<< Go Back
นายมนตรี ตราโมท
            เกิดที่บ้านท่าพี่เลี้ยง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2443 เดิมชื่อ "บุญธรรม" เป็นบุตรของนายยิ้ม นางทองอยู่ เริ่มการศึกษาโดยเข้าเรียนอยู่โรงเรียนประจำจังหวัดสุพรรณบุรี (ปรีชาพิทยากร) สอบได้ชั้นมัธยมปีที่ 3 เนื่องจากบ้านอยู่ใกล้กับวัดสุวรรณภูมิ และที่วัดสุวรรณภูมินี้มีวงปี่พาทย์ ซึ่งฝึกซ้อม กันอยู่เสมอ ระหว่างที่เดินไปและกลับจากโรงเรียน ตลอดจนนอนอยู่บ้าน ก็ได้ยินได้ฟัง เสียงเพลงปี่พาทย์อยู่เป็นนิตย์ จนจดจำทำนองได้เป็นตอนๆ บรรดา นักดนตรีในวงปี่พาทย์ก็รู้จักคุ้นเคยทุกคน เวลามีการบรรเลงในงานที่อยู่ใกล้ๆ ก็มักจะเข้าไปช่วยเขาตีฆ้องเล็ก ทุ้มเหล็กด้วยเสมอๆ ซึ่งก็ตีตามเขาไป ได้บ้างไม่ได้บ้าง
        เมื่อเรียนจบมัธยม 3 แล้วก็คิดว่าจะเข้ามาเรียนต่อในกรุงเทพฯ เพราะโรงเรียนต่างจังหวัดหมดหลักสูตรเพียงนั้น แต่บังเอิญเกิดโรค ภัยไข้เจ็บรบกวน ป่วยเป็นไข้ และเจ็บกระเสาะกระแสะอยู่ตลอด จึงไม่ได้เข้ามาเรียนต่อดังความตั้งใจ เมื่อว่างการเรียน ความตั้งใจที่จะเรียนต่อก็ชักจะเนือยๆไปทุกที ครูสมบุญ (อ้วน) ซึ่งเป็นครูประจำวงปี่พาทย์วัดสุวรรณภูมิเห็นนายมนตรีอยู่ว่างๆ จึงชวนให้หัดปี่พาทย์ จึงได้เริ่มหัดตั้งแต่บัดนั้น นายมนตรีได้ฝึกหัดด้วยความมานะพยายาม บางครั้งก็ไปนอนค้างอยู่ที่บ้านครูสมบุญ ซึ่งอยู่ตำบลบ้านพลูหลวง ห่างไกลกัน เป็นเวลาราวๆ 7 วัน หรือบางครั้งก็ถึงเดือน เพื่อการเรียนปี่พาทย์ ได้เป็นนักดนตรีปี่พาทย์อยู่จังหวัดสุพรรณบุรีประมาณ 2 ปี ซึ่งก็นับว่ามีความแคล่วคล่องพอสมควร ประมาณ พ.ศ. 2456 จึงไปอยู่จังหวัดสมุทรสงคราม เนื่องจากเวลานั้นถือกันว่า การดนตรีปี่พาทย์นั้นนอกจากจังหวัดสุพรรณบุรีก็มีจั งหวัดอยุธยา และจังหวัดสมุทรสงคราม (เรียกกันว่า บางช้าง) เป็นสถานที่มีชื่อเสียงมากกว่าจังหวัดใดๆ นายมนตรีไปอยู่บ้านครู สมบุญ สมสุวรรณ ตำบลกะพ้อม จังหวัดสมุทรสงคราม บ้านนี้มีทั้งปี่พาทย์และแตรวง จึงได้ฝึกหัดเล่าเรียนทั้งสองอย่าง ในทางปี่พาทย์ครูให้ฝึกระนาดเอกและฆ้องวงใหญ่ ในทางแตรวงให้ฝึกเป่าปี่ คลาริเน็ต ครูสมบุญ สมสุวรรณ เป็นผู้ที่เอาใจใส่ในการฝึกสอนศิษย์อย่างดียิ่ง ทุกๆ วันศิษย์จะต้องตื่นแต่เช้า ตีปี่พาทย์เป่าแตรกันให้ได้ยินเสม อ ตอนกลางวันและตอนหัวค่ำ ท่านจึงจะควบคุมฝึกซ้อมและต่อเพลง ถ้าแม้จะมีงานสำคัญๆ ที่จะต้องไปบรรเลงท่านจะเที่ยวปลุกศิษ ย์ทุกๆ คนตั้งแต่ 04.00 น. ให้ตื่นขึ้นซ้อม โดยท่านอยู่ควบคุมด้วยตลอดเวลา นับว่าได้ความรู้จากครูสมบุญ สมสุวรรณ นี้เป็นอันมาก แม้วิธีแต่งเพลงไทย ครูสมบุญก็เป็นผู้แนะนำให้รู้หลักเกณฑ์มาก่อน ทั้งชี้แจงและสาธิตให้เห็นอย่างแจ่มแจ้ง ถึง พ.