<< Go Back 

ดนตรี

          ความรู้ที่มีอยู่ในโลกนี้เราอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภท  คือ  ความรู้ที่เป็นศาสตร์  และความรู้ที่เป็นศิลป์ 

          ความรู้ที่เป็นศาสตร์  หมายถึง  ความรู้ที่มีพื้นฐานมาจากความเป็นจริง สามารถพิสูจน์ให้เห็นจริงได้ และเป็นจริงเสมอ ทั้งยังเป็นความรู้ที่ถาวรตลอดไป เช่น พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทาง ทิศตะวันตกเสมอ วัตถุชนิดเดียวกันมีมวลไม่เท่ากันย่อมมีน้ำหนักไม่เท่ากัน น้ำจะมีสถานะเปลี่ยนไปเมื่ออยู่ในอุณหภูมิต่างกัน เป็นต้น ความรู้ที่เป็นศิลป์ หมายถึงความรู้ที่มีพื้นฐานมากจากการสมมุติ และเป็นที่ยอมรับกันในหมู่ชนหรือสังคมหนึ่งๆ จะพิสูจน์ได้หรือไม่ได้ ไม่ใช่สาระสำคัญ ความรู้ประเภทนี้จะเป็นความรู้ที่ยั่งยืนมากน้อยเท่าใดขึ้นอยู่กับการยอมรับของสังคมและหมู่ชนนั้นๆ เช่นความเชื่อเรื่องวิญญาณ สีแดงคือพระอาทิตย์ วัตถุที่ไว้ตักอาหารเรียกว่าช้อน คนตายย่อมไปอยู่อีกโลกหนึ่งเรียกว่าปรโลก  การจินตนาการเมื่อได้ดูภาพที่ประทับใจหรือเกิดความซาบซึ้งสะเทือนใจ  เมื่อได้รับฟังบทเพลงหรือบทกวีเป็นต้น
       ดนตรีเป็นเรื่องของเสียงที่มีความไพเราะ และคือความรู้ที่เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ในตัวเอง  ที่ว่าเป็นศาสตร์เพราะสามารถพิสูจน์และเป็นจริง  เช่น  กลองแขกเสียงจะสูงขึ้นก็ต่อเมื่อเราขึงหนังให้มีความตึงของหน้ามากขึ้น  นี่เป็นความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยเสียงเกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุ  คือวัตถุสั่นสะเทือนช้าคลื่นเสียงจะต่ำไม่ถี่เสียงที่ดังออกมาก็จะต่ำ วัตถุสั่นสะเทือนเร็ว คลื่นเสียงจะสูงและถี่ เสียงที่ดังออกมาก็จะสูง  เป็นต้น  และที่ว่าเป็นศิลป์เพราะทำให้ผู้ที่ได้รับฟังหรือชมผลงานเกิดความประทับใจ  เกิดอารมณ์สะเทือนใจและเกิดการจินตนาการได้ เช่น เมื่อชม ภาพวาดในพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนกแล้วเกิดความรู้สึกว่าสวยงามมาก เกิดจินตนาการ เกิดอารมณ์สะเทือนใจ ในผลงานการเล่าเรื่องด้วยภาพ หรือชมภาพจิตกรรมฝาผนังเรื่องไตรภูมิพระร่วง  แล้วเกิดจินตนาการเรื่องของนรกสวรรค์ เกิดอารมณ์สะเทือนใจเกรงกลัวต่อการทำบาป เมื่อฟังเสียงเพลงธรณีกรรณแสง หรือค่าน้ำนมแล้วเกิดความซาบซึ้งและเกิดอารมณ์สะเทือนใจ จนเกิดจินตนาการทำให้น้ำตาไหล เป็นต้น
       งานศิลปะที่สามารถทำให้ผู้บริโภคเกิดอารมณ์สะเทือนใจได้นั้นเราเรียกว่า "ศิลปะบริสุทธิ์" (Pure Art) และดนตรีก็ถือว่ามีความเป็นศิลปะบริสุทธิ์มากที่สุด

ที่มา :www.konrakmeed.com 

    << Go Back