อิทธิพลของดนตรีในแต่ละวัฒนธรรม
ประวัติศาสตร์ดนตรีตะวันตก
ประวัติดนตรีตะวันตก แบ่งออกเป็นสมัยต่าง ๆ ได้ 9 สมัย
1. สมัยกรีก (Ancient Greek music)
2. สมัยโรมัน (Roman)
3. สมัยกลาง (The Middle Ages)
4. สมัยรีเนซองส์ (The Renaissance)
5. สมัยบาโรก (The Baroque Age)
6. สมัยคลาสสิก (The Classical Period)
7. สมัยโรแมนติก (The Romantic Period)
8. สมัยอิมเพรชชั่นนิสติค (The Impressionistic)
9. สมัยศตวรรษที่ 20 และปัจจุบัน (The Twentieth century)

เทพอพอลโลถือพิณ
|

การแบ่งประวัติศาสตร์ดนตรีออกเป็นสมัย ๆ อย่างชัดเจนนี้ก็เพื่อความสะดวกในการพูดถึงแต่ในความเป็นจริงแล้ว ลักษณะของดนตรีจะก้ำกึ่งกันอยู่เสมอรวมถึงศิลปะแขนงต่าง ๆ ด้วย
1. สมัยกรีก (Ancient Greek Music) 
วัฒนธรรมตะวันตกถูกผูกติดอยู่กับชาวกรีกโบราณ และชาวโรมัน ความสมบูรณ์ ความยอดเยี่ยมของความสวยงาม และศิลปะมีต้นกำเนิดจากกรีกทั้งสิ้น ประวัติดนตรีกรีกโบราณตั้งแต่เริ่มต้นถึง 330 ปีก่อนคริสตกาล ดนตรีกรีกเป็นดนตรีเน้นเสียงแนวเดียว (Monophonic music) เน้นเฉพาะแนวทำนอง ไม่มีการประสานเสียง ดนตรีกรีกแบ่งออกได้ดังนี้
1.1 Mythical Period จากเริ่มต้นถึง 1,000 ปีก่อนคริสตกาล ดนตรีประเภทนี้ใช้ประกอบพิธีกรรมของลัทธิเทพเจ้าอพอลโล (Apollo) ผู้เป็นเจ้าแห่งแสงสว่าง พิธีกรรมของเทพเจ้าไดโอนิซัส (Dionysus) ส่วนเพทนิยายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับดนตรีคือบรรดาเทพ 9 องค์ เป็นธิดาของเทพเจ้าซีอุส
1.2 Homeric Period (1,000 – 700 B.C.) โฮเมอร์ (Homer) เป็นผู้ก่อตั้งสมัยนี้ และในสมัยนี้มีบทร้อยกรองที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชาติเกิดขึ้น จากการเดินทางผจญภัยของโฮเมอร์ ซึ่งต่อมาบทร้อยกรองหรือมหากาพย์ของโฮเมอร์กลายเป็นวรรณคดีที่ชาวกรีกนำมาขับร้อง ผู้ที่ขับร้องจะดีดพิณไลรา(Lyra) ลักษณะการขับร้องนี้เรียกว่า บาดส์ (bards) นอกจากนี้ยังมีดนตรีพื้นเมือง (Folk songs) ซึ่งมีลักษณะเป็นเพลงของพวกเลี้ยงแกะที่เป่า Panpipes (เครื่องดนตรีชนิดหนึ่งคล้ายแคน)
1.3 Archaic Period (700 – 550 B.C.) ในยุคสมัยนี้มีการแสดงออกจากการระบายอารมณ์ในใจของกวี (Music expressing sentiments) เป็นรูปแบบกวีนิพนธ์แบบลีริก (Lyric) ซึ่งมีลักษณะที่เอื้อให้กวีได้แสดงความรู้สึกส่วนตนได้อย่างเต็มที่
1.4 Classical period (550 – 440 B.C.) เป็นยุคที่มีการพัฒนาการร้องเพลงประกอบระบำที่เรียกว่า “ดีทีแรมบ์” (Dithyramb) คือ เป็นการร้องเพลงโต้ตอบกับกลุ่มคอรัส ทำให้การแสดงมีลักษณะของการสนทนาโต้ตอบกัน นอกจากนี้ยังมีการแสดงที่มีการผสมผสานศิลปะการเต้นรำและดนตรี
1.5 Hellinistic Period (440 – 330 B.C.) มีการค้นพบกฎพื้นฐานของเสียง โดย พิพาโกรัส (Pythagoras) ค้นพบวิธีที่จะสร้างระยะขั้นคู่เสียงต่างๆ รวมทั้งระยะขั้นคู่ 8 ซึ่งเป็นหลักที่สำคัญของบันไดเสียงของดนตรีตะวันตก กล่าวได้ว่าทฤษฎีดนตรีของกรีก
2. สมัยโรมัน(Roman) 
หลังจากกรีกเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรโรมันในปี 146 ปีก่อนคริสตศักราช อาราจักรโรมันรับเอาวัฒนธรรมดนตรีของกรีกไปทั้งหมด ใช้รูปแบบ การร้องเสียงเดียว (Monophony) เรียกว่าเพลนซอง (Plain Song) หรือแชนต์(Chant) นักปราชญ์ทางดนตรีสมัยโรมันยึดทฤษฎีดนตรีของกรีกเป็นหลักแล้ว นำมาผสมผสานกับทัศนะแบบเฮเลนิสติค เช่น โพลตินุส (Plotinus.) และศิษย์ของเขาคนหนึ่งชื่อ พอร์ฟีรี (Porphyry 233-304 A.D.) ก็ได้เผยแพร่สั่งสอนทฤษฎีแบบเพลโตนิคใหม่ (Neo-Platonic) โพลตินุส ได้ย้ำถึงอำนาจที่ดนตรีมี
ต่อจิตใจ และจรรยาธรรมของมนุษย์ มีอำนาจในการชำระล้างจิตใจให้บริสุทธิ์ พาใจให้พบความสวยงามและความดีงาม และในทางตรงกันข้ามดนตรีอาจมี อำนาจทำลายหากใช้ไปในทางที่ผิด ดังนั้นจึงได้มีความพยายามที่จะอนุรักษ์ และกวดขันดนตรีที่ใช้ประกอบพิธีศาสนาและที่บรรเลงสำหรับการทหาร
