พญาแถนหรือผีฟ้าหรือผีแถนนั้น ชาวอีสานมีความเชื่อว่าเป็นเทวดามากกว่าเป็นผี ผีฟ้าจึงเป็นผีที่อยู่ระดับสูงกว่าผีชนิดอื่นๆ ส่วนแถนนั้น มีความเชื่อว่าเป็นคำเรียกรวมถึงเทวดา และแถนที่ใหญ่ที่สุดคือ "แถนหลวง" ซึ่ง เชื่อว่าเป็นพระอินทร์ ผีฟ้าหรือผีแถนนั้นแต่ละพื้นที่มีการเรียกที่แตกต่างกันไป และมีความเชื่อว่าผีฟ้านั้นสามารถที่จะ ดับยุคเข็ญหรือทำลายล้างอุปสรรคทั้งปวงได้ และสามารถที่จะช่วยเหลือมนุษย์ที่เดือดร้อนได้ การที่มนุษย์เกิดการเจ็บป่วยนั้นเนื่องจากไปละเมิดต่อผี การละเมิดต่อบรรพบุรุษ การรักษาต้องมีการเชิญผีฟ้ามาสิงสถิตอยู่ในร่างของคนทรง เรียกว่า "ผีฟ้า นางเทียน" ในการลำผีฟ้าของชาวอีสานนั้นมีองค์ประกอบ ทั้งหมด 4 ส่วนคือ หมอลำ ผีฟ้า หมอแคน ผู้ป่วย และเครื่องคาย
หมอลำผีฟ้าจะเป็นผู้หญิงที่มีอายุหรือบางท้องถิ่นจะเป็นผู้หญิงสาวโดยเฉพาะที่จังหวัดเลย และจะต้องสืบเชื้อสายมาจากกลุ่มหมอลำผีเท่านั้น แต่ที่จริงผีฟ้าสามารถสิงได้ทั้งหญิง ชาย และเด็ก โดยไม่จำกัดอายุ หมอแคน (หมอม้า) จะต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการเป่าแคนมาเป็นอย่างดีเพราะในการประกอบพิธีจะต้องใช้เวลานาน และต้องมีการเป่าอยู่ตลอดเวลา ส่วนผู้ป่วยนั้น จะต้องแต่งกายตามที่ได้กำหนดไว้ คือ มีผ้าไหมหรือผ้าขาวม้าพาดบ่า มีดอกมะละกอซึ่งตัดร้อยเป็นพวงทัดหู ผู้ป่วยนั้นสามารถที่จะฟ้อนรำกับหมอลำได้ และสิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือ เครื่องคาย เป็นสิ่งที่อัญเชิญครูอาจารย์ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วมาช่วยเหลือ รักษาผู้ป่วย
ในการรำผีฟ้านั้น จะมีความแตกต่างกันตามแต่ละท้องถิ่น เมื่อครูบาเก่าเข้าสิงร่าง ผู้ทำพิธีจะต้องสวมผ้าซิ่นทับผ้าที่สวมอยู่ (กรณีที่ผู้ป่วยเป็นชาย) หรือถ้าผู้ป่วยเป็นผู้หญิงครูบาจะสวมผ้าแพรหรือผ้าฝ้าย โดยสวมทับผ้านุ่งเดิม ซึ่งจะจัดไว้อยู่ใกล้เครื่องคาย ในการรักษาทุกคนจะต้องฟ้อนรำกันทุกคนและขึ้นอยู่กับผู้ป่วย ถ้าผู้ป่วยต้องการดูการฟ้อนรำก็จะทำหน้าที่ต่อไป แต่ถ้าไม่ต้องการครูบาก็จะนำเครื่องคายขึ้นไปเก็บบนหิ้ง และจะมาร่วมกันรับประทานอาหาร
