐานสำคัญทางโบราณคดี  ที่มีความเกี่ยวข้องกับวงขับไม้อยู่บ้าง เช่น พบคำว่า “เสียงขับ” ในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง พ.ศ. 1835 ด้านที่ 2และจากไตรภูมิพระร่วง ซึ่งเป็นเรื่องราวที่พญาลิไทหรือพระมหาธรรมราชาที่ 1  ทรงบันทึกไว้เกี่ยวกับเรื่องการดนตรีในสมัยนั้น ที่มีลักษณะการบรรเลงเพื่อเฉลิมฉลองทางศาสนา โดยได้กล่าวถึงเครื่องดนตรีที่ใช้ในวงขับไม้คือ บัณเฑาะว์และซอสามสาย (คณะผู้ดำเนินงานโครงการดุริยางคศิลป์ นิสิตชั้นปีที่ 4 รุ่นที่ 11,2536: 12-14) 
                       นอกจากนี้สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ (2522 : 19) ได้ทรงพระวินิจฉัยว่า วงขับไม้นี้เป็นวงต้นแบบร่วมกับวงบรรเลงพิณในการประสมวงแบบมโหรีของไทย โดยได้รับแบบอย่างมารจากขอมอีกชั้นหนึ่ง และในการศึกษารูปแบบวงมโหรีของคณะผู้ดำเนินงานโครงการดุริยางคศิลป์ นิสิตชั้นปีที่ 4 รุ่นที่ 11 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (236 : 16) พบว่า ไทยเริ่มมีรูปแบบของวงมโหรีที่ชัดเจนในสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่เรียกกันว่า วงมโหรีเครื่องสี่ ดังนั้นจึงสันนิษฐานได้ว่าวงขับไม้มีรูปแบบที่ชัดเจนแล้วตั้งตี่ก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา 
                       จากการศึกษาบทบาทของวงขับไม้ พบว่า เป็นวงดนตรีไทยอีกวงหนึ่งที่มีบทบาทเป็นอย่างมากต่อวิธีชีวิตของคนไทยมาตั้งแต่อดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ชนชั้นสูงหรือชนชั้นปกครองในราชสำนัก โดยพบว่า ราชสำนักไทยมีความเชื่อถือว่า วงขับไม้นี้เป็นของสูงสำหรับกษัตริย์ และจะมีการบรรเลงได้ก็ต่อเมื่อมีงานสมโภชชั้นสูงเท่านั้น ได้แก่ สมโภชพระมหาเศวตฉัตร สมโภชขึ้นพระอู่ และสมโภชช้างเผือก นอกจากนี้ในบางสมัยวงขับไม้ได้เป็นเครื่องขับกล่อมพระบรรทมสำหรับพระมหากษัตริย์และเจ้านายชั้นสูง ดังปรากฏหลักฐานในบทละครเรื่องอิเหนา ตอนอุณากรรณประทับบรรทมในตำหนักสวนแห่งเมืองกาหลง ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ดังนี้
พระเอยพระยอดฟ้า  พระสนิทนิทราอยู่บนที่ 
ทรงสดับขับไม้มโหรี ซอสีส่งเสียงจำเรียงราย
 เชิญพระบรรทมสถาพร จะกล่าวกลอนถนอม   กล่อมถวาย 
ให้ไพเราะเสนอในสบาย พระฤาสายจงไสยาเอย
   (มนตรี  ตราโมท, 2503 : 1942) 
                       

จะเห็นได้ว่าวงขับไม้มีบทบาทเป็นอย่างมากในราชสำนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับกษัตริย์   พิธีกรรมดังกล่าวล้วนได้รับอิทธิพลทางด้านความเชื่อของลัทธิศาสนาพราหมณ์แทบทั้งสิ้น  ดังนั้น ในการศึกษาประวัติความเป็นมาของวงขับไม้  จึงจำเป็นต้องศึกษาเกี่ยวกับคติความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์   ผู้วิจัยเห็นว่าคติความเชื่อดังกล่าวน่าจะเกี่ยวข้องกับประวัติความเป็นมาของวงขับไม้ 