ในสมัยหลังๆการดนตรีได้เสื่อมลงมากเพราะถูกนำไปบรรเลงประกอบในโอกาส และสถานที่ซึ่งไม่เหมาะสม และการจัดการบรรเลงดนตรีแบบโอ่อ่าไม่เป็นที่สบอารมณ์หมู่นักปราชญ์ทางดนตรี ประเภทอนุรักษ์นิยมเท่าใดนัก เช่นการจัดแสดงดนตรีวงมหึมา (Monter concert) ในสมัยของคารินุส (Carinus 284 A.D.) ได้มีการบรรเลงดนตรีที่ประกอบด้วยทรัมเปต 100 ชิ้น แตร (Horn) 100 ชิ้น และเครื่องดนตรีอื่นๆ อีก 200 ชิ้นถ้าจะกล่าวถึงชีวิตของนักดนตรีในสมัยนั้นก็พูดได้ว่าคึกคักมาก สมาคมสำหรับนักดนตรีอาชีพได้รับการจัดตั้งกันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสต์ศักราช มีบทบาทในการเรียกร้องสิทธิ์ให้แก่สมาชิกในรุ่นหลังๆ

ภาพวาดศิลปะยุคโรมัน |
3. สมัยกลาง (The Middle Ages) (ค.ศ. 450 – 1450) 
สมัยกลางคือ ระยะเวลาจากคริสต์ศตวรรษที่ 5 จนถึงปลายศตวรรษที่ 14 (ค.ศ.450-1450) สมัยนี้เจริญสูงสุดเมื่อประมาณศตวรรษที่ 12-13 ศาสนามีอำนาจสูงมาก ทั้งด้านปัญญาและสปิริต ทำให้คนสามารถรวมกันได้ หลังจากนั้นก็เริ่มเสื่อมลงแล้วติดตามด้วยสงครามร้อยปีระหว่างอังกฤษ และฝรั่งเศสหลังจากสงครามก็มีการแตกแยกเกิดขึ้น ในสมัยนี้เริ่มมีหลักฐานเกี่ยวกับเพลงคฤหัสถ์ (Secular music) ซึ่งเป็นเพลงขับร้องเพื่อความรื่นเริงได้รับความนิยม และแพร่หลายมาก ในประเทศต่างๆ ทางยุโรปตะวันตก นอกเหนือไปจากเพลงโบสถ์ (Church music) ซึ่งเพลงทั้งสองประเภทนี้มีลักษณะต่างกันคือเพลงโบสถ์ซึ่งมีหลักฐานมาก่อน มีลักษณะเป็นเพลงร้องเสียงเดียวมักไม่มีดนตรีประกอบไม่มีอัตราจังหวะ ร้องเป็นภาษาละตินมีช่วงกว้างของทำนองจำกัด บันทึกเป็นภาษาตัวโน้ตที่เรียกว่า Neumatic notation เพลงคฤหัสถ์หรือเพลงที่ชาวบ้านร้องเล่นกันนอกวัด มีลักษณะเป็นเพลงร้องเสียงเดียวที่มักจะมีดนตรีเล่นประกอบเป็นเพลง ที่มีอัตราจังหวะปกติมักเป็นในจังหวะ 3/4 มีจังหวะสม่ำเสมอเป็นรูปแบบซ้ำทวน ทำนองเป็นตอนๆ มีตอนที่เล่นซ้ำ
ส่วนตอนปลายสมัยกลางคือราว ค.ศ. 1100-1400 นั้น ลักษณะของดนตรีเปลี่ยนแปลงพัฒนาไป คือในช่วงเวลาประมาณ 300 ปี ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 12-14 ดนตรีในวัดมีรูปแบบเปลี่ยนไปจากตอนต้นของสมัยกลาง กล่าวคือ ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 9 เป็นต้นมา เพลงแชนท์ ซึ่งรู้จักกันในนามของเกรเกอเลียน แชนท์ (Gregorian Chant) ได้รับการพัฒนามาเป็นรูปของการขับร้องแบบสอดประสานหรือ โพลีโฟนี (Polyphony) จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 13 ลักษณะของเพลงที่สำคัญในสมัยนี้ คือ ออร์แกนนั่ม (Organum) คือ การร้องในลักษณะของการร้องประสานเสียงสองแนว โดยใช้ระยะขั้นคู่เสียงคู่สี่เป็นหลักและเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกัน ระยะต่อมาการเคลื่อนที่เริ่มไม่จำกัดทิศทาง และท้ายที่สุดมีออร์แกนนั่มแบบเสียงที่สอง (เสียงต่ำ) ร้องโน้ตยาวๆ เพียง 1 ตัว ในขณะที่เสียงหนึ่ง (เสียงสูง) ร้องโน้ต 5-10 ตัวเนื่องจากออร์แกนนั่มเป็นเพลงที่พัฒนามาจากดนตรีในวัด หรือเพลงโบสถ์จึงเป็นเพลงที่ไม่มีอัตราจังหวะในระยะแรกต่อมา จึงเริ่มมีลักษณะของอัตราจังหวะ กล่าวได้ว่าในช่วงเวลานี้สิ่งสำคัญเกิดขึ้น คือการร้องแบบสองทำนองเริ่มเกิดขึ้น แล้วอย่างเด่นชัด เป็นลักษณะของการสอดประสาน
4. สมัยรีเนซองส์ (The Renaissance) (ค.ศ. 1450 – 1600) 
ลักษณะของดนตรีในสมัยรีเนซองส์ นี้ยังคงมีรูปแบบคล้ายในสมัยศิลป์ใหม่ แต่ได้มีการปรับปรุงพัฒนารูปแบบมากขึ้น ลักษณะการสอดประสานทำนอง ยังคงเป็นลักษณะเด่น เพลงร้องยังคงนิยมกัน แต่เพลงบรรเลงเริ่มมีบทบาทมากขึ้น ในช่วงศตวรรษที่ 15 และ 16 รูปแบบของดนตรีมีความแตกต่างกันดังนี้
