|

การศึกษาเรียนรู้เรื่องของนาฏศิลป์ นาฏศิลป์พื้นบ้าน ละครไทยและละครพื้นบ้าน เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ ประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมของชาติ จะทำให้เห็นคุณค่าของนาฏศิลป์ไทยและการละคร ตามหลักพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าสอนว่า สิ่งใดมีการเกิดขึ้นก็ต้องมีความเปลี่ยนแปลง และแตกดับไปเป็นเรื่องธรรมดา การแสดงของไทยก็เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการแสดงประเภทใด ล้วนมีวิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลง ซึ่งปัจจัยที่ทำให้นาฏศิลป์และการละครของไทยเปลี่ยนแปลงได้แก่

1.ด้านสังคมความเป็นอยู่ของคนไทยในสมัยก่อนจากการศึกษาประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่ยาวนานเกือบพันปี พบว่า ยามใดที่บ้านเมืองสงบสุขไม่มีภัยสงครามศิลปวัฒนธรรมก็จะเจริญรุ่งเรื่อง นาฏศิลป์การละครได้รับการส่งเสริมและสืบทอดในวังหลวง มาสู่ชาวบ้านชาวเมือง เป็นเครื่องสร้างความบันเทิงของชน ทุกชั้นตั้งแต่ พระมหากษัตริย์จนถึงชาวบ้านธรรมดาลักษณะการแสดงมีความแตกต่างกัน ในวังหลวง มีโขน ละคร ระบำ รำ ฟ้อน ชาวบ้านมีละครชาตรี และการละเล่นพื้นบ้าน (การเล่นสนุกของชาวบ้านในเทศกาลงานบุญ หรือการร่วมแรงในการทำงานที่เรียกว่า การลงแขก เช่น ลงแขกเกี่ยวข้าว ) ชาวบ้านจะได้ดูการแสดงต่อเมื่อมีงานบุญงานกุศล ที่วัดจัดตามโอกาสเช่น งานศพ งานบวช งานทอดกฐิน วันนักขัตฤกษ์ เทศกาลสงกรานต์ วันเข้าพรรษา เป็นต้น
เมื่อสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไป นาฏศิลป์และการละครก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วยจะเห็นได้จาก ในปัจจุบันการแสดงแบบเก่าๆ ก็มีให้นักเรียนได้เห็นน้อยมาก รูปแบบของการแสดงเปลี่ยนไป จากการเป็นมหรสพสมโภช หรือการแสดงสนุกสนานรื่นเริงของชาวบ้าน เป็นการแสดงทางธุรกิจมากขึ้น รูปแบบจึงรวบรัดให้ทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์

2.อิทธิพลของอารยธรรมตะวันตก อารยธรรมตะวันตกเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นาฏศิลป์และการละครไทยเปลี่ยนไป ที่เห็นได้ชัดเจนในปัจจุบันมีการนำเอาท่าเต้นรำสมัยใหม่เข้ามาผสมกับการรำไทย การแสดงละครร่วมสมัย ที่มีการแต่งกายแปลกตาขึ้น เช่น การแสดงของคุณภัทราวดี มีชูธน คุณถกลเกียรติ วีรวรรณ เป็นต้น

3.ด้านความก้าวหน้าทางการศึกษาและเทคโนโลยี
การแสดงนาฏศิลป์และการละครไทยในสมัยก่อน มีการฝึกหัดจากครูที่สืบสานกันมา มีการกำหนดเป็นแนวทางของแต่ละบุคคล เรียกว่า ทางครู ผู้ฝึกหัดจะต้องฝากตัวเป็นศิษย์ และปฏิบัติตัวให้เป็นที่รักของครู จึงจะได้รับการถ่ายทอดวิชาให้ รวมทั้งครูจะพิจารณาว่า ศิษย์คนใดมีความสามารถ (พรสวรรค์) ที่จะรับความรู้จากครูได้ จึงทำให้การเรียนรู้นาฏศิลป์และการละครไทยอยู่ในวงจำกัด หรือศาสตร์บางอย่างได้สูญหายไปกับตัวครู
ในปัจจุบันมีการกำหนดให้วิชานาฏศิลป์และการละครไทย อยู่ในหลักสูตรการศึกษาของชาติ เป็นวิชาพื้นฐานเพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ มีหน่วยงานทางราชการเช่น กรมศิลปากร สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏ ผลิตนักศึกษาทางด้านนี้ เพื่อเป็นครู มีการนำเทคโนโลยีสื่อ IT เข้ามาเป็นสื่อการสอน โดยบันทึกการแสดงต่างๆ โดยนักเรียนผู้สนใจสามารถนำไปเรียนรู้ด้วยตนเอง (อาจใช้คำว่าครูพักลักจำก็ได้) การเรียนรู้เรื่องของ นาฏศิลป์และการละครเป็นทั้งด้านวิชาการและทักษะการปฏิบัติ แต่จะขาดความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งระหว่างครูกับศิษย์
กิจกรรมการคิดวิเคราะห์
จากเนื้อหาสาระเรื่องปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของนาฏศิลป์ นาฏศิลป์พื้นบ้าน ละครไทยและละครพื้นบ้าน ข้างต้น นักเรียนสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม ด้วยการอภิปรายและยกตัวอย่าง เสนอแนะแนวความคิดของตนเองเพิ่มเติม เช่น นักเรียนคิดว่า นาฏศิลปินและการละครของไทยในอนาคตจะเป็นอย่างไร





