<< Go Back

จำรัส เกียรติก้อง

            จำรัส เกียรติก้อง เกิดที่กรุงเทพฯ เป็นบุตร นายเกอร์เซน (เภสัชกรชาวเยอรมัน ประจำห้าง บี.กริม แอนด์โก)  และนางฉาย เกียรติก้อง สำเร็จการศึกษาจาก โรงเรียนเพาะช่างเมื่อ พ.ศ. 2477 ต่อมาได้สอบเข้าเป็นข้าราชการในกระทรวงศึกษาธิการ ได้ทำการสอนอยู่ที่โรงเรียนฝึกหัดครูบ้าน สมเด็จเจ้าพระยา โรงเรียนสตรีวิทยา และโรงเรียนสวนสุนันทาวิทยาลัย ตามลำดับ

            ระหว่างที่ทำการสอนอยู่ที่โรงเรียนสวนสุนันทาวิทยาลัยเป็นเวลาที่อยู่ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 สงครามได้ทวีความรุนแรง จนโรงเรียนทุกแห่งต้องปิดหมดโดยไม่มีกำหนด จำรัสได้ใช้เวลาระหว่างที่โรงเรียนหยุดนี้ไปเขียนภาพสีน้ำมันอยู่กับเพื่อนๆ ซึ่ง ทำงานอยู่ในกรมศิลปากรขณะนั้น ในโอกาสเดียวกันก็ได้ขอรับคำแนะนำติชมจากศาสตราจารย์ ศิลป พีระศรี ด้วย และเมื่อมีผู้มา ติดต่อให้จำรัสเขียนภาพเหมือนจากตัวจริงด้วยสีน้ำมัน จำรัสจะต้องขอให้ศาสตราจารย์ ศิลป พีระศรี เป็นผู้ตั้งราคาการเขียนภาพ ให้ทุกครั้งตลอดมา (แม้ในระยะหลังก็ได้ปฏิบัติเช่นนั้นตราบจนศาสตราจารย์ฯ ได้สิ้นไป

            ขณะเมื่อจำรัสได้ใช้เวลาว่างระหว่างโรงเรียนปิดโดยไม่มีกำหนดมาเขียนรูปอยู่ที่กรมศิลปากรดังกล่าวแล้วนั้น เป็นเวลาที่ทาง ราชการสำนักนายกรัฐมนตรีได้ส่งพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล ให้มาทรงช่วยงานในกรมศิลปากรอยู่ระยะหนึ่ง ได้ ทรงเห็นภาพเหมือนที่จำรัสได้เขียนไว้ ทรงพอพระทัยในฝีมือ รับสั่งว่า“นายจำรัสเขียนภาพเหมือนได้ดีถึงขนาดนี้น่าจะได้ตัวมาไว้ ในกรมศิลปากร” ต่อจากนั้น พระองค์ท่านได้โปรดให้ติดต่อขอโอนตัวจำรัสจากกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ให้มาอยู่ ในกรมศิลปากร

         จำรัสได้เขียนภาพไว้เป็นจำนวนมาก นอกจากงานในหน้าที่ราชการแล้ว ส่วนมากเป็นภาพเหมือน (Portrait) เขียนด้วยสี น้ำมันและ สีชอล์ค ซึ่งได้เขียนจากตัวจริงและจากภาพถ่าย ในการเขียนภาพเหมือนนี้ จำรัสชอบเขียนจากตัวจริงมากกว่าเขียนจากภาพถ่าย จำรัส บอกว่าการเขียนจากตัวจริงได้เห็นสีสรรพ์ตามธรรมชาติและเป็นการเขียนที่ยากยิ่ง ทำให้เกิดความสนุกที่จะติดตามผลงาน จนกว่าจะ สำเร็จ

            จำรัสได้มีโอกาสเขียนภาพเหมือนจากตัวจริงของบุคคลสำคัญและบุคคลผู้มีเกียรติไว้หลายท่าน นอกจากนี้ก็ได้เขียนภาพให้ นิตยสารต่างๆ ตามแต่จะมีผู้ต้องการ  เช่นได้เขียนภาพประกอบบทขับร้องเพลงตามหลักสูตรประถมศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งประพันธ์โดย ฉันท์ ขำวิไล และในตอนปลายของชีวิตได้เขียนภาพสำหรับหน้าปกนิตยสารสามทหารเป็นประจำโดย  ฉันท์ทิชย์ กระแสร์สินธุ์ ซึ่งเป็นมิตรอาวุโสของจำรัสได้มาติดต่อให้เขียน