ในศตวรรษที่ 15 ประชาชนทั่วไปได้หลุดพ้นจากการปกครองระบอบศักดินา (Feudalism) มนุษยนิยม (Humanism) ได้กลายเป็นลัทธิสำคัญทางปรัชญา ศิลปินผู้มีชื่อเสียง คือ ลอเร็นโซ กิแบร์ตี โดนาเต็ลโล เลโอนาร์โด ดา วินชิ ฯลฯ เพลงมักจะมี 3 แนว โดยแนวบนสุดจะมีลักษณะน่าสนใจกว่าแนวอื่นๆ เพลงที่ประกอบด้วยเสียง 4 แนว ในลักษณะของโซปราโน อัลโต เทเนอร์ เบส เริ่มนิยมประพันธ์กัน ซึ่งเป็นรากฐานของการประสานเสียง 4 แนว ในสมัยต่อๆ มา เพลงโบสถ์จำพวกแมสซึ่งพัฒนามาจากแชนท์มีการประพันธ์กันเช่นเดียวกับในสมัยกลาง เพลงโมเต็ตยังมีรูปแบบคล้ายสมัยศิลป์ใหม่ ในระยะนี้เพลงคฤหัสถ์เริ่มมีการสอดประสานเกิดขึ้น คือ เพลงประเภทซังซอง แบบสอดประสาน (Polyphonic chanson) ซึ่งมีแนวทำนองเด่น 1 แนว และมีแนวอื่นสอดประสานแบบล้อกัน (Imitative style) ซึ่งมีแนวโน้มเป็นลักษณะของการใส่เสียงประสาน (Homophony) ลักษณะล้อกันแบบนี้เป็นลักษณะสำคัญของเพลงในสมัยนี้ นอกจากนี้มีการนำรูปแบบของโมเต็ตมาประพันธ์เป็นเพลงแมส และการนำหลักของแคนนอนมาใช้ในเพลงแมสด้วย
ในศตวรรษที่ 16 นี้ เพลงร้องแบบสอดประสานทำนองพัฒนาจนมีความสมบูรณ์แบบเพลงร้องยังคงเป็นลักษณะเด่น แต่เพลงบรรเลงก็เริ่มนิยมกันมากขึ้น เพลงโบสถ์ยังมีอิทธิพลจากเพลงโบสถ์ของโรมัน แต่ก็มีเพลงโบสถ์ของนิกายโปรแตสแตนท์เกิดขึ้น การประสานเสียงเริ่มมีหลักเกณฑ์มากขึ้น การใช้การประสานเสียงสลับกับการล้อกันของทำนองเป็นลักษณะหนึ่งของเพลงในสมัยนี้ การแต่งเพลงแมส และโมเต็ต นำหลักของการล้อกันของทำนองมาใช้แต่เป็นแบบฟิวก์ (Fugue) ซึ่งพัฒนามาจากแคนนอน คือ การล้อของทำนองที่มีการแบ่งเป็นส่วนๆ ที่สลับซับซ้อน มีหลักเกณฑ์มากขึ้น ในสมัยนี้มีการปฏิวัติทางดนตรีเกิดขึ้นในเยอรมัน ซึ่งเป็นเรื่องของความขัดแย้งทางศาสนากับพวกโรมันแคธอลิก จึงมีการแต่งเพลงขึ้นมาใหม่โดยใช้กฏเกณฑ์ใหม่ด้วยเพลง ที่เกิดขึ้นมาใหม่เป็นเพลงสวดที่เรียกว่า “โคราล” (Chorale) ซึ่งเป็นเพลงที่นำมาจากแชนท์แต่ใส่อัตราจังหวะเข้าไป นอกจากนี้ยังเป็นเพลงที่นำมาจากเพลงคฤหัสถ์โดย ใส่เนื้อเป็นเรื่องศาสนา และเป็นเพลงที่แต่งขึ้นใหม่ด้วย เพลงในสมัยนี้เริ่มมีอัตราจังหวะแน่นอน เพลงคฤหัสถ์มีการพัฒนาทั้งใช้ผู้ร้อง และการบรรเลง กล่าวได้ว่าดนตรีในศตวรรษนี้มีรูปแบบ ใหม่ๆ เกิดขึ้น และหลักการต่างๆ มีแบบแผนมากขึ้น
ในสมัยนี้มนุษย์เริ่มเห็นความสำคัญของดนตรีมาก โดยถือว่าดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต นอกจากจะให้ดนตรีในศาสนาสืบเนื่องมาจากสมัยกลาง (Middle Ages) แล้วยังต้องการดนตรีของคฤหัสถ์ (Secular Music) เพื่อพักผ่อนในยามว่าง เพราะฉะนั้นในสมัยนี้ดนตรีของคฤหัสถ์ (Secular Music) และดนตรีศาสนา (Sacred Music) มีความสำคัญเท่ากัน
5. สมัยบาโรก (The Baroque Age) (ค.ศ. 1600 -1750) 
เริ่มตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 และมาสิ้นสุดลงราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็นเวลาร่วม 150 ปี เนื่องจากสมัยบาโรกเป็นสมัยที่ยาวนานรูปแบบของเพลง จึงมีการเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาอย่างไรก็ตาม รูปแบบของเพลงที่สามารถกล่าวได้ว่าเป็นลักษณะเด่นที่สุดของดนตรี
บาโรกได้ปรากฏในบทประพันธ์ของ เจ.เอส.บาค และยอร์ช ฟริเดริค เฮนเดล ซึ่งคีตกวีทั้งสองนี้ได้แต่งขึ้นในช่วงเวลาครึ่งแรกของศตวรรษที่ 18 ในตอนต้นสมัยบาโรก คีตกวีส่วนมากได้เลิกนิยมสไตล์โพลี่โฟนี (Polyphony) ในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา ซึ่งแนวขับร้องแต่ละแนวในบทเพลงต่างมีความสำคัญทัดเทียมกัน และหันมาสนใจสไตล์โมโนดี (Monody) ซึ่งในบทเพลงจะมีแนวขับร้องเพียงแนวเดียวดำเนินทำนอง และมีแนวสำคัญที่เรียกในภาษาอิตาเลี่ยนว่า “เบสโซคอนตินิวโอ (Basso Continuo)” ทำหน้าที่เสียงคลอเคลื่อนที่ตลอดเวลาประกอบ ทำให้เกิดคอร์ดขึ้นมา อย่างไรก็ตามคีตกวีรุ่นต่อมาก็มิได้เลิกสไตล์โฟลี่โฟนีเสียเลยทีเดียว หากยังให้ไปปรากฏในดนตรีคีย์บอร์ดในแบบแผนของฟิวก์ (Fugue) ออร์แกนโคราล (Organchorale) ตลอดจนทอคคาตา (Toccata) ซึ่งแต่งโดยใช้เทคนิค เคาน์เตอร์พอยท์ (Counterpoint)