ความเชื่อของชาวอีสานเชื่อว่าผีฟ้าสามารถที่จะกำหนดการเกิดการตายของมนุษย์ได้ การที่มนุษย์ตายไปขวัญจะออกจากร่างเพื่อไปพบบรรพชน แต่ขวัญจะไม่แตกดับเหมือนร่าง เป็นเพียงการจากไปของร่างแต่วิญญาณยังคงอยู่กับผู้มีชีวิต สาเหตุที่มีการฟ้อนรำกันนั้น ก็เพื่อเป็นการทำให้คนไข้มีพลังจิตในการต่อสู้กับการเจ็บป่วย มีอารมณ์ผ่อนคลาย ความตึงเครียด จิตใจปลอดโปร่ง ไร้วิตกกังวล และสร้างจิตสำนึกด้านความกตัญญู เป็นคตินิยมของวัฒนธรรมไทย ซึ่งได้สืบทอดต่อกันมาจนกลายเป็นประเพณี จะเห็นว่าผีฟ้านั้นเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจมนุษย์ โดยมีคติเตือนใจว่า "คนไม่เห็น ผีเห็น"

บรรดาผีฟ้าซึ่งถือเป็นศิษย์หรือบริวารของพระเจ้าองค์ตื้อที่แยกย้ายกันไปอยู่ต่างถิ่นจะมารวมกันที่ภูพระตลอด 3 วัน แต่งกายแตกต่างไปจากชาวบ้านทั่วไป เช่น โพกหัวด้วยผ้าขาวม้าไหม เคี้ยวหมากพลู บ้างก็กินเหล้า บ้างก็สูบบุหรี่ผสมพริกโดยไม่มีอาการจามหรือไอ มีพานบายศรีเล็ก ๆ และธูปเทียนมากราบไหว้บูชาพระเจ้าองค์ตื้อ รวมทั้งผ้าไตร ตามความศรัทธาที่ว่า พระเจ้าองค์ตื้อเป็นพระจึงต้องมีการกราบไหว้บูชาด้วยผ้าไตร ซึ่งจะนำกลับหลังจากพิธีนี้เสร็จสิ้นลง ในขณะที่ผีฟ้ารำ ก็จะมีการบนบานศาลกล่าวในสิ่งที่ตนปรารถนาต่อพระเจ้าองค์ตื้อ เวลารำก็รำไปเรื่อย ๆ ตามเสียงแคนโดยรำเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ เป็นภาพที่น่าดูมาก เมื่อเสร็จพิธีกรรมนี้บรรดาผีฟ้าก็จะแยกย้ายกันกลับไปสู่ท้องถิ่นของตนและจะกลับมาใหม่ในปีต่อไป

การฟ้อนผีฟ้าจะกระทำขึ้นในระหว่างวันขึ้น 13 ถึง15 ค่ำ เดือน 5 คือเดือนเมษายน และ ในวันเข้าพรรษา ออกพรรษา ซึ่งประชาชนไปทำบุญกันมาก ความหมายของการกลับสู่เหย้าของชาวอีสานนั้น นอกจากมากราบไหว้ผู้บังเกิดเกล้าของตนแล้ว เขาจะพากันไปกราบไหว้พระเจ้าตื้อ นอกจากนั้นยังมีการร่ายรำบางสรวงที่เรียกว่า ฟ้อนผีฟ้า เพื่อเป็นการเส่นสรวงที่พระองค์เจ้าตื้อ ได้บันดาลให้พวกเขามีความร่มเย็นเป็นสุขในรอบปีที่ผ่านมาอีกด้วย นางเทียมทุกคนจะนั่งสงบในท่าสมาธิ และ ประนมมือ ในระหว่างทำพิธีจะมีหมอแคนขับกล่อมนางเทียม เมื่อผีฟ้าเข้าสิงจะมีอาการตัวสั่น กระทืบเท้า แล้วสั่งให้หาเครื่องแต่งตัวตามที่ชอบมาสวมใส่ ซึ่งแต่ละคนจะทราบแล้วว่าแต่ละองค์นั้น ชอบแต่งตัวชนิดใด เช่นผีฟ้าผาแดง ชอบผ้าสีแดง สไบแดงและดอกไม้แดง เป็นต้น บางคนก็โพกผ้าขามม้าผ้าไหม เคี้ยวหมากพลู กินเหล้า บางคนก็สูบบุหรี่ผสมพริกขี้หนู