<< Go Back 

        ภาษาท่า หมายถึง การแสดงกิริยาท่าทางเพื่อสื่อความหมายแทนคำพูด ในการแสดงนาฏศิลป์นั้น บางครั้งเราไม่สามารถแสดงความรู้สึกอารมณ์หรือคำพูดออกมาได้โดยตรง จึงจำเป็นต้องใช้ภาษาท่ามาช่วย เพื่อทำให้ผู้ชมมองเห็นภาพและเข้าใจความรู้สึกของผู้แสดงมากขึ้นภาษาท่าที่ใช้ในการแสดงนาฏศิลป์ไทย แบ่งเป็น 2 ประเภท

          1. ภาษาท่าที่มาจากธรรมชาติ เป็นภาษาท่าที่ดัดแปลงมาจากท่าทางตามธรรมชาติของคน แต่มีการปรับปรุงท่าทางให้ดูสวยงามอ่อนช้อยยิ่งขึ้น โดยใช้ลักษณะการร่ายรำเบื้อต้นมาผสมผสาน เช่น ท่ายิ้ม เรียก ปฏิเสธ ร้องไห้ ดีใจ เสียใจ โกรธ เป็นต้น

          2. ภาษาท่าที่มาจากการประดิษฐ์ขึ้นโดยตรง เป็นท่าทางที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเอง เพื่อให้สอดคล้องกับเนื้อร้องหรือคำบรรยายที่จะต้องแสดงออกมาเป็นท่ารำ เช่น การแสดงความยิ่งใหญ่ใช้ท่าพรหมสี่หน้า เป็นต้น

          ภาษาท่า เป็นสิ่งสำคัญในการใช้สื่อความหมายระหว่างผู้แสดงและผู้ชมในการแสดงนาฏศิลป์ โดยเฉพาะการแสดงโขนละคร เพราะจะทำให้ผู้ชมทราบว่าขณะนี้ผู้แสดงกำลังมีอารมณ์ ความรู้สึกอย่างไร ภาษาท่า เป็นทักษะพื้นฐานอย่างหนึ่งในการแสดงละครหรือแสดงนาฏศิลป์ เพราะเป็นการใช้ท่าทางสื่อความหมายแทนคำพูด เพื่อบอกเรื่องราว อารมณ์ ความรู้สึก โดยผู้แสดงใช้กิริยาท่าทางธรรมชาติ หรือการเลียนแบบคน สัตว์ สิ่งของ ในการสื่อความหมายให้ผู้ชมเข้าใจ

การใช้ภาษาท่า อาจแบ่งวิธีการใช้ตามลักษณะ ดังนี้

          1. ใช้ภาษาท่าทางธรรมชาติ เป็นการนำท่าทางตามธรรมชาติของคนเรา มาเป็นต้นแบบในการสร้างสรรค์ท่าทางการแสดง เนื่องจากเป็นท่าทางที่ใช้เป็นกิจวัตรประจำวัน และคนทั่วไปเข้าใจได้ง่าย เช่น ตัวเรา คุณหรือเธอ ไป มา เชิญ เป็นต้น

          2. ใช้ภาษาท่าทางเลียนแบบพฤติกรรมทางอารมณ์ เป็นท่าทางที่ใช้เพื่อสื่ออารมณ์ และความรู้สึกต่าง ๆ เช่น รัก อาย โกรธ โศกเศร้า เป็นต้น

          3. ใช้ภาษาท่าเลียนแบบสิ่งที่อยู่ในธรรมชาติ คน และสัตว์ เป็นการทำท่าทางโดยเลือกใช้ลักษณะเด่นของสิ่งที่อยู่ในธรรมชาติ คน หรือสัตว์ที่มีลักษณะเฉพาะไม่เหมือนใคร ถ้าใครเห็นจะสามารถทายหรือบอกได้ทันทีว่าเป็นอะไร เช่น เลียนแบบกวาง เลียนแบบนก เลียนแบบแมว เป็นต้น

          4. ใช้ภาษาท่าสื่อความหมายตามหลักนาฏศิลป์ไทย เป็นการนำท่าทางเฉพาะการแสดงนาฏศิลป์หรือนาฏยศัพท์มาใช้ เพื่อให้เกิดความสวยงามในการแสดงมากขึ้น เช่น การจีบ การตั้งวง การยิ้มหรือดีใจ ตัวเรา เดิน ไป เป็นต้น

    << Go Back