ส่วนดนตรีศาสนาในแบบแผนต่างๆ เช่น ออราทอริโอ แมส พาสชัน คันตาตา ในศาสนา (Church Cantata) คีตกวีก็นิยมแต่งกันไว้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “แมสใน บี ไมเนอร์” ของ เจ.เอส. บาค และออราทอริโอ เรื่อง “The Messiah” ของเฮนเดล จัดได้ว่าเป็นดนตรีศาสนาที่เด่นที่สุดของสมัยนี้
ลักษณะสำคัญอีกอย่างหนึ่งของดนตรีสมัยบาโรกคือ การทำให้เกิด “ความตัดกัน” (Contrasting) เช่น ในด้าน ความเร็ว – ความช้า ความดัง – ความค่อย การบรรเลงเดี่ยว – การบรรเลงร่วมกัน วิธีเหล่านี้พบในงานประเภท ตริโอโซนาตา (Trio Sonata) คอนแชร์โต กรอซโซ (Concerto Grosso) ซิมโฟเนีย (Simphonia) และคันตาตา (Cantata) ตลอดสมัยนี้คีตกวีมิได้เขียนบทบรรเลงส่วนใหญ่ของเขาขึ้นอย่างครบบริบูรณ์ ทั้งนี้เพราะเขาต้องการให้ผู้บรรเลงมีโอกาสแสดงความสามารถการเล่น โดยอาศัยคีตปฏิภาณหรือการด้นสด (Improvisation) และการประดิษฐ์เม็ดพราย (Ornamentation) ในแนวของตนเอง
นอกจากนี้ ในสมัยบาโรกนี้การบันทึกตัวโน้ตได้รับการพัฒนามา จนเป็นลักษณะการบันทึกตัวโน้ตที่ใช้ในปัจจุบัน คือการใช้บรรทัด 5 เส้น การใช้กุญแจซอล (G Clef) กุญแจฟา (F Clef) กุญแจอัลโต และกุญแจเทเนอร์ (C Clef) มีการใช้สัญลักษณ์ตัวโน้ต และตัวหยุดแทนความยาวของจังหวะ และตำแหน่งของตัวโน้ตบรรทัด 5 เส้น แทนระดับเสียงและยังมีตัวเลขบอกอัตราจังหวะมีเส้นกั้นห้อง และสัญลักษณ์อื่นๆ เพื่อใช้บันทึกลักษณะของเสียงดนตรี
6. สมัยคลาสสิก (The Classical Period) (ค.ศ. 1750 -1820) 
ดนตรีในสมัยคลาสสิกมีลักษณะเฉพาะคือมี โครงสร้าง (Structure) ที่ชัดเจนขึ้น การค้นหาความอิสระในด้านวิชาการ ลักษณะของดนตรีในสมัยคลาสสิกที่เปลี่ยนไปจากสมัยบาโรกที่เห็นได้ชัด คือ การไม่นิยมการสอดประสานของทำนองที่เรียกว่าเคาน์เตอร์พอยท์ (Counterpoint) หันมานิยมการเน้นทำนอง หลักเพียงทำนองเดียวโดยมีแนวเสียงอื่นประสานให้ทำนองไพเราะขึ้น คือการใส่เสียงประสาน ลักษณะของบาสโซ คอนตินูโอเลิกใช้ไปพร้อมๆ กับการสร้างสรรค์แบบอิมโพรไวเซชั่น (Improvisation) ผู้ประพันธ์นิยมเขียนโน้ตทุกแนวไว้ ไม่มีการปล่อยว่างให้ผู้บรรเลงแต่งเติมเอง ลักษณะของบทเพลงก็เปลี่ยนไปเช่นกัน
ศูนย์กลางของสมัยคลาสสิกตอนต้นคือเมืองแมนฮีม และกรุงเวียนนาโรงเรียนแมนฮีมจัดตั้งขึ้นโดย Johann Stamitz ซึ่งเป็นนักไวโอลิน และเป็นผู้ควบคุม Concert ของ The Mannheim orchestra เขาเป็นผู้พัฒนาสไตล์ใหม่ของการประพันธ์ดนตรี (Composition) และ การเรียบเรียงสำหรับวงออร์เคสตรา (Orchestration) และยังพัฒนา The sonata principle in 1st movement of symphonies, second theme of Stamitz ตรงกันข้ามกับ 1st theme ซึ่ง Dramatic, striking หรือ Incisive (เชือดเฉือน) เขามักเพิ่มการแสดงออกที่เป็นท่วงทำนองเพลงนำไปสู่บทเพลงในซิมโฟนี การเปลี่ยนความดัง - ค่อย (Dynamic) อย่างฉับพลันในช่วงสั้นๆ ได้รับการแสดงครั้งแรกโดย Manheim orchestra เขายังขยาย Movement scheme of symphony จากเร็ว-ช้า-เร็ว เป็น เร็ว – ช้า – minuet – เร็ว (minuet คือดนตรีบรรเลงเพื่อการเต้นรำคู่ในจังหวะช้า 3 จังหวะ ) ใช้ครั้งแรกโดย GM Monn แบบแผนนี้กลายเป็นมาตรฐานในซิมโฟนีและ สตริงควอเตท (String quartet )
สมัยคลาสสิกนี้จัดได้ว่าเป็นสมัยที่มีการสร้างกฎเกณฑ์รูปแบบในทุกๆ อย่างเกี่ยวกับการประพันธ์เพลงซึ่งในสมัยต่อๆ มาได้นำรูปแบบในสมัยนี้มาใช้และพัฒนาให้ลึกซึ้งหรือแปรเปลี่ยนไป เพลงในสมัยนี้เป็นดนตรีบริสุทธิ์ส่วนใหญ่ กล่าวคือ เพลงที่ประพันธ์ขึ้นมาเป็นเพลงซึ่งแสดงออกถึงลักษณะของดนตรีแท้ๆ มิได้มีลักษณะเป็นเพลง เพื่อบรรยายถึงเหตุการณ์หรือเรื่องราวใดๆ ซึ่งเป็นลักษณะที่มีกฎเกณฑ์ ไม่มีการใส่หรือแสดงอารมณ์ของผู้ประพันธ์ลงในบทเพลงมากนัก ลักษณะของเสียงที่ดัง - ค่อย ค่อยๆ ดัง และค่อยๆ เบาลง
7. สมัยโรแมนติก (The Romantic Period) (ค.ศ. 1820 – 1900) 