                       จากการศึกษาพบว่า  ราชสำนักไทยได้รับเอาแบบอย่างด้านศิลปวัฒนธรรมและคติความเชื่อต่างๆ มาจากอินเดีย  โดยผ่านทางชนชาติขอมอีกทอดหนึ่ง   เห็นได้จากการที่สามัญชนได้ให้ความเคารพยกย่องกษัตริย์เป็นสมมติเทพหรือประดุจเทพเจ้าพระองค์หนึ่ง  ที่ได้อวตารลงมา ดังเช่นกษัตริย์ไทยมักเฉลิมพระนามว่า สมเด็จพระรามาธิบดี ซึ่งคำว่า “ราม” หรือ “รามา” นี้  ก็เป็นชื่อกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่อินเดีย  ถือว่าเป็นพระนารายณ์อวตารลงมาเพื่อปราบยุคเข็ญในโลก อีกทั้งถ้อยคำภาษาที่ใช้ก็เน้นภาษาบาลี สันสกฤต รวมทั้งภาษาขอม ซึ่งถือว่าเป็นภาษาที่สูงกว่าสามัญชน ซึ่งเป็นการแบ่งแยกกษัตริย์ออกจากสามัญชนโดยเด็ดขาด  ลักษณะดังกล่าวนี้        ล้วนได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียแทบทั้งสิ้น โดยรับมาในรูปของลัทธิศาสนา นั้นคือ ศาสนาพราหมณ์ โดยมีพราหมณ์เป็นผู้นำศาสนา ซึ่งในราชสำนักไทยยกย่องพวกพราหมณ์ว่าเป็นผู้มีความรู้สูง พราหมณ์จึงมักได้เข้ารับราชการในสำนักตลอดมา โดยมีตำแหน่งเป็นปุโรหิตบ้าง เป็นราชครูบ้าง   พราหมณ์พวกนี้นอกจากจะสอนศิลปะวิทยาการด้านอักษรศาสตร์แล้ว ยังเป็นผู้นำในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ตามคติความเชื่อทางศาสนาในราชสำนักอีกด้วย 
                       ศาสนาพราหมณ์ถือได้ว่าเป็นศาสนาที่สำคัญของอินเดียและเป็นศาสนาแรกของอินเดียที่ได้     เผยแผ่เข้ามาสู่ดินแดนแถบสุวรรณภูมินี้มีอิทธิพลเป็นอย่างมาก  ต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของกลุ่มชนชาติดั้งเดิมในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนชาติขอม ซึ่งเป็นชนชาติดั้งเดิมที่มีอำนาจส่วนใหญ่ในดินแดนแถบสุวรรณภูมิมาเป็นเวลา 2000 ปี โดยได้รับเอาศิลปวัฒนธรรมต่างๆ ของอินเดียที่แผ่ขยายมาก่อนที่ไทยจะลงมาตั้งถิ่นฐานมั่นคงอยู่ (ฉ่ำ  ทองคำวรรณ, 2503 : 2082) ดังปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีต่างๆ มากมายที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในดินแดนนี้ เช่น ปราสาทหิน รูปปั้นต่างๆ ล้วนแล้วแต่แฝงคติความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ไว้ในตัวของศิลปกรรมเหล่านั้นอยู่เป็นอันมาก 
                       ในศาสนาพราหมณ์มีพิธีกรรมอย่างหนึ่งที่ถือว่าเป็นหัวใจหลักของศาสนา  และเป็นที่ยืดถือปฏิบัติกันมาเป็นเวลาช้านานของผู้ที่เลื่อมใสในศาสนา คือ การสวดบูชาเทพเจ้า โดยมีความเชื่อว่า การสร้างสรรค์การเปล่งเสียงในการสวดพระเวทที่ใช้มีลีลาเสียงที่ไพเราะ มีความละเมียดละไมแห่งน้ำเสียงอันลึกซึ้ง นับเป็นเจตนารมณ์แห่งการครุ่นคิดของผู้รจนาคัมภีร์พระเวทที่ได้คิดค้นขึ้น เป็นการแสดงออกในทางจิตใจแห่งความเป็นมนุษย์ รวมทั้งความงามของกาพย์กลอนนั้นๆ อีกด้วย อีกทั้งแสดงให้เห็นถึงความปิติหลงใหลในความน่าอภิรมย์ และความลี้ลับของธรรมชาติ ได้มีความเชื่อว่า พระเจ้าทั้งหลายนั้นเป็นสาเหตุแห่งชาติภูมิและพลังทุกชนิดของธรรมชาติทั้งมวล การรู้สึกถึงความลี้ลับมหัศจรรย์เช่นนี้ ก่อให้เกิดความหมายของตนเองมากขึ้น ดังนั้น ในการที่จะให้เกิดสิริมงคลต่อชีวิตของตนเองได้นั้น ก็จำเป็นต้องสาธยายร่ายมนตร์ วิงวอนขอพรต่อพระเป็นเจ้า เพื่อป้องกันแก้ไขภยันตรายแก่ตนเองหรือแก่มหาชนได้ (อุดม  อรุณรัตน์,  2529 : 24)