โดยปราศจากอาการไอหรือจาม เมื่อแต่งตัวเสร็จก็ลุกขึ้นรำ บางองค์ ก็ลุกขึ้นร่ายรำเป็นจังหวะเข้ากับเสียงแคน สุดแต่ทำนองแคนจะพาไป ซึ่งโดยมากเป็นพญาลอบทจรนี้ภาษาพื้นเมืองเรียกว่า " ล่องโขง " บ้าง " แมลงภู่ชมดอกไม้ " บ้าง ชาวบ้านตามแถบนั้นถ้าใครเจ็บป่วยต้องการอยากรู้ข่าวถึงยาติพี่น้องที่อยู่ห่างไกลว่าเป็นอย่างไร โดยมากมักจะบอกได้เป็นที่ถูกต้อง
วิธีการแก้ไขและเปลี่ยนแปลงทัศนคติ เนื่องจากพิธีกรรมการรำผีฟ้าเป็นการสร้างขวัญกำลังใจและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในเครือญาติ และชุมชนนำมาใช้ในการควบคุมสังคมเละเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจเยียวยารักษาอาการป่วยไข้ได้ "เมื่อ 20 ปีที่แล้ว นายแพทย์โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ แพทย์ประจำที่โรงพยาบาลชุมพวง จึงได้อนุญาตให้มีการรำผีฟ้าบนตึกผู้ป่วยในของโรงพยาบาลตามความต้องการของผู้ป่วยและญาติได้ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยารักษาความป่วยไข้ของผู้ป่วย ที่ใส่ใจมิติทางสุขภาพที่มากกว่ามิติทางด้านร่างกาย เชื้อโรค ความไม่ปกติในการทำงานของอวัยวะภายใน มาให้ความสำคัญกับมิติด้านจิตวิญญาณและความเชื่อที่ฝังลึกอยู่ในตัวของผู้ป่วยควบคู่กันไปด้วย เป็นตัวอย่างที่กล่าวขานกันจนถึงทุกวันนี้แม้ว่าในปัจจุบันโลกจะก้าวเข้าสู่ยุคดิจิตอล โลกหันมาสู่ความเชื่อในสสารนิยมคือเชื่อในสิ่งที่มองเห็นหรือพิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้า แต่โลกก็คงต้องใช้เวลาอีกหลายหมื่นปีจึงจะลบล้างความเชื่อเรื่องวิญญาณ เรื่องเทพเจ้าของมนุษยชาติลงไปได้ หรืออาจจะลบล้างไม่ได้เลยตลอดวิวัฒนาการของมนุษย์เมื่อใดก็ตามที่แพทย์มองเห็นชีวิตคนไข้แยกเป็นส่วนๆ ความเป็นมนุษย์ก็จะถูกตัดทอนลงมาเหลือเพียงอวัยวะหรือชีวเคมีของร่างกายมนุษย์ มิติของความเป็นองค์รวม เช่น มิติทางจิตวิญญาณ คุณค่าและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และมิติของความสัมพันธ์ทางสังคมก็จะสูญหายไป การรักษาในระบบการแพทย์แบบชีวกลไกจึงเป็นเพียงการรักษาแต่เพียงร่างกาย ไม่ได้รักษาอย่างเข้าถึงจิตใจของคนเพราะการแพทย์แบบชีวกลไกขาดมิติทางสังคมและความเป็นมนุษย์"
ที่มา : http://amazingchaiyaphum.com/Home/About
|