สมัยโรแมนติกเริ่มต้นขึ้นในตอนต้นของศตวรรษที่ 19 แต่รูปแบบของดนตรีโรแมนติกเริ่มเป็นรูปแบบขึ้น ในตอนปลายของศตวรรษที่ 18 แล้วโดยมีเบโธเฟนเป็นผู้นำ และเป็นรูปแบบของเพลงที่ยังคงพบเห็นแม้ในศตวรรษที่ 20 นี้ สมัยนี้เป็นดนตรีที่แสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึกของ ผู้ประพันธ์อย่างมาก ผู้ประพันธ์เพลงในสมัยนี้ไม่ได้แต่งเพลงให้กับเจ้านายของตนดังในสมัยก่อนๆ ผู้ประพันธ์เพลงแต่งเพลงตามใจชอบของตน และขายต้นฉบับให้กับสำนักพิมพ์เป็นส่วนใหญ่ ลักษณะดนตรีจึงเป็นลักษณะของผู้ประพันธ์เอง
ลักษณะทั่วๆ ไปของการดนตรีในสมัยโรแมนติก มีดังนี้
(1) คีตกวีสมัยนี้มีความคิดเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น สามารถแสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิด อย่างมีอิสระ ไม่จำเป็นต้องสร้างความงามตามแบบแผนวิธีการ และไม่ต้องอยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้ใดทั้งนี้ เพราะเขาไม่ได้อยู่ในความอุปถัมภ์ของโบสถ์ เจ้านาย และขุนนางเช่นคีตกวีสมัยคลาสสิกอีกต่อไป
(2) ใช้อารมณ์ และจินตนาการเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงาน
(3) ลักษณะที่เปลี่ยนไปอยู่ภายใต้อิทธิพลของ “ลัทธิชาตินิยม” (Nationalism)
(4) ลักษณะที่ยังคงอยู่ภายใต้อิทธิพลของ “ลัทธินิยมเยอรมัน” (Germanism)
(5) ลักษณะภายในองค์ประกอบของดนตรีโดยตรง
5.1) ทำนอง ลีลาและบรรยากาศของทำนองเน้นความรู้สึก และอารมณ์ของบุคคลมากขึ้นมีแนวเหมือนแนวสำหรับขับร้องมากขึ้น และความยาวของวลี (Phrase) ก็เปลี่ยนแปลงไปโดยไม่จำกัด
5.2) การประสานเสียง โครงสร้างของคอร์ดและลำดับการใช้คอร์ด มีเสรีภาพมากขึ้นการใช้คอร์ด 7 คอร์ด 9 อย่างมีอิสระ และการย้ายบันไดเสียงแบบโครมาติค (Chromatic Modulation) มีบทบาทที่สำคัญ
5.3) ความสำคัญของเสียงหลัก (Tonality) หรือในคีย์ยังคงมีอยู่ แต่เริ่มคลุมเครือหรือเลือนลางไปบ้าง เนื่องจากบางครั้งมีการเปลี่ยนบันไดเสียงออกไปใช้บันไดเสียง ที่เป็นญาติห่างไกลบ้าง หรือ Chromatic Modulation
5.4) พื้นผิว ในสมัยนี้โฮโมโฟนียังคงมีความสำคัญมากกว่าเคาน์เตอร์พอยท์
5.5) ความดังเบาของเสียง (Dynamics) ในสมัยนี้ได้รับการเน้นให้ชัดเจนทั้งความดัง และความเบาจนเป็นจุดเด่นจุดหนึ่ง
8. สมัยอิมเพรสชันนิสติค (The Impressionistic Period) (ค.ศ. 1890 – 1910)
ในตอนปลายของศตวรรษที่ 19 จนถึงตอนต้นของศตวรรษที่ 20 (1890-1910) ซึ่งอยู่ในช่วงของสมัยโรแมนติก ได้มีดนตรีที่ได้รับการพัฒนาขึ้นโดย คลอด เดอบุสชี (Claude, Debussy) ผู้ประพันธ์เพลงชาวฝรั่งเศส ดนตรีอิมเพรสชั่นนิสติกก่อให้เกิดความประทับใจ และแตกต่าง จากดนตรีโรแมนติกซึ่งก่อให้เกิดความสะเทือนอารมณ์ ลักษณะทั่วๆไปของดนตรีอิมเพรสชั่นนิสติค เต็มไปด้วยจินตนาการที่เฟื่องฝัน อารมณ์ที่ล่องลอยอย่างสงบ และความนิ่มนวลละมุนละไม ส่วนในด้านเทคนิคดนตรีอิมเพรสชั่นนิสติค ได้เปลี่ยนแปลงบันไดเสียงเสียใหม่แทนที่จะเป็นแบบเดียโทนิค (Diatonic) ซึ่งมี 7 เสียงอย่างเพลงทั่วไป
กลับเป็นบันไดเสียงที่มี 6 เสียง (ซึ่งระยะห่างหนึ่งเสียงเต็มตลอด) เรียกว่า “โฮลโทนสเกล” (Whole – tone Scale) นอกจากนี้คอร์ดทุกคอร์ดยังเคลื่อนไปเป็นคู่ขนานที่เรียกว่า “Gliding Chords” และส่วนใหญ่ของบทเพลงจะใช้ลีลาที่เรียบ และนุ่มนวล เนื่องจากลักษณะของบันไดเสียงแบบเสียงเต็มนี้เองบางครั้งทำให้เพลงในสมัยนี้ มีลักษณะลึกลับไม่กระจ่างชัด ลักษณะของความรู้สึกที่ได้ จากเพลงประเภทนี้จะเป็นลักษณะของความรู้สึก “คล้าย ๆ ว่าจะเป็น…” หรือ“คล้าย ๆ ว่าจะเหมือน…” มากกว่าจะเป็นความรู้สึกที่แน่ชัดลงไปว่าเป็นอะไร
9. สมัยศตวรรษที่20 – ปัจจุบัน (The Twentieth Century) (ค.ศ. 1900 – ปัจจุบัน)
