<< Go Back


                ประติมากรรม (SCULPTURE) หมายถึงผลงานศิลปะเกิดจากการสร้างสรรค์ด้วยวิธี การปั้น การแกะสลัก การหล่อแบบ การเชื่อมปะติด การทุบ ตี เคาะ โดยอาศัยดิน ไม้ หิน โลหะ แก้ว พลาสติก น้ำแข็ง และวัสดุอื่น ๆ เป็นสื่อแสดงทางความงามของรูปทรง ทางสาระ และทางอารมณ์ความรู้สึก มีลักษณะเป็นรูป 3 มิติ
                 คำที่ใช้เรียกชื่อผลงานที่สร้างสรรค์ด้วยกลวิธีเหล่านี้ในภาษาไทยมีอยู่ 2 คำ คือ “ประติมากรรม” และ “ปฏิมากรรม
              คำว่า “ประติมากรรม” เป็นคำที่ใช้เรียกผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นเป็นรูปผลงานโดยรวมทั่วไป เช่น รูปคน รูปสัตว์ รูปผลไม้ รูปสิ่งของ และรูปทรงตามความคิดสร้างสรรค์ เป็นต้น
            ส่วนคำว่า “ปฏิมากรรม” เป็นคำที่ใช้เรียกผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นเป็นรูปเคารพในศาสนา เช่น “พระพุทธรูป” ดังเราจะเคยพบเห็นการใช้ภาษาเขียนว่า “องค์พระปฏิมา” เป็นต้น
                 สำหรับผู้สร้างสรรค์เราเรียกว่า “ประติมากร” และ “ปฏิมากร” ตามลำดับ

“พระพุทธไสยยาสน์” วัดราชาธิวาส ออกแบบโดย สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์
เทคนิค สลักหินอ่อนลงรักปิดทอง สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5

              ประเภทของงานประติมากรรม งานประติมากรรมซึ่งมีรูปทรง 3 มิติ นิยมสร้างกัน 3 ลักษณะใหญ่ ๆ ได้แก่ รูปแบบนูนต่ำ รูปแบบนูนสูง และรูปแบบลอยตัว

               1. รูปแบบนูนต่ำ (BAS RELIEF) เป็นประติมากรรมที่มีรูปทรงนูนขึ้นมาจากพื้นหลังเพียงเล็กน้อย สามารถมองเห็นความงามของรูปได้จากด้านหน้าเพียงด้านเดียว เช่น รูปประติมากรรมบนเหรียญต่าง ๆ ประติมากรรมอียิปต์ “รูปแผ่นหินของพระเจ้านาร์เมอร์” และรูป “ชีวิตประจำวัน” ของชาวอียิปต์โบราณในห้องเก็บศพที่สุสาน เมืองซัคคาร่า เป็นต้น

ศาสตราจารย์ศิลป พีรศรี” ผลงานของบุญผาด ฆังคะมะโน

แผ่นหินของพระเจ้านาร์เมอร์”  (PALETTE OF NARMER) ประติมากรรมบนแผ่นหินศิลปะ อียิปต์,
พิพิธภัณฑสถานกรุง ไคโร,อียิปต์  ภาพแสดงฟาโรห์นาเมอร์หรือฟาโรห์-เมนิสทรงมงกุฎอาณาจักรบนกำลังลงอาญาศัตรู

“ชีวิตประจำวัน” ประติมากรรมนูนต่ำของชาวอียิปต์โบราณ

             2. รูปแบบนูนสูง (HIGH RELIEF) เป็นประติมากรรมที่มีลักษณะคล้ายกับแบบนูนต่ำ      แต่จะมีความต่างกันที่ส่วนของรูปจะนูนสูงขึ้นมาจากพื้นหลังมากกว่า ซึ่งสามารถรับรู้ความงามของรูปทรงได้ทั้ง 3 ด้าน คือ ความงามทางด้านหน้า ความงามทางด้านข้างของด้านขวา และความงามทางด้านข้างของด้านซ้าย เช่นรูปปั้นประกอบบริเวณฐานของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย รูปเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ออกแบบโดย ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี และประติมากรรมตกแต่งอ่างน้ำมนต์พิธีศีลจุ่ม ศิลปะสมัยโรมัยเนสก์ ของ เรอนิเอร์ แห่งอุย เป็นต้น