ประเภทของละครไทยในแต่ละยุคสมัย
- การละครไทยสมัยน่านเจ้า
- การละครไทยสมัยสุโขไทย
- การละครไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา
- การละครไทยสมัยกรุงธนบุรี
- การละครไทยสมัยรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 1-รัชกาลที่7)
- การละครไทยสมัยปัจจุบัน
การละครไทยเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่อยู่กับคนไทยมาตั้งแต่เรา มีประวัติศาสตร์ของชาติ มีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงตามสภาพของสังคมไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ละครสมัยน่านเจ้า
อาณาจักรน่านเจ้าเป็นถิ่นที่คนไทยอยู่อาศัยเป็นที่แรกจากการค้นพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พบว่าการแสดงละคร เรื่องมโนราห์ การแสดงระบำนกยูง ระบำหมวก

ละครสมัยสุโขทัย
การค้นพบหลักฐานศิลาจารึก ของ พ่อขุนรามคำแหง กล่าวถึง การเล่นดนตรี การประโคม เครื่องดนตรี เช่น พิณ สังข์
ในสมัยสุโขทัยนี้ ไทยได้รับวัฒนธรรมของอินเดีย เข้ามา พร้อมกับเรื่องของศาสนาพุทธ และ ฮินดู ด้านการแสดงได้รับการพัฒนารำ และ ระบำ ตามแบบอย่างของอินเดีย มีการบัญญัติ คำโขน ละคร ฟ้อนรำ

ละครสมัยอยุธยา
ในสมัยกรุงศรีอยุธยาบ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองมีการติดต่อค้าขายและขยายอาณาจักร อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะเมืองนครศรีธรรมราช และอาณาจักรศรีวิชัย ซึ่งเป็นต้นแบบโนราห์-ชาตรี ซึ่งกรุงศรีอยุธยาได้มีการแสดงละครชาตรี กันอย่างแพร่หลาย ละครชาตรีแบบดั้งเดิมนั้นมีผู้แสดง 3 คน ตัวพระ ตัวนาง และตัวตลก โดยใช้ผู้แสดงเป็นผู้ชายล้วน
ต่อมาได้มีการนำเอานิทานพื้นบ้าน มาแสดงเป็นละครชาตรีแบบปรับปรุง มีบทละครที่นิยม เช่น พิกุลทอง ไชยเชษฐ์ แก้วหน้าม้า ฯลฯ และยังมีการปรับปรุงการแสดงเป็นละครนอก เป็นที่นิยมของชาวบ้านชาวเมือง มีบทละครนอก ได้แก่ คาวี สังข์ทอง สังข์ศิลป์ชัย ฯลฯ และละครในซึ่งเป็นละครที่จัดแสดงในวัง มีเฉพาะนักแสดงที่เป็นผู้หญิง เรื่องที่แสดง ได้แก่ รามเกียรติ อุณรุฑ และ ดาหลัง (อิเหนา)