            ถ้าเป็นหนังสือเกี่ยวกับการกุศลคุณจำรัสก็จะตั้งใจทำให้อย่างสุดฝีมือด้วยใจศรัทธา ซึ่งกุศลจิตอันนี้เป็นที่ซาบซึ้งแก่ทุกท่านที่ได้ มาติดต่อเป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้ ทางคณะผู้จัดทำหนังสือ “ทางร่มเย็น” ซึ่งมีอาจารย์เอื้องพันธ์ คุ้มหล้า ผู้ซึ่งได้มาติดต่อกับจำรัส ในเรื่องเกี่ยวกับการเขียนภาพให้กับหนังสือ “ทางร่มเย็น” อยู่เสมอนั้น ได้กรุณาเป็นผู้ดำเนินงานจัดพิมพ์หนังสือ “ทางร่มเย็น” มา ร่วมแจกในงานพระราชทานเพลิงศพจำรัสด้วยความอาลัยรำลึกถึงด้วย

            การเขียนภาพครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต ธนิต อยู่โพธิ์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ได้เคยนำคุณจำรัส พร้อมกับจิตรกรประติมากรของ กรมศิลปากรเข้าเฝ้าถวายการเขียนพระบรมฉายาลักษณ์จากพระองค์จริงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน,สมเด็จพระราช ชนนีศรีสังวาลย์ ได้มีพระเสาวนีย์ให้จำรัสเข้าเฝ้า รับสั่งให้เขียนพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขณะ ทรงผนวชในพระอิริยาบถประทับนั่ง ทรงโปรดให้เขียนด้วยสีน้ำมันขนาดเท่าพระองค์จริงโดยจำลองจากภาพฉายของกรมแผนที่

            เมื่อจำรัสได้เขียนพระบรมฉายาลักษณ์ทรงผนวชเสด็จเรียบร้อยแล้ว สมเด็จพระราชชนนีฯ ได้โปรดให้เขียนพระฉายาลักษณ์ของ พระองค์ด้วยสีน้ำมันขนาดเท่าพระองค์จริง โดยพระองค์ได้ประทานพระมหากรุณาธิคุณเสด็จมาประทับนั่งเป็นแบบให้เขียนจน พระฉายาลักษณ์นั้นสำเร็จเรียบร้อย

            เมื่อจำรัสได้เขียนพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระราชชนนีฯ เสด็จเรียบร้อย และได้นำเข้าถวายแด่สมเด็จพระราชชนนีฯ แล้ว  โอกาสต่อมา ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2504 สำนักราชเลขาธิการได้ส่งรถยนต์มารับจำรัสไป ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน  พระราชวังดุสิต และได้เข้าพบ พลเอก หลวงสุรณรงค สมุหราชองค์รักษ์ ซึ่งได้เป็นผู้มอบซองบุหรี่เงิน มีพระปรมาภิไธย “ภ.อ.”  ให้เป็นของพระราชทานด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ซึ่งจำรัสเป็นคนแรกที่ได้รับพระราชทาน ท่านได้กรุณาแจ้งแก่จำรัสว่า ในวันเสาร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2504 ทางสำนักราชเลขาธิการจะจัดรถไปรับจำรัสไปวังสระปทุมเนื่องในงานพระราชทานเลี้ยงส่วนพระองค์

            ครั้นวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2504 จำรัสได้ไปในงานพระราชทานเลี้ยงส่วนพระองค์ ณ วังสระปทุม ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็็จ พระราชชนนีฯ และในงานพระราชทานเลี้ยงครั้งนี้ได้อันเชิญพระฉายาลักษณ์สีน้ำมันของสมเด็จพระราชชนนีฯ ซึ่งจำรัส เป็นผู้เขียน มาประดิษฐานไว้ด้วย

            ในโอกาสต่อมาจำรัสได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ ให้เข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ โดยเลขาธิการ พระราชวัง ได้แจ้งให้จำรัสทราบว่า มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ ให้เลาขาธิการพระราชวัง เชิญ นายจำรัส เกียรติก้อง และภริยา  รับพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำ ณ สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต ในวันศุกร์ที่ 6 กันยายน 2506 เวลา 19.30 น. ซึ่งจำรัสและภิริยาได้ รับใส่เกล้าฯ ไว้ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นเกล้าฯ หาที่สุดมิได้

            ในงานพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำครั้งนี้คุณจำรัสได้เข้าเฝ้าพร้อมกับจิตรกรผู้มีเกียรติและมีชื่อเสียงอีกหลายท่าน อาทิ ม.ร.ว.เสนีย์  ปราโมช ,เหม เวชกร ,เฉลิม นาคีรักษ์,อวบ สาณเสน ฯลฯ

            จากการที่ได้มีโอกาสเขียนพระบรมฉายาลักษณ์และพระฉายาลักษณ์ดังกล่าวและได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณ เป็นล้น เกล้า ล้นกระหม่อมให้ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์นี้จำรัสถือว่าเป็นศิริมงคลอย่างสูงสุดแก่ตนเองและแก่ครอบครัววงศ์ ตระกูล และจำรัสถือเสมือนหนึ่งว่าความใฝ่ฝันที่จะเป็นช่างเขียนคนไทยที่สามารถเขียนรูปเหมือนจากตัวจริงตามแรงดลบันดาลใจแต่ แรกเริ่มของตนนั้นได้บรรลุสมความปรารถนาแล้ว

            ยังพอจะจำภาพเหมือนสีน้ำมันซึ่งได้รับรางวัลเหรียญทองในงานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติที่เป็นภาพเขียนอาจารย์แสวง สงฆ์มั่งมีได้หรือไม่ ซึ่งจำรัสได้เขียนขึ้นจากความรู้สึกบันดาลใจในขณะนั้น และใช้เวลาในการเขียนไม่นาน

            ส่วนภาพเขียนบุคคลสำคัญและผู้มีเกียรติที่จำรัสได้เขียนจากตัวจริงด้วยสีน้ำมันและสีชอล์ค ได้แก่ ม.จ. หญิงพูนพิศมัย ดิศกุล,ฯพณฯ นายพจน์ สารสิน, ธนิต อยู่โพธิ์,ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี,หวาน อยู่โพธิ์, มาลินี พีระศรี, Mrs. Kaith Waller ภริยาอดีตเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย,คุณหญิงสุมาลี จาติกวณิช และธิดา, ประหยัด เชวงศักดิ์สงคราม,เพ็ญพิมล สิริสวย, บรรจบพันธ์ นวรัตน์ ณ อยุธยา,มัลลิกา วัชราภัย,เรวดี ทับทิมทอง,นิด ทองอุทัย,พงษ์จันทร์ มันประเสริฐ, ภาพหมู่ครอบครัวคุณกระสินธ์ และพงษ์จันทร์ มันประเสริฐ, หม่อมปริม ภาณุพันธ์ ยุคล,ธาดา วานิชสมบัติ,เบญจรัตน์ วานิชสมบัติ,มานิต วัลลิโภดม, ชิน อยู่ดี,โหมด ว่องสวัสดิ์,พึงจิต สวามิภักดิ์,จิรา จงกล,ดาเรศ สาตะจันทร์,อารีย์ นักดนตรี,ดวงดาว อาษากิจ,ศิริพันธุ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ฯลฯ

            จำรัสได้เขียนภาพของตนเองและภรรยาไว้ด้วย นอกนั้นเป็นภาพเหมือนสีน้ำมัน ซึ่งเขียนจากภาพถ่าย ส่วนมากเป็น
พระบรมฉายาลักษณ์ของล้นเกล้าฯ ทั้งสองพระองค์ ซึ่งมีผู้มาให้เขียนเพื่ออัญเชิญไปประดิษฐาน ณ สถานที่ต่างๆ

            ภาพเขียนสีน้ำมันภาพสุดท้ายคือ พระรูปของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เป็นภาพขนาดใหญ่ 2 เท่าพระองค์จริง ซึ่งทาง กองทัพเรือได้ติดต่อให้เขียนเพื่อนำไปประดิษฐานไว้ ณ กองทัพเรือ

            อาจารย์จำรัสเป็นศิลปินที่เขียนภาพเหมือน ที่ละเอียดอ่อน มีความงาม มีชีวิตชีวา แสดงบุคลิกและความรู้สึกของคนที่เขียนออกมา ถึงขนาดที่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี บิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ของไทย กล่าวไว้ว่า “ไม่จำเป็นจะต้องยืนยันก็เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า นายจำรัส เป็นช่างเขียนภาพเหมือนที่ดีที่สุดของเรา”