ในยุคสมัยนี้ มีความเจริญทางด้านการค้าความเจริญทางด้านเทคโนโลยี ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ การขนส่ง การสื่อสาร คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ทำให้แนวความคิดทัศนคติของมนุษย์เราเปลี่ยนแปลงไป และแตกต่างจากแนวคิดของคนในสมัยก่อนๆ จึงส่งผลให้ดนตรีมีการพัฒนาเกิดขึ้นหลายรูปแบบ คีตกวีทั้งหลายต่างก็ได้พยายามคิดวิธีการแต่งเพลง การสร้างเสียงใหม่ๆ รวมถึงรูปแบบการบรรเลงดนตรี ความเปลี่ยนแปลงในทางดนตรีของคีตกวีในศตวรรษ คือ คีตกวีมีความคิดที่จะทดลองสิ่งใหม่ๆ แสวงหาทฤษฎีใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อรองรับความคิดสร้างสรรค์กับสิ่งใหม่ๆ ให้กับตัวเอง ดนตรีในศตวรรษที่ 20 นี้ กล่าวได้ว่าเป็นลักษณะของดนตรีที่มีหลายรูปแบบนอกจากนี้ยังมีการใช้บันไดเสียงมากกว่า 1 บันไดเสียงในขณะเดียวกันที่เรียกว่า “โพลีโทนาลิตี้” (Polytonality) ในขณะที่การใช้บันไดเสียงแบบ 12 เสียง ที่เรียกว่า “อโทนาลิตี้” (Atonality) เพลงจำพวกนี้ยังคงใช้เครื่องดนตรีที่มีมาแต่เดิมเป็นหลักในการบรรเลง
ดนตรีในศตวรรษที่ 20 นี้ไม่อาจที่จะคาดคะเนได้มากนัก เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตามความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี การเลื่อนไหลทางวัฒนธรรม คนในโลกเริ่มใกล้ชิดกันมากขึ้น (Globalization) โดยใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรืออินเตอร์เน็ต (Internet) ในส่วนขององค์ประกอบทางดนตรีในศตวรรษนี้มีความซับซ้อนมากขึ้น มาตรฐานของรูปแบบที่ใช้ในการประพันธ์และการทำเสียงประสานโดยยึดแบบแผนมาจากสมัยคลาสสิก ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและสร้างทฤษฎีขึ้นมาใหม่เพื่อรองรับดนตรีอีกลักษณะคือ บทเพลงที่ประพันธ์ขึ้นมา เพื่อบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเสียงเกิดขึ้นจากคลื่นความถี่จากเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic) ส่งผลให้บทเพลงมีสีสันของเสียงแตกต่างออกไปจากเสียงเครื่องดนตรีประเภทธรรมชาติ (Acoustic) ที่มีอยู่ อย่างไรก็ตาม การจัดโครงสร้างของดนตรียังคงเน้นที่องค์ประกอบหลัก 4 ประการ เหมือนเดิม กล่าวคือระดับเสียงความดังค่อยของเสียง ความสั้นยาวของโน้ต และสีสันของเสียง
ประวัติดนตรีตะวันออก
เอเซียตะวันออก
วัฒนธรรมทางดนตรีของเอเชียตะวันออก มีบทบาทสำคัญใน ภูมิภาคแถบเอเซีย ซึ่งจะประกอบด้วย ประเทศจีนตอนกลาง ประเทศมองโกเลีย แมนจูเรีย และเกาหลีซึ่งอยู่ทางตอนเหนือญี่ปุ่นทางตะวันออก และทิเบตทางตอนใต้โดยวัฒนธรรมของเอเซียตะวันออกยังแพร่ขยายไปยังบางส่วนในเอเซียตะวันออก

แผนที่ทวีปเอเชีย |
ทฤษฎีและแหล่งที่มา
จากแหล่งที่มาของหลักฐานโบราณเกี่ยวกับดนตรีเอเซียตะวันออก พบว่าดนตรีที่รุ่งเรืองในสมัยโบราณนั้นมีความสัมพันธ์กับเสียง ตัวเลข วิทยาศาสตร์ และวงจรของเวลาที่เกี่ยวกับระบบเสียงโดยมีจินตนาการเป็นองค์ประกอบ Pentatonic Scales ที่พบในเอเซียตะวันออกจะสัมพันธ์กันกับ 5 องค์ประกอบหรือ 5 ทิศทาง และเสียง 12 เสียงหลัก สัมพันธ์กับเดือน ชั่วโมง ระยะต่างๆของดวงจันทร์นักวิชาการในศตวรรตที่ 20 พยายามจะจัดระบบดนตรีเหล่านี้ให้เป็นระบบทฤษฎี และจากนั้นเป็นต้นมา นักวิชาการ และคนสมัยใหม่ต่างยอมรับในความสัมพันธ์ของดนตรีกับปรัชญาตามความเชื่อโบราณมากขึ้น
การถ่ายทอด
ระบบการเรียนการสอนดนตรีในแถบตะวันออกไม่เน้นการสอนทฤษฎี แต่เน้นระบบการท่องจำที่ต้องการให้ผู้เรียนสำรวมความคิดอยู่ที่เสียง ของเครื่องดนตรี และทักษะการบรรเลงเครื่องดนตรีโดยตรงจึงไม่มีการใช้การบันทึกโน้ตดนตรีในการเรียนการสอน นอกจากใช้เพียง เพื่อเป็นการบันทึกเตือนความจำเพียงคร่าวๆของสิ่งที่เรียนตัวต่อตัวไปแล้ว ในการเรียนการสอนระบบนี้ประกอบด้วยการสอน ที่เรียกว่า Mnemonics คือ การเลียนเสียงเครื่องดนตรีนั้นๆในการสอน และในลักษณะนี้จึงไม่จำเป็นต้องใช้โน้ตดนตรี รวมทั้งครูยังสามารถสอยได้ง่ายขึ้นโดยลูกศิษย์ไม่ต้องพะวงกับการอ่านโน้ต และครุสามารถควบคุมการเล่นได้อย่างละเอียด ในลักษณะนี้ครูสามารถควบคุมการเล่นของลูกศิษย์จนกว่า จะมีความชำนาญจนถึงระดับที่ออกแสดงได้อย่างมีศิลปะ และครูสามารถควบคุมให้การเล่นของลูกศิษย์เป็นไปตามลักษณะของดั่งเดิม และถ่ายทอดดนตรีนั้นๆได้ถูกต้องตามความหมายที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ เพราะสมัยก่อนไม่มีการใช้เครื่องบันทึกเสียง เพื่อช่วงในการเรียนการสอนเช่นในปัจจุบัน