ละครสมัยกรุงธนบุรี
ตามประวัติศาสตร์ชาติไทย สมัยกรุงธนบุรี เป็นสมัยที่มีระยะเวลาในการครองราชย์ของพระมหากษัตริย์ คือ พระเจ้ากรุงธนบุรี หรือ พระเจ้าตากสินมหาราช น้อยที่สุด 15 ปี (พ.ศ.2310-พ.ศ.2325) และเป็นเวลาที่เพิ่งเสร็จจากการทำสงคราม แต่พระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงโปรดละครมาก ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ 5 ตอน ได้แก่ ท้าวมาลีวราชว่าความ ตอนทศกัณฐ์ตั้งพิธีหงายกรด (เผารูปเทวดา) ตอนพระลักษณ์ถูกหอกกบิลพัท ตอนหนุมานเกี้ยวนางวาริน และตอนปล่อยม้าอุปการ นอกจากนี้ทรงพระราชนิพนธ์บทละครแล้ว พระองค์ยังทรงบัญชาการฝึกซ้อมละครด้วยพระองค์เอง
ละครสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่1-รัชกาลที่7)
การละครสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เนื่องจากเป็นเวลาที่บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง มีความร่มเย็นเป็นสุขด้วยบุญบารมีของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ให้ความสนพระทัยส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม แต่งบทละครและมีคณะละครอยู่ในวังหลวง
สมัยรัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงเป็นประมุขของกวีพระราชนิพนธ์ บทละคร 4 เรื่อง ได้แก่ อุณรุฑ รามเกียรติ ดาหลัง และอิเหนา

สมัยรัชกาลที่ 2 สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทละครไว้มากมาย เช่น บทละครนอก 6 เรื่อง ได้แก่ ไกรทอง คาวี สังข์ทอง ไชยเชษฐ์ มณีพิชัย และสังข์ศิลป์ชัย พระราชนิพนธ์บทละครในเรื่องอิเหนา ซึ่งได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรว่าเป็นยอดแห่งละครรำ
 
สมัยรัชกาลที่3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้ยกเลิกละครหลวง จึงทำให้การละครไทยแพร่หลายในหมู่ประชาชนมากขึ้น มีการละครของเจ้าขุนมูลฝึกหัดละคร แสดงเป็นอาชีพจนมีรายได้จากการแสดงมากมาย เช่น ละครพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ ละครเจ้ากรับ จะเห็นได้ว่าการแสดงละครทำให้เจ้าของคณะละครมีฐานะร่ำรวย จึงเกิดศรัทธาในการสร้างวัด ที่มีชื่อเสียงกับการละคร เช่น วัดละครทำ วัดนายโรง (มีหลักฐานที่วัดนายโรงริมคลองบางกอกน้อยว่าท่านเจ้ากรับเจ้าของคณะละครนอกเป็นผู้สร้างในสมัยรัชกาลที่3)

สมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดให้ละครหลวง และมีการเก็บภาษีมหรสพ ขึ้นเป็นครั้งแรกเรียกว่า ภาษีโขนละคร มีบทพระราชนิพนธ์ในพระองค์เรื่อง รามเกียรติ ตอนพระรามเดินดง บทเบิกโรง เรื่องนารายณ์ปราบนนทก
สมัยรัชกาลที่5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อาจกล่าวได้ว่าสมัยของพระองค์ การละครมีการพัฒนารูปแบบเป็นอย่าง มากจากที่พระองค์ทรงประพาสยุโรป โดยมีเจ้าพระยาเทเวศร์ วงศ์วิวัฒน์ และสมเด็จเจ้าฟ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ และข้าราชบริภารตามเสด็จด้วย ได้ไปพบเห็นการแสดงของประเทศยุโรป เช่น โอเปร่า เรียกว่าละครดึกดำบรรพ์ และละครของเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง มีโรงละครที่แสดงแล้วเก็บเงินจากผู้ชมเป็นคณะแรก ชื่อโรงละครปริ้นเซียเตอร์ นอกจากนี้พระเจ้าบรมวงศ์ฌธอกรมพระนราธิประพันธ์พงศ์ ทรงฝึกหัดละครรำมีชื่อคณะว่า "ละครหลวงนฤมิตร" ต่อมาเปลี่ยนการแสดงมาเป็นละครร้อง เรียกว่า "ละครปรีดาลัย" ซึ่งเป็นต้นแบบของละครร้องสมัยต่อมา