ประติมากรรมรูปแบบนูนสูงรูปเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
ออกแบบโดยศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี ประดิษฐาน ณ ถนนราชดำเนิน,กรุงเทพฯ

ประติมากรรมตกแต่งอ่างน้ำมนต์พิธีศีลจุ่ม” ผลงานของ เรอมิเอร์ แห่งอุย หล่อด้วยสำริด ศิลปะสมัยโรมาเนสก์
ปัจจุบันอยู่ในโบสถ์แซงต์บาร์เทเลอมี เมืองลีช ประเทศฝรั่งเศส

                3. รูปแบบลอยตัว (ROUND RELIEF) เป็นประติมากรรมที่สามารถรับรู้ความงามจากการมองเห็นได้รอบด้าน ไม่มีพื้นหลังของภาพแต่ต้องมีฐานรองรับน้ำหนัก เพื่อให้รูปทรงตั้งอยู่ได้ หรือมีที่ยึดน้ำหนักจากด้านบนโดยปล่อยให้รูปทรงนั้นห้อยลงมาจากที่สุง ซึ่งอาจเป็นเพดาน หรือราวโลหะ เช่น พระบรมรูปทรงม้ารัชกาลที่ 5” ของชอร์ช ซูโล รูป “พระจักรพรรดิออกัสตัสแห่งพริมาพอร์ต”        (THE EMPEROR AUGUSTUS) ศิลปะของ โรมัน และรูป “โรมิวลุสเรมุสกำลังกินนมสุนัขป่า” (SHE-WOLF OF THE CAPITOL) ศิลปะของอิทรุสคัน เป็นประติมากรรมแบบมีฐานรองรับน้ำหนักหรือเป็นแบบวางรูปทรงให้น้ำหนักถ่ายเทลงสู่พื้นด้านล่าง เป็นต้น ส่วนลักษณะที่มีรูปทรงห้อยลงจากที่ยึดน้ำหนักข้างบนเช่นรูป “กับดักกุ้งล็อพสะเตอร์และหางปลา” (LOBSTER TRAP AND FISH TAIL) ของ อะเล็กซานเดอร์ คาลเดอร์ (ALEXANDER CALDER) เป็นต้น

             กระบวนการสร้างสรรค์งานประติมากรรม มีกรรมวิธีสร้างสรรค์อยู่ 3 ประการได้แก่ กระบวนการสร้างสรรค์ทางบวก กระบวนการสร้างสรรค์ทางลบ และกระบวนการสร้างสรรค์ทางผสมผสาน
               1. กระบวนการสร้างสรรค์ทางบวก เป็นกรรมวิธีการสร้างสรรค์งานประติมากรรมโดยการเพิ่มวัสดุลงในบริเวณหรือแกนที่สร้างขึ้นให้เกิดเป็นรูปทรง 3 มิติ มีความงามตามที่ประติมากรต้องการ ซึ่งได้แก่ ผลงานการปั้น การหล่อ
               2. กระบวนการสร้างสรรค์ทางลบ เป็นกรรมวิธีการสร้างสรรค์งานประติมากรรมโดยการสกัดเอาส่วนที่ไม่ต้องการออก คงไว้เฉพาะส่วนที่ต้องการให้เหลือเป็นรูปทรง 3 มิติดูงามตา ซึ่งได้แก่ ผลงาน การแกะสลัก
               3. กระบวนการสร้างสรรค์ทางผสมผสาน เป็นกรรมวิธีการสร้างสรรค์ที่เกิดจากการผสมผสานกันระหว่างกระบวนการทางบวกและกระบวนการทางลบ เพื่อให้เกิดเป็นรูปทรงตามต้องการ

