1. ฝีมือด้านการเล่นเครื่องดนตรี ( Musical Skill)
แปลตรงตัวเลยครับ คือยิ่งเล่นเก่งยิ่งดีนั่นแหละ อันนี้ได้มาจากการ ซ้อมทักษะนี้ควบรวมถึงทุกอย่างที่คนที่เคยสอบเปียโนจะรู้จักครับ ทั้งทางหู ( Hearing ฟังแล้วเล่นเลย) ทางตา (Sight Reading อ่านโน้ตแล้วเล่นเล ) และทางกล้ามเนื้อ ( ขึ้นกับการซ้อมและความสม่ำเสมอในการเล่นและการท้าทายตนเองระหว่างเล่น )
2. ทักษะด้านการแสดง ( Perfomance Skill )
อันนี้เป็นทักษะที่ไม่มีสอนในบทเรียน อย่าลืมว่าคนฟังดนตรีทั่วไปนั้นไม่มีความรู้ทางดนตรีเท่าไหร่ครับ อาจจะลองจินตนาการว่าเราเล่นให้เด็กอนุบาลฟังก็เป็นได้ บางครั้งการเล่นโน้ตยากๆ คนฟังไม่รู้แต่ถ้าทำหน้าตาประกอบไปด้วย อันนี้รู้แน่นอน เช่นมือกีต้าร์แจ๊สบางคนต้องทำหน้าปวดอึเวลาโซโล่เป็นต้น นอกจากหน้าตาแล้วบางคนก็มีท่าทางที่ทำให้คนสื่อถึงจังหวะได้ชัดเจนขึ้น บางคนใช้ความนิ่งเป็น Performance ก็มีนะครับ นอกจากนั้น Performance Skill ยังควบรวมไปถึงการเล่นดนตรีในโน้ตที่ถูกต้องอย่างถูกกาลเทศะด้วย ไม่จำเป็นต้องเล่นยากมาก เพียงเล่นให้เข้าใจง่ายๆก็เพียงพอ แต่การออกเสียงทุกเสียงจากเครื่องดนตรีต้องมีคุณภาพและความมั่นใจ ผมอยากเสริมว่าถ้านักดนตรีคนนั้นๆเป็นคนทะลึ่ง จะทำให้ Performance ดีขึ้นอีกมากครับ
กลุ่มเพื่อนที่เล่นดนตรีด้วยกันนั้น ถ้าจะอยู่ได้อย่างสบายจะมีเส้นทางให้ก้าวไปได้สองทางที่ผมเห็นนะครับ เพราะ วงที่เล่นประจำนั้นส่วนใหญ่ได้เงินไม่มาก ยกเว้น House Band ที่เป็นวงหุ้นส่วนร้านอาจรวยได้แต่ก็มีจำนวนน้อยมากจึงไม่นับ ไม่ว่าวงการเพลงหรือเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร โลกก็ยังต้องการดนตรีครับนักดนตรีกลุ่มนี้จึงสามารถอยู่ได้ ในขณะที่ศิลปินหรือค่ายเพลงอาจอยู่ไม่ได้ และอายุไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อนักดนตรีบางประเภทด้วย เช่นนักดนตรีแจ๊สและคลาสสิคยิ่งแก่ยิ่งเก๋า เป็นต้น
1.เป็นนักดนตรี Back Up ศิลปินและนักดนตรีห้องอัด
นักดนตรีกลุ่มนี้ต้องทำงานอย่างมีความรับผิดชอบสูงทีเดียวเพราะเป็นการเล่นดนตรีเพื่อคนอื่น บางครั้งสัดส่วนของการเป็นศิลปินนั้นยังค่อยๆลดลงไปเรื่อยๆเช่นกัน คุณสมบัติของนักดนตรีที่ดีคือคุณสมบัติเดียวกับการเป็น Freelance ที่ดี นั่นคือความสามารถคงเส้นคงวา รู้จักคนเยอะ เข้ากับคนอื่นได้ดี มีความรับผิดชอบ ตรงต่อเวลา Add up Value ด้วยทักษะเฉพาะด้านที่ดี สิ่งที่ยากมากของการเป็นนักดนตรีที่ดีอยู่ที่การควบคุมความเป็นศิลปินในตนเองนั่นเอง