                       จากแนวความเชื่อดังกล่าว ทำให้เกิดบทสวดและทำนองสอดในคัมภีร์ต่างๆ มากมาย เช่น จากสังคีตรัตนากรของท่านศารุนุคเทวะ ได้กล่าวว่า “ข้าพเจ้าขอบูชาภาวะสูงสุดแห่งแบบฟอร์มแห่งเสียงนั้น (นาทพรหม) เป็นความสุขชนิดหนึ่งไม่มีสอง และเป็นแสงสว่างแห่งวิญญาณในภาวะทั้งปวงที่ได้แสดงตนให้ปรากฏในแบบฟอร์มของจักวาล โดยการบูชาเสียง (นาท) นี้ก็ได้ชื่อว่าได้บูชาพระพรหม (ผู้สร้าง) พระวิษณุ (ผู้รักษา) และพระมเหศวร (ผู้ทำลาย)  ด้วย ทั้งนี้เพราะพระมหาเทพเหล่านั้นแหละที่เป็นตัวเสียง” (ทีโอดอร์ เดอ บาร์รี, 2512 : 513) 
                       ในสมัยพระเวทหรือสมัยแห่งความคิดทางปรัชญาสมัยแรกของอินเดีย (กำหนดระยะเวลาตั้งแต่ประมาณ 1,000 ปี ถึง 100 ปี ก่อนพุทธกาล) ได้ปรากฏคัมภีร์พระเวทต่างๆ ที่ใช้ในการสวดบูชาเทพเจ้า ซึ่งแบ่งเป็น 4 คัมภีร์ ได้แก่ 
                       1.     ฤคเวท เป็นคัมภีร์ที่ประกอบขึ้นด้วยโศลก ซึ่งเป็นบทร้อยกรงสำหรับใช้สวดสรรเสริญเทพเจ้าต่างๆ ที่มีชื่อกล่าวไว้ในคัมภีร์นี้ 
                       2.     ยชุรเวท เป็นคำร้อยแก้วว่าด้วยระเบียบวิธีในการประกอบพิธีกรรมบูชายัญ และพิธีบวงสรวงต่างๆ 
                       3.     สามเวท เป็นคำฉันท์สำหรับสวดในพิธีถวายน้ำโสมแก่พระอินทร์ และขับกล่อมเทพเจ้าอื่นๆ 
                       4.     อถรวเวท เป็นที่รวบรวมคาถาอาคมหรือเวทมนตร์ สำหรับใช้ร่ายแก้เสนียดจัญไร นำสิริมงคลมาสู่ตน และใช้เพื่อทำลายศัตรูหรือทำให้เกิดผลร้ายแก่ศัตรู (สุนทร ณ รังสี, 2530 : 31-14) 
                       จากลักษณะต่างๆ ของคัมภีร์ข้างต้นล้วนแก่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการบูชาเทพเจ้าและพิธีกรรมต่างๆ ตามแนวคติความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ อาจเป็นพัฒนาการชั้นแรกของแนวความคิดทางลัทธิศาสนา และยังคงสืบทอดและยึดถือปฏิบัติมาจนกระทั่งปัจจุบัน 
                       นอกจากคติความเชื่อในเรื่องการสวดบูชาเทพเจ้าแล้ว ในลัทธิศาสนาพราหมณ์ยังมีคติความเชื่ออีกอย่างหนึ่งคือ การบูชาเทพเจ้าด้วยเสียงดนตรี  ซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งในพิธีกรรมทางศาสนา ตามคติที่ว่า ในลัทธิศาสนาพราหมณ์นั้นมีความเคารพเชื่อมั่นว่า การบูชาด้วยเสียงของดนตรีนั้น ย่อมมีความดื่มด่ำ และการทำให้จิตแน่วแน่อยู่กับความสุขนั้น ณ ที่ที่มีความหลั่งไหลแห่งเสียง มีเกิดจากเครื่องดนตรีที่มีสายติดต่อกันและเป็นระยะยาวนั้น ก็จะพ้นจากอารมณ์แห่งประชาอื่นๆ และจมดิ่งแนบแน่นอยู่ ณ สิ่งที่เป็นอันติมะ และพ้นจากรูปฟอร์มแห่งพระพรหม 
                       จากความเชื่อข้างต้นได้กล่าวถึงการบูชาเทพเจ้า  ด้วยเสียงดนตรีจากเครื่องดนตรีที่มีสาย ในที่นี้อาจหมายถึงเครื่องดนตรีในกลุ่ม “ตตะ” ของอินเดีย เป็นเครื่องดนตรีประเภทมีสายสำหรับดีดและสีให้เป็นเสียง หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “พิณ” ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ชนิด ฆตามลักษณะของวิธีการทำให้เกิดเสียงโดยการใช้นิ้วดึงสาย เช่น พิณน้ำเต้า   พิณที่เกิดเสียงโดยการใช้วัสดุดีดสาย เช่น  กระจับปี่  และพิณที่เกิดเสียงโดยใช้คันสี เช่นซอสามสาย   