ดนตรีของประเทศจีน 
เสียงดนตรีของจีนคิดขึ้นมาอย่างมีระบบด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ สอดคล้องกับธรรมชาติและปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง เสียงดนตรีของจีนเกิดขึ้นมาจากเสียงพื้นฐานเพียง 1 เสียง เกิดจากการเป่าลมผ่านท่อไม้ไผ่ 1 ฟอน (ใบ) เสียงอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น มาจากการตัดไม้ไผ่ด้วยความยาวต่าง ๆ กัน โดยใช้ระบบการวัดที่มีอัตราส่วนแน่นอนเหมือนกับสูตรทางคณิตศาสตร์ จากเสียงพื้นฐานเพียง 1 เสียง จะนำไปสร้างให้เกิดเสียงต่าง ๆ อีกจนครบ 12 เสียง หรือ 12 ใบ นักวิชาการทางดนตรีเชื่อว่า เสียงทั้ง 12 เสียงของจีนที่เกิดขึ้นมานั้น มีความเกี่ยวพันกับราศี 12 ราศี เดือน 12 เดือน ชั่วโมงของเวลากลางวันและกลางคืน รวมทั้งการแบ่งเพศชายและหญิงด้วย ระบบเสียง 5 เสียง ที่พบในดนตรีจีนถือสารเลือกเสียง 12 เสียงที่เกิดขึ้น นำไปจัดรูปแบบใหม่ให้เป็นบันไดเสียงที่ต้องการ เพื่อนำไปใช้สร้างเพลงต่าง ๆ ต่อไป
ชาวจีนแบ่งประเภทของเครื่องดนตรีตามลักษณะของวัสดุที่ใช้ทำเครื่องดนตรี นั้น ๆ แบ่งออกเป็น 8 พวก ดังนี้ 1. ไม้ 2. หนัง 3. ไม้ไผ่ 4. โลหะ 5. น้ำเต้า 6. หิน 7. ดิน 8. เส้นไหม
เครื่องดนตรีจำพวกโลหะ ได้แก่ ระฆัง และฆ้องชนิดต่าง ๆ เครื่องดนตรีจำพวกหิน ได้แก่ ระฆังราว เครื่องดนตรีจำพวกเส้นไหม เป็นเครื่องดนตรีที่มีสาย 7 สายใช้มือดีด เป็นเครื่องดนตรีชั้นสูง ใช้เฉพาะพวกขุนนาง และผู้มีการศึกษาสูง สามารถเพิ่มได้ทั้งแบบเดี่ยวและคลอประกอบการขับร้อง เครื่องดนตรีจำพวกไม้ไผ่ ได้แก่ ขลุ่ยชนิดต่าง ๆ ปี่แพนไพท์ เครื่องดนตรีเป็นก้อนจำพวกดิน ได้แก่ เครื่องเป่าเสียงเหมือนขลุ่ยที่สร้างมาจากดินเหนียว ขนาดพอดีกับฝ่ามือ ภายในเจาะให้เป็นโพรง เจาะรูปิด-เปิด ด้วยนิ้วมือเพื่อให้เกิดระดับเสียงดนตรี เครื่องดนตรีพวกน้ำเต้า ได้แก่ Sheng เป็นเครื่องดนตรีสำคัญในวงดนตรีจีน Sheng ประกอบด้วย ท่อไม้ 7 ท่อ ติดตั้งอยู่ในผลน้ำเต้าแห้ง ซึ่งจะใช้เป็นที่พักลม แต่ละท่อจะมีลิ้นฝังอยู่ พร้อมทั้งเจาะรูปิด-เปิดแต่ละท่อด้วย เวลาเล่นจะต้องเป่าลมผ่านผลน้ำเต้าแล้วให้ลมเปลี่ยนทิศทางด้วยท่อทั้ง 7 ท่อ เสียงของ Sheng จะคล้ายเสียงออร์แกนลมของดนตรีตะวันตก

ลักษณะวงดนตรีของประเทศจีน |
ดนตรีของประเทศญี่ปุ่น
หลังจากที่ประเทศญี่ปุ่นเปิดประเทศติดต่อกับโลกภายนอก เมื่อราวปี ค.ศ 1868 อิทธิพลของดนตรีภายนอกเช่น จีน เกาหลี อินเดีย และดนตรีตะวันตกได้เข้าไปมีอิทธิพลต่อดนตรีญี่ปุ่นทำให้ประเทศญี่ปุ่นมีการแบ่งดนตรีออกเป็นสามกลุ่มใหญ่ ๆ คือ ดนตรีดั้งเดิม ดนตรีคลาสสิกตะวันตก และดนตรีสมัยใหม่ การแสดงดนตรีและการแสดงประกอบดนตรีของญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมที่ควรทราบมีดังนี้
1. ดนตรีงากากุ (Gagaku) เป็นดนตรีที่บรรเลงในราชสำนัก มีความสง่างาม ขณะบรรเลงต้องนั่งตัวตรงจังหวะไม่กำหนดตายตัว นักดนตรีจะต้องฟังกันเองภายในวงเครื่องดนตรีที่ใช้มีทั้งเครื่องสายเครื่องลมไม้และเครื่องตีต่างๆ

ซามิเซ็น |
2. ละครบุนรากุ (Bunraku) เป็นการแสดงหุ่นประกอบดนตรีที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น ดนตรีที่ใช้บรรเลงประกอบการเล่นหุ่นเรียกว่า “กิดายุ” (Gidayu) วงดนตรีที่เล็กที่สุดจะประกอบด้วยผู้แสดง 2 คน คือนักร้อง 1 คน และผู้ดีด ซามิเซ็น 1 คน ซึ่งนักร้องในวงจะทำหน้าที่พากย์และร้องเพลงไปด้วย