               จากกระบวนการสร้างสรรค์ทั้ง 3 ข้างต้น เราสามารถสร้างงานประติมากรรมได้ด้วยเทคนิควิธีการต่าง ๆ ดังนี้คือ การปั้น การแกะสลัก การหล่อ การทุบ ตี เคาะ และการเชื่อม ปะต่อ
                1. การปั้น (MODELING) เป็นกรรมวิธีการสร้างสรรค์งานประติมากรรมด้วยการพอกเพิ่มวัสดุซึ่งมีเนื้ออ่อน เช่นดินเหนียว ดินน้ำมัน          และขี้ผึ้ง เป็นต้น โดยการใช้เครื่องมือในการปั้นช่วยทำให้เกิดเป็นรูปทรงมีคุณค่าทางความงามและคุณค่าทางประโยชน์ตามต้องการ กรรมวิธีการปั้นบางครั้งก็ใช้กระบวนการสร้างสรรค์ทางบวกเพียงอย่างเดียวก็เกิดเป็นรูปทรงงดงามได้ แต่ผลงานบางชิ้นก็จำเป็นต้องใช้ทั้งกระบวนการสร้างสรรค์ทางบวกและกระบวนการสร้างสรรค์ทางลบ เพราะต้องมีการเพิ่มวัสดุเข้าเติมเต็มในส่วนที่ยังไม่สมบูรณ์และขูดส่วนที่เกินทิ้งออกไป เช่น การปั้นตุ๊กตาชาวบ้าน ตุ๊กตาชาววังของไทย รูปคน  และรูปควาย ที่ใช้มือปั้นเป็นรูปทรงอย่างง่ายๆ เป็นกระบวนการสร้างสรรค์ทางบวก เป็นต้น ส่วนผลงานที่ใช้ทั้งกระบวนการสร้างสรรค์ทั้งทางบวกและทางลบ เช่น รูป “วงกลม” ของสิทธิเดช แสงหิรัญ เป็นต้น

วงกลม” ผลงานของสิทธิเดช แสงหิรัญ
ประติมากรรมที่หล่อแบบมาจากงานปั้นต้นแบบ

              2. การแกะสลัก (CARVING) เป็นกรรมวิธีการสร้างสรรค์งานประติมากรรมด้วยวัสดุที่มีเนื้อไม่แข็งมากนัก เช่น ไม้  ศิลาแลง เทียนไข ปูนปลาสเตอร์ สบู่ และผักผลไม้ เป็นต้น โดยใช้สิ่ว ค้อน และเลื่อยเป็นเครื่องมือช่วยแกะสลักและตัดเอาวัสดุส่วนย่อยออกจากส่วนรวมให้คงเหลือไว้เป็นรูปทรงตามต้องการ เช่น ผลงานประติมากรรมรูปขนาดมหึมาหน้าสุสานของฟาโรห์ราเมเสสที่ 2 เป็นงานแกะสลักหิน และรูป “โฮเตพและโนเพรต” ของอียิปต์เป็นงานแกะสลักหินอ่อน รูป      “ดาวิด” (DAVID) ของ ไมเคิลแอนเจโล (MICHELANGELO BUONARROTI) เป็นงานแกะสลักหินอ่อน และรูป “ต้นกล้า” ของจุมพล อุทโยภาศ เป็นงานแกะสลักไม้ เป็นต้น