            ท่านเขียนภาพเหมือนไว้เป็นจำนวนมาก ทั้งภาพสีน้ำมันและสีชอล์ก ในการเขียนภาพเหมือนเหล่านี้เขียนจากตัวจริงและจากภาพ ถ่ายแต่ท่านชอบเขียนจากตัวจริงมากกว่าเขียนจากภาพถ่าย ท่านกล่าวว่าการเขียนจากตัวจริงได้เห็นสีสันตามธรรมชาติและเป็นการเขียน ที่ยากยิ่ง ทำให้เกิดความสนุกที่จะติดตามผลงานจนกว่าจะสำเร็จ ท่านได้มีโอกาสเขียนภาพเหมือนจากตัวจริงของบุคคลสำคัญ และผู้มีเกียรติไว้หลายท่าน

            การเขียนภาพครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตคือ การเขียนภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันจากพระองค์จริง และการได้ รับพระราชทานเลี้ยงในงานส่วนพระองค์


กำลังเขียนและตกแต่งพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขณะเมื่อทรงผนวช

            นางโกสุม เกียรติก้อง ภรรยาของอาจารย์จำรัส เกียรติก้อง เล่าความเป็นมาไว้ว่า พ.ศ. 2503 สมเด็จพระบรมราชชนนี ทรงมี พระราชประสงค์จะให้จิตรกรของกรมศิลปากรได้เขียนภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ ทรงผนวชของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากภาพ ฉายของกรมแผนที่ นายธนิต อยู่โพธิ์  อธิบดีกรมศิลปากร ในขณะนั้น จึงได้ให้อาจารย์จำรัส ซึ่งรับราชการอยู่ในกรมศิลปากร และเป็นช่างเขียนที่มีความถนัดและความสามารถใน การเขียนภาพเหมือน ได้เข้าเฝ้า สมเด็จพระบรมราชชนนี ณ วังสระปทุม


สมเด็จพระบรมราชชนนีศรีสังวาลย์ ประทับเป็นแบบให้เขียนพระบรมสาทิสลักษณ์ด้วยสีน้ำมัน

            เมื่ออาจารย์จำรัสเขียนพระบรมสาทิสลักษณ์ทรงผนวชเสร็จ สมเด็จพระบรมราชชนนีรับสั่งให้อาจารย์จำรัสเขียนพระบรม สาทิสลักษณ์ของพระองค์เองจากพระองค์จริง ซึ่งสมเด็จพระบรมราชชนนีเสด็จประทับเป็นแบบให้อาจารย์จำรัสเข้าเฝ้าฯ ถวายการเขียน พระบรมสาทิสลักษณ์เป็นเวลาหลายวันจนพระบรมสาทิสลักษณ์นั้นสำเร็จเรียบร้อยเป็นที่พอพระราชหฤทัย

            ซึ่งต่อมาในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2504 สำนักราชเลขาธิการได้จัดรถไปรับอาจารย์จำรัสไป ณ วังสระปทุม เพื่อเข้าเฝ้าฯ ในงานพระราชทานเลี้ยงส่วนพระองค์ และในวันนั้นมีการนำพระบรมสาทิสลักษณ์สมเด็จพระบรมราชชนนีที่อาจารย์จำรัส เขียนเสร็จ แล้วนั้น มาประดิษฐานไว้ในงานเพื่อให้ผู้ที่มาในงานได้ชื่นชมด้วย


            อาจารย์จำรัส เกียรติก้อง (ขวาสุด) เข้าเฝ้าถวายการเขียนพระบรมสาทิสลักษณ์จากพระองค์จริงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

            กาลต่อมา นายธนิต อยู่โพธิ์  อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้น ได้นำจิตรกรและประติมากรของกรมศิลปากร อันได้แก่ อาจารย์ จำรัส เกียรติก้อง  นายเขียน ยิ้มสิริ  เข้าเฝ้าฯ เป็นการส่วนพระองค์ ณ วังสวนจิตรลดา  พร้อมด้วยจิตรกรอื่นๆ ในวโรกาสนี้ อาจารย์จำรัส และอาจารย์เขียน ยิ้มศิริ ได้รับพระบรมราชานุญาตให้เขียนและปั้นภาพจากพระองค์จริง ซึ่งคราวนั้นอาจารย์จำรัส ได้เขียนภาพ ด้วยสีชอล์ก และภาพเขียนอันล้ำค่านี้ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ สถานแห่งชาติ หอศิลป  ถนนเจ้าฟ้า

            อาจารย์จำรัส เกียรติก้อง ล้มป่วยและเสียชีวิตที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2509  ขณะที่มีอายุเพียง 49 ปีเศษ

ที่มา - http://www.abhakara.com/webboard/index.php?topic=1178.0