3. ละครคาบูกิ (KABUKI) เป็นการแสดงละครเพื่อความสำราญ เดิมเล่นโดยหญิงบริการ ต่อมากำหนดให้ผู้ชายเล่นเท่านั้น เรื่องราวที่เล่นจะเกี่ยวกับเรื่องกึ่งประวัติศาสตร์และเรื่องราวของชีวิต ผู้คนในสมัยเอโด ( ปี ค.ศ. 1603 – 1868) เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงประกอบละครคาบูกิคือกลอง ขลุ่ย ซามิเซ็น และนักร้อง
4. ละครโนะ (NOH) เป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของญี่ปุ่น เกี่ยวข้องกับวรรณกรรมละคร การเต้นรำ และดนตรี เล่นเฉพาะในหมู่พวกซามูไร สังคมชั้นสูง เป็นละครที่มีแบบแผน ดนตรีที่ใช้ประกอบละครมีความสำคัญมาก มีทั้งการขับร้องเดี่ยว ขับร้องประสานเสียง และการบรรเลงดนตรีประกอบ ลักษณะของการบรรเลงดนตรีแบบมีจังหวะที่แน่นอนกับจังหวะที่ไม่แน่นอนพร้อม ๆ กันด้วยเครื่องดนตรีต่างชนิดกัน ทำให้เกิดรูปพรรณของดนตรีที่แปลกและน่าสนใจเครื่องดนตรีที่ใช้ในละครโนะมี เสียง 4ชิ้น คือ ขลุ่ยไม้ไผ่ 1 เลา สำหรับบรรเลงทำนองเพลง เครื่องดนตรีที่เหลือจะเป็นกลองชนิดต่างๆ 3 ชิ้นละครโนะ (NOH) เป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของญี่ปุ่น เกี่ยวข้องกับวรรณกรรมละคร การเต้นรำ และดนตรี เล่นเฉพาะในหมู่พวกซามูไร สังคมชั้นสูง เป็นละครที่มีแบบแผน ดนตรีที่ใช้ประกอบละครมีความสำคัญมาก มีทั้งการขับร้องเดี่ยว ขับร้องประสานเสียงและการบรรเลงดนตรีประกอบ ลักษณะของการบรรเลงดนตรีแบบมีจังหวะที่แน่นอนกับจังหวะที่ไม่แน่นอนพร้อม ๆ กันด้วยเครื่องดนตรีต่างชนิดกัน ทำให้เกิดรูปพรรณของดนตรีที่แปลก และน่าสนใจเครื่องดนตรีที่ใช้ในละครโนะมี เสียง 4ชิ้น คือ ขลุ่ยไม้ไผ่ 1 เลา สำหรับบรรเลงทำนองเพลง เครื่องดนตรีที่เหลือจะเป็นกลองชนิดต่างๆ 3 ชิ้น

ละครคาบูกิ |

โกโตะ |
ดนตรีของเวียดนาม  
วัฒนธรรมของประเทศเวียดนามได้ รับอิทธิพลจากจีนเป็นอย่างมาก และรวมถึงประเทศอินเดียด้วย ดังนี้ดนตรีเวียดนามจึงรวมลักษณะของดนตรีจีน และอินเดียบวกกับลักษณะดั่งเดิมของประเทศเป็นลักษณะดนตรีที่ค่อนข้างแตกต่าง จากจีน เกาหลี ญี่ปุ่นหรือ มองโกเลีย
นอกจากดนตรีดั่งเดิมดังกล่าวแล้ว ยังพบดนตรีของชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่บนภูเขาอีก ประมาณ 60 กลุ่ม ในช่วงศตวรรธที่1-10 ที่จีนมีอิทธิพลต่อเวียดนามมากขึ้น วัฒนธรรมจีนได้ครอบคลุมเวียดนามในทุกสาขา ทั้งปรัชญา ศาสนา ภาษา วรรณคดี ศิลปะ ถาปัตยกรรม และดนตรี พุทธศาสนาในเวียดนามเป็นนิกานมหายานเช่นเดียวกับในจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ภาษาที่ใช้สวดมนต์เป็นภาษาจีน-สันสกฤต การเต้นรำของเวียดนามเหมือนกับการเต้นรำในจีน ละคร Hat Boi ของเวียดนามเหมือนกับละครของจีนรวมทั้งดนตรีที่เล่นประกอบ เครื่องดนตรีหลายชิ้นยังใช้ชื้อจีนแต่เรียกเพี้ยนไปทางภาษาเวียดนาม เช่น ฉินของจีนเรียกเป็น ฉาบ เป็นต้น
นอกจากประเทศจีนแล้ว ประเทศอินเดียยังเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีอิทธิพลโดยตรงต่อเวียดนามข้างต้น แล้ว โดยการติดต่อกับเมืองจำปาของอินเดียแต่สมัยโบราณ ปัจจุบันยังมีกลองของอินเดียใช้อยู่ในเวียดนาม โดยใช้ชื่อของเวียดนามเอง ดนตรีเยดนามมีลักษณะของดนตรีอินเดียรวมอยุ่ด้วยที่ใช้การพัฒนา Mods มากในเพลง รวมไปถึงการ Improvise และการประดับประดาทำนอง นอกจากนั้นยังมีการใช้การเลียนเสียงกลองในการเรียนการสอนกลอง ซึ่งเป็นลักาณะเดียวกับที่พบในการเรียนการสอนกลองประเทศอินเดีย
เครื่องดนตรีบางชนิดก็ถูกค้นพบขึ้นโดยชาวเวียดนามเองเช่น ซึงสายเดียวเรียก Dan Bau ซึ่งสำหรับประกอบร้องชื่อ Dan Day and Coin Clappers โดยการเล่นที่ได้ดัดแปลงวิธีการเล่นสากล และโมด จากเสียงดนตรีของชาติอื่นๆใฟ้มาเป็นสำเนียงเวียดนาม ประวัติ ศาสตร์ทางดนดนตรีสามารถแบ่งได้เป็น 4 ช่วง เริ่มจากราชวงค์ดินห์ ค.ศ. 968-980 ในช่วงนี้ไม่มีการบันทึกหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับดนตรีที่เชื่อถือ ได้

Kim เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องดีด |

การขับร้องและบรรเลงดนตรีของชาวเวียดนาม |


|