<< Go Back

ปัจจัยสำคัญที่สร้างสรรค์งานดนตรี

จินตนาการของนักแต่งเพลง
           การแต่ง การประพันธ์บทเพลงแต่ละบทเพลงนั้น ผู้ประพันธ์แต่ละท่านจะมีความคิด เทคนิค จินตนาการ เพื่อให้เกิดความไพเราะของบทเพลง โดยอาจจะใช้สิ่งแวดล้อมต่างๆที่อยู่รอบตัวของผู้ประพันธ์หรือประสบการณ์ต่างๆของผู้ประพันธ์ เป็นแรงบันดาลใจในการแต่งบทเพลง
           นอกจากผู้ประพันธ์จะต้องมีจินตนาการในการสร้างสรรค์บทเพลงนั้นแล้ว ท่านผู้ประพันธ์จะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของทฤษฎีและการปฏิบัติดนตรีนั้นๆด้วย ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความไพเราะ ความถูกต้องตามหลักดุริยางคศาสตร์ และสามารถถ่ายทอดอารมณ์มาสู่ผู้ฟังให้เกิดความเข้าใจในบทเพลงนั้นๆได้ง่ายยิ่งขึ้น
ในการประพันธ์เพลงไทย จะมีลักษณะของการประพันธ์เป็น ๒ ส่วนคือ

1. เพลงที่ใช้บรรเลงอย่างเดียว

           เพลงประเภทนี้จะมีการบรรเลงโดยดนตรีล้วนๆ เช่น เพลงหน้าพาทย์   เพลงเรื่อง  เพลงโหมโรงเสภา
การประพันธ์เพลงประเภทนี้จะต้องอาศัยหลักของดุริยางคศาสตร์ในเรื่องของบันไดเสียง และสังคีตลักษณ์ต่างๆเข้ามาเป็นส่วนประกอบ เพื่อให้เกิดอรรถรสของเพลงตามอารมณ์ที่ผู้ประพันธ์ได้ตั้งใจไว้ ทั้งยังต้องมีความชำนาญในเรื่อง ทฤษฎีและการปฏิบัติดนตรีเป็นอย่างดีอีกด้วย  ดังตัวอย่างการประพันธ์เพลง  โหมโรงมหาราช ของท่านครูมนตรี ตราโมท ที่ท่านได้ประพันธ์ขึ้นในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) ทรงเจริญพระชนมพรรษา 5 รอบ 60 พรรษา เมื่อปีพุทธศักราช 2530 ซึ่งครูมนตรี ตราโมท ท่านได้นำเอาเพลงพระราชนิพนธ์ สายฝน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นแนวทางในการประพันธ์เพลง เพื่อให้เข้ากับโอกาสที่จะนำไปบรรเลงดังกล่าวด้วย ซึ่งเพลงโหมโรงมหาราชนี้ เป็นเพลงที่มีความไพเราะน่าฟัง มีลูกล้อลูกขัด ที่สนุกสนาน ทั้งในตอนท้ายท่านยังได้นำเพลงพระราชนิพนธ์สายฝน มาต่อท้ายเพลงโหมโรงมหาราช ซึ่งเป็นรูปแบบของการประพันธ์เพลงแบบใหม่ที่ท่านได้คิด ได้จินตนาการขึ้นในโอกาสดังกล่าว

2. เพลงที่มีบทขับร้องประกอบ

           เพลงประเภทนี้ จะได้แก่  เพลงระบำ   เพลงตับ เพลงเถา  เพลงละคร  ต่างๆ ซึ่งเพลงเหล่านี้จะมีโอกาสที่จะนำไปใช้บรรเลงแตกต่างกันออกไป ซึ่งการสร้างสรรค์เพลงไทยที่มีบทขับร้องประกอบนี้  ถ้าเป็นจำพวกเพลงเถา ที่มีอัตราจังหวะสามชั้น สองชั้น และชั้นเดียว ส่วนใหญ่แล้วการประพันธ์เพลงประเภทนี้จะนำเอาเพลงในอัตราจังหวะสองชั้น ที่มีอยู่ก่อนแล้วมาแต่งขยายเป็นสามชั้นและตัดลงเป็นชั้นเดียวโดยให้เพลงในแต่ละอัตราจังหวะมีความเป็นสอดคล้องกันไปตามท่วงทำนองเพลง ในการสร้างสรรค์บทขับร้องนั้น จะมีอยู่ 2 วิธีคือ
1) การนำบทขับร้องมาจากวรรณคดีเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่มีอารมณ์เข้ากับบทเพลง

           ในการสร้างสรรค์บทขับร้องประเภทนี้ ผู้ประพันธ์จะนำบทกลอนที่ได้ตัดทอนมาจากวรรณคดีเรื่องต่างๆ เช่น ขุนช้างขุนแผน อิเหนา รามเกียรติ์ มณีพิชัย พระอภัยมณี