สมัยรัชกาลที่6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงโปรดการละครเป็นอย่างยิ่ง ทรงพระราชนิพนธ์บทละครไว้หลายเรื่อง เช่น เรื่องพระร่วง สกุนตลา ท้าวแสนปม เป็นต้น พระองค์ได้ใช้การละครเป็นกุศโลบายในการสอน ข้าราชบริวารในเรื่องความสามัคคี ความรักชาติ และความชื่อสัตย์ ที่ท่าสนใจคือ การทำคำพังเพย หรือ สุภาษิตไทยมาเป็นหัวข้อในการแสดงเพื่อให้ผู้ชมได้ทายละครชนิดนี้มีชื่อว่า "ละครปริศนา" พระองค์ทรงโปรดให้ตั้งกรมมหรสพ และโรงเรียนฝึกหัดศิลปะทางโขน ละคร และปี่พาทย์ ชื่อว่า "โรงเรียนทหารกระบี่กระบอง" ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนพรานหลวง ผู้ใดที่มีความรู้ความสามารถทางด้านดนตรี-นาฏศิลป์ และการละครจะได้รับบรรดาศักดิ์จาก แต่งตั้งเป็นคุณหลวง คุณพระ เจ้าพระยา และท่านเจ้าพระยา

สมัยรัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สมัยนี้เป็นช่วงต่อของการเปลี่ยนแปลงทางด้านของคนไทย การละครก็มีการปรับเปลี่ยนเป็นสมัยใหม่มากขึ้น เกิดละครหลวงวิจิตรวาทการ เป็นละครปลุกใจให้รักชาติ มีความเสียสละ และการแสดงให้เห็นถึงพลังความสามัคคี เช่น เรื่องเลือดสุพรรณ อานุภาพแห่งความรัก อานุภาพแห่งความเสียสละ และอานุภาพพ่อขุนรามคำแหง เป็นต้น เกิดละครร้อง ซึ่งเป็นคณะละครเอกชนมากมาย ที่มีชื่อเสียง ได้แก่ ละครจันทโรภาส ของตามจองจันทร์ จันทรคณา หรือตามปากกา ว่า พรานบูรณ์ ลักษณะการแสดงเป็นละครเวที มีการทำเพลงไทยเดิม มาใส่บทร้องสมัยใหม่ เป็นลักษณะเพลงไทยสากล แต่ยังใช้เรียกชื่อว่าละครร้อง เรื่องที่มีชื่อเสียง คือเรื่องจันทร์เจ้าขา

ละครไทยสมัยปัจจุบัน
สมัยปัจจุบันเป็นยุค IT ยุคของโลกาภิวัฒน์ โลกไร้พรมแดนมีการแสดงมากมายเกิดขึ้น จากอิทธิพลของชาติต่างๆ การละครไทยก็มีรูปแบบเปลี่ยนไปจากละครรำ ละครร้อง ที่ทำเสนอเรื่องของกษัตริย์ เจ้าหญิง เจ้าชาย ที่เรียกว่า เรื่องจักรๆวงๆ เปลี่ยนเป็นละครเวที ละครวิทยุ ละครโทรทัศน์ ที่นำเสนอเรื่องชีวิต ของบุคคลที่อยู่ในสังคมปัจจุบัน เรียกว่าละครสะท้อนชีวิตและสังคม ซึ่งถ่ายทอดออกตามสื่อ วิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ เป็นที่นิยมเพราะสามารถเข้าถึง ประชาชนทุกกลุ่ม นอกจากนี้ยังมีละครเวที ที่แสดงอย่างหรูหราตระการตาด้วยเครื่องแต่งกาย ฉาก แสงสี ระบบเสียง เหมือนการแสดงบอร์ดเวย์ ของอเมริกา



นาฏศิลป์ไทย แบ่งตามลักษณะการแสดงได้ 4 ประเภท คือ
(1)โขน เป็นการแสดงชั้นสูงของไทย ผู้แสดงสวมหัวโขน มีผู้บรรยายและเจรจาให้เรียกว่าคนพากย์-เจรจา วิธีการแสดงนอกจากการร่ายรำที่สวยงามเป็นแบบแผนแล้วมีการแสดงศิลปะแห่งการเต้นประกอบเพลงหน้าพาทย์ที่สวยงาม พร้อมเพรียงที่พัฒนาการมาจากการแสดงชักนาคดึกดำบรรพ์ กระบี่กระบอง นิยมแสดงเรื่องรามเกียรติ์ โขนมี 5 ประเภท คือ
-โขนโรงนอก หรือ โขนนั่งราว
-โขนหน้าจอ
-โขนโรงใน
-โขนฉาก
-โขนกลางแปลง

(2) ละคร คือ การแสดงที่เป็นเรื่องราว แบ่งเป็นยุคสมัย ได้แก่
2.1ละครแบบดั้งเดิม ได้แก่ ละครชาตรี ละครนอก และละครใน



2.2 ละครแบบปรับปรุงได้แก่ ละครดึกดำบรรพ์ ละครพันทาง ละครเสภา ละครร้อง ละครสังคีต ละครพูดสลับลำ ละครพูด