                       ชาวฮินดูถือว่าพิณเป็นเครื่องดนตรีของพระสรัสวดี ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งการดนตรีและการขับร้อง นอกจากนี้ยังถือว่า เสียงพิณนี้เองเป็นวิถีอันที่จะบรรลุถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระศิวะได้ (อุดม อรุณรัตน์, 2529 : 97) 
                    จะเห็นได้ว่าพิณเป็นเครื่องดนตรีที่มีบทบาทเป็นอย่างมาก  ต่อความเชื่อในพิธีกรรมการบูชาเทพเจ้าของศาสนาพราหมณ์อีกประเภทหนึ่ง  ซึ่งไม่ว่าจะเป็นพิณชนิดใดก็ตามรวมไปถึงเครื่องดนตรีที่มีสายทุกชนิด  ผู้วิจัยมีความคิดเห็นว่าก็ล้วนแต่มีอิทธิพลต่อคติความเชื่อดังกล่าวทั้งสิ้น 
                       นอกจากนี้ในพิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์ยังมีเครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงประกอบในพิธีอีกหลายชนิดที่เรียกว่า เครื่องประโคม อาทิ แตร สังข์ และบัณเฑาะว์ ซึ่งทั้งหมดนี้ในศาสนาพราหมณ์ถือว่าเป็นเครื่องประโคมชั้นสูง และมีความศักดิ์สิทธิ์ ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากการที่มีระบบความเชื่อกำกับอยู่ ดังปรากฏเป็นนิทานปรัมปราคติและประติมากรรมต่างๆ ของลัทธิศาสนาพราหมณ์ ดังเช่น บัณเฑาะว์ ถือว่าเป็นเครื่องมือของพระศิวะ ดังประติมากรรมรูป “นาฎราช” ของพระศิวะ โดยพระหัตถ์ขวาข้างหนึ่งได้ถือบัณเฑาะว์ ซึ่งอินเดียถือว่า บัณเฑาะว์เป็นจังหวะลีลาอันเป็นสัญลักษณ์แห่งการเนรมิตสร้างสรรค์ (Symbolizing Rhythm of Creation)        (สุจิตต์  วงษ์เทศ, 2532 : 15)
                       จากคติความเชื่อต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ผู้วิจัยพบว่าน่าจะเป็นต้นเค้าแห่งแนวความคิดของสังคีตาจารย์ ในการหลอมรวมและประสานประโยชน์ระหว่างคติความเชื่อทางศาสนากับเรื่องของดนตรี           จนกลายมาเป็นวงขับไม้ ซึ่งถือว่าเป็นวงดนตรีชั้นสูงแห่งราชสำนัก และให้มีบทบาทโดยตรงในการบรรเลงประกอบในพิธีกรรมที่สำคัญต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ด้วยคุณลักษณะ 3 ประการ ดังนี้ 
                       1.     มีทำนองขับกล่อมที่เป็นแบบฉบับเฉพาะ ซึ่งเปHนสัญลักษณ์แทนการสวดบูชาเทพเจ้าตามคติความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ 
                       2.     มีซอสามสายเป็นเครื่องทำลำนำ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนการบูชาเทพเจ้าด้วยเสียงดนตรีจากเครื่องดนตรีประเภทที่มีสาย 
                       3.     มีบัณเฑาะว์เป็นเครื่องทำจังหวะ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนการเนรมิตสร้างสรรค์ของเทพเจ้า (พระอิศวร) ตามคติความเชื่อของศาสนาพราหมณ์

    << Go Back