ตัวอย่างบทขับร้องที่มาจากวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน

2) การสร้างสรรค์บทเพลงและบทขับร้องขึ้นใหม่ทั้งหมด

           ในการสร้างสรรค์บทเพลงและบทขับร้องประเภทนี้ ผู้ประพันธ์จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับหลักของ    ดุริยางคศาสตร์โดยเฉพาะเรื่องบันใดเสียง โดยที่จะสร้างบทร้องและทางร้องขึ้นมาก่อนหรือหลังบทเพลง    ก็ได้ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะนิยมสร้างขึ้นในภายหลังของทำนองเพลง ซึ่งในการประพันธ์คำร้องนั้นจะต้องอาศัยฉันทลักษณ์ของการประพันธ์คำประพันธ์ประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน แต่ที่นิยมนำมาประพันธ์เป็นบทขับร้องคือ กลอนแปด ซึ่งในการประพันธ์บทขับร้อง สามารถทำได้โดยแสดงเรื่องราวเป็นบทร้อยกรองที่มีความสัมพันธ์กัน มีลักษณะของฉันทลักษณ์ที่ถูกต้อง โดยสามารถจินตนาการในการประพันธ์ทำนองและบทขับร้อง ทั้งนี้จะต้องมีความเชื่อโยงและสอดคล้องทั้งทางเพลงและทางขับร้อง  ดังเช่นเพลง เขมรไทรโยค ซึ่งเป็นบทพระนิพนธ์ใน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ พระราชอนุชาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งโดยเสด็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสต้น ณ น้ำตกไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี 

           ในการประพันธ์เพลงจะต้องอาศัยการถ่ายทอดเรื่องราวความคิดของผู้ประพันธ์ลงไปในบทเพลงไม่ว่าจะเป็นความคิด ความรู้สึกต่างๆ เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจว่าผู้ประพันธ์ต้องการสื่อถึงเรื่องใด ซึ่งจะถ่ายทอดออกมาในลักษณะที่แตกต่างกันออกไปตามอารมณ์และความรู้สึก เช่น ความสุข ความเศร้าโศก พลัดพราก เหงา ดีใจ ตื่นเต้น เป็นต้น

ตัวอย่างบทเพลงที่แสดงถึงการถ่ายทอดเรื่องราวความคิดในบทเพลง

เพลงลาวดวงเดือน สองชั้น

           เพลงลาวดวงเดือน สองชั้น เป็นเพลงพระนิพนธ์ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม เดิมเพลงนี้ชื่อว่าเพลงลาวดำเนินเกวียน เนื่องจากระองคืทรงโปรดเพลงลาวดำเนินทรายของ พระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์) ได้แต่งทางดนตรีไว้ตามทางร้องแบบสักวา จึงทรงพระนิพนธ์เพลงที่มีสำเนียงลาวซึ่งมีทำนองไพเราะอ่อนหวาน คล้ายคลึงกับเพลงลาวดำเนินทราย ทรงตั้งชื่อให้ใหม่ว่าเพลงลาวดำเนินเกวียน แต่ในสมัยปัจจุบันนิยมเรียกว่าเพลงลาวดวงเดือน เพราะว่า บทขับร้องขึ้นต้นว่า โอ้ละหนอดวงเดือนเอย ซึ่งเป็นที่ติดหูแก่ผู้ฟัง จึงเรียกว่าเพลงลาวดวงเดือนแต่นั้นมา ซึ่งถือว่าเป็นเพลงไทยเดิมอมตะเพลงหนึ่ง ประวัติของเพลงลาวดวงเดือน มีอยู่ว่า พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดมได้เสด็จไปนครเชียงใหม่และเกิดชอบพอกับเจ้าหญิงชมชื่น พระธิดาองค์โตของเจ้าราชสัมพันธวงศ์และเจ้าหญิงคำย่น ณ ลำพูน ทรงให้ข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพ เป็นเถ้าแก่เจรจาสู้ขอแต่ได้ถูกทัดทาน จึงไม่มีโอกาสได้สมรสกัน ยังความผิดหวัง โศกเศร้าเสีย อาลัยลา ในเจ้าหญิงชมชื่นเป็นยิ่งนักและได้ทรงพระนิพนธ์เพลงนี้ขึ้นเมื่อใดที่ทรงระลึกนึกถึงเจ้าหญิงชมชื่น ก็จะทรงดนตรีเพลงลาวดำเนินเกวียน(ลาวดวงเดือน) หรือให้มหาดเล็กเล่นให้ฟังตลอดพระชนม์ชีพ

    << Go Back