(3) ระบำ รำ ฟ้อน เป็นการแสดงชุดเบ็ดเตร็ด หรือ วิพิธพัศนา ไม่มีการแสดงในลักษณะดำเนินเรื่อง มักตัดตอน หรือ แต่งบทขึ้นเพื่อแสดง การรำเดี่ยว รำคู่ ส่วนระบำ และการฟ้อนนิยมแสดงเป็นหมู่จำนวนมาก ลีลาท่ารำพร้อมเพรียงกับมีกระบวนการแปรแถวที่สวยงาม การแต่งกายประณีตงดงาม
(4) การแสดงพื้นเมือง มีลักษณะการแสดงที่แตกต่างกับไปในแต่ละท้องถิ่นจึงสืบทอดกันมา จากวัฒนธรรม ความเชื่อ ค่านิยม การทำมาหากิน สภาพภูมิประเทศ และ ภูมิอากาศของท้องถิ่นนั้นๆ ได้แก่
4.1 การแสดงพื้นเมืองภาคเหนือ เช่น ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน ฟ้อนเงี้ยว
4.2 การแสดงพื้นเมืองภาคกลาง เช่น รำกลองยาว รำสีนวล รำเชิญพระขวัญ
4.3 การแสดงพื้นเมืองภาคอีสาน เช่น ฟ้อนภูไท เซิ้งกระหยัง หมอลำ
4.4 การแสดงพื้นเมืองภาคใต้ เช่น การแสดงโนราห์ ลิเกฮูลู การเต้นรองเง็ง


นาฏศิลป์พื้นเมืองและการแสดงละครพื้นบ้าน
นอกจากการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง ซึ่งแบ่งออกลักษณะความแตกต่างของการแสดงแบ่งออกเป็น 4 ภาค แล้วในแต่ละถ้องถิ่นยังมีการแสดงละครพื้นบ้าน ละครพื้นบ้านของไทย มีอยู่มากมายเป็นที่เล่าขานกันสืบทอดมา เช่น เรื่องปลาบู่ทอง เรื่องสาวเครือฟ้า เรื่องกล่องข้าวน้อยฆ่าแม่ เรื่องเสือกับโค เรื่องพระยากงพระยาพาน เรื่องพระสุธน-มโนราห์ แม่นาคพระโขนง เป็นต้น
เรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ เกิดในท้องถิ่นต่างๆ ของประเทศไทยที่ชาวบ้านชาวเมืองจดจำเล่าขานกันสืบต่อมา เพื่อความบันเทิงใจและเป็นคติสอนใจตามเนื้อหาเรื่องราว และอาจนำเสนอออกมาในรูปแบบของการเล่านิทาน การขับเสภา การแสดงละครการแสดงหนังตะลุง โนราห์บอกบท หมอลำ ที่ผู้ดูผู้ชมจะได้รับความสนุกสนาน ความสะเทือนอารมณ์ และแง่คิด คติสอนใจ จดจำกันสืบมา
ตัวอย่างละครพื้นบ้านเรื่อง กล่องข้าวน้อยฆ่าแม่ เป็นนิทานพื้นบ้านของท้องถิ่นอีสาน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเหนื่อยยาก แร้นแค้นของชาวอีสาน ที่ต้องทำงานหนัก อาบเหงื่อ พื้นแผ่นดินที่แห้งแล้ง ทำให้ลูกผู้ชายที่ทำงานเหนื่อยและหิวจนตาลาย เมื่อผู้เป็นแม่ทำข้าวมาให้ช้า จึงทำอาฆาต เพราะความหิว หรือเรื่องปลาบู่ทองก็จะแสดงให้เห็นความรักและความผูกพันของแม่กับรู้ ความกตัญญูรู้คุณแม่ความเป็นอยู่ของสังคมชาวบ้านที่มีความริษยากัน และจะจบลงด้วยคนที่ทำดีก็จะได้รับผลแห่งกรรมดีตอบสนองให้มีความสุขความเจริญ
นาฏศิลป์นานาชาติ
ดังได้กล่าวมาแล้วว่า การแสดงนาฏศิลป์ เป็นศิลปวัฒนธรรมแขนงหนึ่ง ที่มีความงดงามมีแบบแผน สะท้อนถึงเอกลักษณ์ความเป็นเชื้อชาติที่เด่นชัด ของเจ้าของลักษณะการแสดงนั้น ตัวอย่าง เช่น