              3. การหล่อ (CASTING) เป็นกรรมวิธีการสร้างสรรค์งานประติมากรรมเพื่อการเก็บรักษาความเป็นแบบของผลงานไว้ไม่ให้ชำรุดเสียหาย และเป็นกระบวนการผลิตซ้ำในการเพิ่มจำนวนตามปริมาณที่ต้องการด้วยการหล่อจากต้นแบบ การทำพิมพ์หล่อแบบทำได้หลายวิธี เช่น การหล่อแบบจากแม่พิมพ์ทุบ และการหล่อแบบจากแม่พิมพ์ชิ้น เป็นต้น วัสดุสำหรับใช้ในการหล่อแบบต้องมีลักษณะหลอมเหลวได้ และแข็งตัวได้เมื่อแห้งหรือเย็นลง เช่น ขี้ผึ้ง เทียน ปูนปลาสเตอร์ คอนกรีต ทองเหลือง และทองแดง เป็นต้น               ผลงานที่เกิดจากกรรมวิธีการหล่อนี้ เช่น ปฏิมากรรมรูป “พระพุทธรูปปางลีลา พุทธศตวรรษที่ 25” พุทธมณฑล ออกแบบโดย ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี และประติมากรรมรูป “อิสรภาพ” ของจารุ พงษ์  พลชัย เป็นต้น

“พระพุทธรูปปางลีลา พุทธศตวรรษที่ 25”
ออกแบบโดยศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี

“อิสรภาพ”
ผลงานของจารุพงษ์  พลชัย
เทคนิค ปั้นหล่อไฟเบอร์กลาส ทำสี

             4. การทุบ ตี เคาะ (REPOUSEE) เป็นกรรมวิธีการสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรม โดยการนำวัสดุประเภทโลหะมาทุบ ตี เคาะ ให้วัสดุนั้นเปลี่ยนแปลงรูปทรงไปตามความต้องการที่จะให้ปรากฎเป็นรูปแบบความงาม 3 มิติ เช่น รูป”หน้ากากทองคำพระพักตร์พระศพอกาเมมนอน” ศิลปะแถบทะเลอีเจียน “ถ้วยทองคำวาพิโอ” และรูป “พฤติกรรมทางอารมณ์ภายใต้ความกดดันภายใน” ของกำจร กรไธสง เป็นต้น

หน้ากากทองคำของพระพักตร์
พระศพอกาเมมนอน
ศิลปะแถบทะเลอีเจียน ปัจจุบัน
อยู่ที่พิพิธภัณฑสถานโบราณคดี
แห่งชาติ กรุงเอเธนส์, กรีซ

ถ้วยทองคำวาพิโอ” ลายตกแต่งข้างถ้วย
ตกแต่งข้างถ้วยแสดงภาพการต่อสู้กับวัว
เป็นประติมากรรมที่เกิดจากกรรมวิธีการทุบ
ตี เคาะ และดุน ค้นพบในสุสานวาพิโอ
บนแผ่นดินใหญ่ประเทศกรีซ
ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ

              5. การเชื่อม ปะต่อ เป็นกรรมวิธีการสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมโดยการนำวัสดุที่มีรูปร่างรูปทรงในขนาดสัดส่วนต่าง ๆ กันหลายชิ้นมาประกอบเข้าด้วนกัน โดยใช้วิธีการปะติดปะต่อ ให้เกิดเป็นรูปทรงงดงามตามต้องการ ซึ่งในบางครั้งถ้าวัสดุเป็นโลหะอาจจะต้องใช้ความร้อนช่วยตัดให้ขาดออกเป็นชิ้นๆ และใช้ความร้อนเชื่อมโลหะ (WELDING) หรือบัดกรี (SOLDERING)    ให้แต่ละชิ้นยึดติดประกอบเข้าเป็นรูปทรงและมีความแข็งแรงมั่นคง เช่น รูป “พลังความเคลื่อนไหว” ของนิรัน  แข็งขันธุ์ และ “ปริมาตรแห่งอารมณ์ หมายเลข 1” ของ จิรชัย รักดี เป็นงานประติมากรรมเทคนิคการเชื่อมโลหะ เป็นต้น

พลังความเคลื่อนไหว
ผลงานของนิรัน แข็งขันธุ์
ประเภท ประติมากรรม
เทคนิค เชื่อมโลหะ

ปริมาตรแห่งอารมณ์ หมายเลข 1
ผลงานของจิรชัย รักดี  ประเภท ประติมากรรม
เทคนิค เชื่อมโลหะ

<< Go Back