ศ. 2460 จึงเข้ามาสมัครรับราชการในกรมพิณพาทย์หลวง กรมมหรสพ กรมมหาดเล็ก ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้า อยู่หัว ตั้งอยู่บริเวณวังจันทร์ ซึ่งเป็นคุรุสภาและกระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบันนี้ ในกรมพิณพาทย์หลวงนี้ พระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์) เป็นเจ้ากรม นอกจากพระยาประสานดุริยศัพท์ซึ่งเป็นครูให ญ่แล้ว ยังมีครูอาวุโสอีกหลายท่าน นายมนตรี เรียนฆ้องวงใหญ่จากหลวงบำรุงจิตเจริญ (ธูป สาตนะวิไล) และเรียนกลองแขกจากพระพิณบรรเลงราช (แย้ม ประสานศัพท์) การปฏิบัติโดยปรกติของของกรมพิณพาทย์หลวงนั้น ต้องฝึกซ้อมและต่อเพลงกันตลอดทั้งวัน ทั้งปี่พาทย์และเครื่องสาย นอกจากผู้มีราชการพิเศษเท่านั้น ในกรมมหรสพนี้ มีโรงเรียนสำหรับให้ผู้ที่เยาว์วัยได้ศึกษาวิชาสามัญด้วย ชื่อว่าโรงเรียนพรานหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ ตั้งอยู่ในบริเวณสวนมิสกวัน นายมนตรีก็ได้เป็นนักเรียนพรานหลวงด้วย และสอบชั้นมัธยมปีที่ 6 ได้ที่โรงเรียนนี้ นายมนตรี กินนอนอยู่ในวังจันทร์ กรมมหรสพ เป็นโอกาสที่จะได้ฝึกซ้อมตนเองได้มาก ผู้ที่ฝึกหัดฆ้องวงใหญ่ และอยู่ประจำในวังจัน ทร์เวลานั้น มีอยู่ด้วยกัน 3 คน คือ หลวงสร้อยสำเนียงสนธิ์ (เพิ่ม วัฒนวาทิน) นายก่อง เจนนาวัต และนายมนตรี พอถึงเวลาประมาณ 05.00 น. ทั้ง 3 คน มักจะมาท่องเพลงเดี่ยวฆ้องวงพบกันในกรมพิณพาทย์หลวงเสมอๆ และท่องกันไปจนเกือบ 07.00 น. จึงไปอาบน้ำแต่งตัวและรับประทานอาหารเช้า ต่อมาภายหลัง พระยาประสานดุริยศัพท์จึงให้นายมนตรีเปลี่ยนเป็นตีระนาดทุ้ม โดยเรียนจากพระพาทย์บรรเลงรมย์ (พิมพ์ วาทิน) ภ ายหลังพระยาประสานฯจึงสอนเอง และได้รับเลือกให้เข้าประจำอยู่ในวงข้าหลวงเดิม ซึ่งเป็นวงที่จะต้องตามเสด็จพระราชดำเนินในเมื่อเสด็จแปรพระราชฐานทุกๆ แห่ง การโดยเสด็จพระราชดำเนินนี้ พระยาประสานดุริยศัพท์จะเป็นผู้ควบคุมไปด้วยทุกครั้ง และเป็นโอกาสที่จะได้สั่งสอนนักดนตรีในวงปี่พาทย์วงนี้อย่างใกล้ชิด การได้เข้าอยู่ในวงตามเสด็จนี้ ทำให้ได้รับความรู้กว้างขวางขึ้นเป็นอันมาก โดยได้ฟังกระแสพระราชดำรัส ได้เห็นพระราชกรณียกิจ ต่างๆ ตลอดจนทรงแสดงละครและอื่นๆ ได้สมาคมกับบุคคลในฐานะต่างๆ และได้รับการฝึกสอนดนตรีอย่างใกล้ชิดจากครู ส่วนการแต่งเพลง นายมนตรีได้เริ่มแต่งเมื่อ พ.ศ. 2463 เพลงแรกที่แต่งคือเพลงต้อยตริ่ง 3 ชั้น ในการแต่งครั้งแรกมีความรู้สึกว่าตนเองยังเป็นเด็ก เกรงว่าแต่งออกไปแล้วจะไม่มีผู้รับเอาไปบรรเลง จึงอาศัยชื่อหมื่นประรมเพลงป ระสาน (ใจ นิตยผลิน) ให้เป็นผู้ร่วมด้วย เมื่อเพลงต้อยตริ่งได้มีผู้ต้อนรับ แม้วงหลวงก็นำไปบรรเลง จึงแต่งเพลงอื่นๆ ต่อมา เพลงที่แต่งเป็นอันดับที่ 2 คือ เพลงพม่าเห่ เถา พ.ศ. 2467 อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดสุวรรณภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรี พระครูโพธาภิรัติ(สอน) เป็นพระอุปัฌชาย์ พระครูโต๊ะ เป็นพร ะอนุศาสนาจารย์ และพระอาจารย์เปลื้อง เป็นกรรมวาจา สอบนักธรรมตรีสนามหลวงได้ที่ 1 ในจังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อลาสิกขาบทแล้ว กลับเข้ารับราชการตามเดิม



ขอขอบคุณเว็บไซต์
http://haab.catholic.or.th/history/suwanapoom01/suwannapoom16.html
<< Go Back