1. นาฏศิลป์อินเดีย กำเนิดจากความเชื่อและความศรัทธาในตัวเทพเจ้า ตามลัทธิฮินดู ตามคัมภีร์ นาฏยศาสตร์ (ตำราการฟ้อนรำ) พระภาระตะมุนี ได้รับพระราชทานถ่ายทอดท่าทางการฟ้อนรำ จากพระพรหม และ พระศิวะ เทพเจ้าที่ชาวฮินดูยกย่องว่าเป็นเทพเจ้าแห่งการฟ้อนรำ นาฏศิลปะอินเดีย เป็นต้นแบบของนาฏศิลป์ในชาติตะวันออก เช่น ไทย เขมร พม่า อินโดนีเซีย นาฏศิลป์อินเดีย เป็นต้น แบบได้แก่การแสดงชุด ภารตะนาฏยัม ชุดกถักกฬิ ชุดมณีปุระ

2.นาฏศิลป์จีน กำเนิดจากพิธีกรรมทรงเจ้า การบวงสรวงบูชาด้วยระบำที่ เรียกว่า "รามาอู๋อู" เนื่องจากแผ่นดินจีนประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติอยู่เป็นประจำ การแสดงระบำทรงเจ้าในพิธีศาสตร์เพื่อบำบัดความทุกข์ เจ็บไข้ เดือดร้อนของประชาชนชาวจีน เป็นศิลปะที่มีการสืบทอดมาอย่างยาวนาน มีความเก่าแก่มากที่สุด และพัฒนามาเป็นละครแบบต่างๆ ในราชสำนักและเป็นที่นิยมของชาวจีนมากที่สุด คือ อุปรากรจีนหรือที่คนไทยเรียกว่างิ้ว อุปรากรจีนที่มีชื่อเสียงเป็นแบบมาตรฐานเป็นที่ยอมรับและนับเป็นศิลปะประจำชาติ คือ อุปรากรจีนปักกิ่ง

3.นาฏศิลป์ญี่ปุ่น ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ได้รับการรุกรามทางวัฒนธรรมจากจีนจักร พรรคญี่ปุ่นจึงมีนโยบายที่จะปลูกฝังให้ประชาชนรักชาติและเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมประจำชาติ นาฏศิลป์ญี่ปุ่นในสมัยโบราณมาจากความเชื่อทางศาสนาและสิ่งศักดิ์ลัทธิ การแสดงออกมาจากวัดและขยายตัวเข้าไปสู่ราชสำนัก นาฏศิลป์ญี่ปุ่นได้แก่ ละครคาบูกิ โพะ และเดียวเง็น
ละครคาบูกิ มีต้นกำเนิดมาจากการแสดงหุ่นรากุชา และละครโนะมีการนำเสนอเรื่อง เช่นเดียวกับ โขน ละคร ของไทย จุดเด่นอยู่ที่ศิลปะในการแสดงจึงต้องได้รับการฝึกฝนเป็นอย่างดี มีแบบแผนในการแสดง เช่น การแต่งกายของผู้แสดง ตัวพระเอกแต่งหน้าสีขาว ผู้ร้ายจะแต่งหน้าสีแดง เส้นทุกเส้นที่เขียนหน้าจะบอกอายุ อารมณ์ และตำแหน่งของตัวละคร

ละครโนะ เป็นศิลปะชั้นสูงประจำชาติของประเทศญี่ปุ่น มีแบบแผนการแสดงเป็นเอกลักษณ์ เช่น ผู้แสดงสวมหน้ากากมีสีสันสวยสดสร้างด้วยความประณีด เสื้อผ้าหรูหรา สัมพันธ์กับหน้ากาก ส่วนละครเง็นเดียว เป็นละครที่แสดงสลับฉากกับละครโนะ เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด

4.บัลเล่ต์ คือ การเต้นระบำปลายเท้า ที่เน้นการใช้ความสามารถของเท้าเป็นหลักประกอบกับการใช้ลีลาของมือและแขน กำเนิดขึ้นใน คศ.ที่ 15 ในราชสำนักฝรั่งเศส

5.การแสดงระบำพื้นเมือง (Folk Dance) เป็นการเต้นรำประจำท้องถิ่นหรือของประเทศ แสดงออกด้วยความสนุกสนาน ระหว่างการทำมาหากิน หรือในพิธีตามโอกาสต่างๆ แสดงให้เห็นถึงสภาพวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี เช่น ระบำสเปน ระบำสก็อต การรำดาบ การเต้นของอินเดียแดง ฯลฯ


|