ตัวอย่างคือ อย่างน้อยการทำงานร่วมกับผู้อื่นในวงจะต้องทำลาย EGO ของตนลงหลายส่วนก่อนด้วยครับ ส่วนในด้านความสามารถบอกได้ว่าเก่งถึงระดับหนึ่งนั้น เพียงพอแล้วเพราะเพลงที่มีอยู่ในไทยทั้งหมดไม่ได้ต้องการความสามารถนักดนตรีระดับเทพขนาดนั้น แต่ต้องการความสามารถในการทำงานเป็นทีมมากกว่าและความสามารถนี้เป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าหายากที่สุดในหมู่นักดนตรี นั่นเพราะสังคมไทยที่มีความเข้าใจในหน้าที่ตนเองต่ำ เป็นเหตุนั่นเองครับ
สำหรับเส้นทางในการเป็นนักดนตรี back Up นั้นสามารถพัฒนาไปถึงการเป็น Producer หรือ Show Director/Manager ด้วยเช่นกัน เช่นเวลามีคอนเสิร์ตที่มีหลายช่วง ทาง Executive Producer อาจให้เงินนักดนตรีที่มีประสบการณ์มากๆคนหนึ่งมาบริหารเลือกเพลงสำหรับซ้อมและจ่ายเงินต่อให้นักดนตรีคนอื่นๆที่ตนจัดสรรมา และนักดนตรีห้องอัดจะต้องมีความเข้าใจในเรื่องอุปกรณ์อยู่บ้าง เป็นคนฟังเพลงเยอะและสามารถเล่นดนตรีเพื่อตอบโจทย์ศิลปินได้ในเวลาที่กำหนด มีความเข้าใจองค์ประกอบของเพลงในเครื่องดนตรีทุกชี้นครับ
เนื่องจากวงการดนตรีตกต่ำลงดังนั้นนักดนตรีห้องอัดอาจมีจำนวนลดลงก็เป็นได้เพราะ Model Business อาจมีวันที่จะถึงจุดที่ไม่คุ้มต่อการจ้างนักดนตรีมาอัดเพลงก็เป็นได้ แต่อย่างไรก็ตาม การโชว์ยังต้องมีอยู่ครับ
การพัฒนาสู่การเป็นนักดนตรีอาชีพสาขานี้
พัฒนาทักษะให้ถึงพร้อม โดยเฉพาะเรื่องทักษะทางการฟังแบบ Relative มีความเข้าใจในคอร์ดพื้นฐาน ฟังแล้วเล่นได้และการควบคุมลักษณะเสียงมืด-สว่าง ไม่ว่าจะเล่นเครื่องดนตรีชิ้นใดควรหัดเปียโนเล็กน้อยและอาจฝึก Percussion พอเข้าใจ ( นักดนตรีเก่งๆจะเล่นเปียโนเป็นกันแทบทุกคน เพราะมันเป็น Basic ในด้านความเข้าใจทาง Harmony ) หมั่นหาประสบการณ์ด้วยการไปดูนักดนตรีเล่นตามผับชื่อดัง มีความชอบและเข้าใจเพลงทุกแนว
การฝึกเข้าสังคมทั้งขณะเล่นโดยเล่นให้คนอื่นๆบนเวทีพอใจ และเข้าสังคมนักดนตรีนอกเวทีก็มีความสำคัญด้วยเช่นกัน ควรมีความอ่อนน้อมถ่อมตนเพราะอย่างไรเราก็ไม่ได้เก่งที่สุดในโลก ไม่เกี่ยงงานได้เงินเยอะหรือน้อยถ้ามีเวลาควรไปฝึกฝนหาประสบการณ์บนเวทีจริงบ่อยๆ หลีกเลี่ยงเรื่องทางการเมืองของวงการ ( ซึ่งมีทุกวงการ ) เราใช้ฝีมือและลอยตัว เล่นกับทุกคนที่ได้เงินและแฮปปี้จะดีกว่าครับ
นักดนตรีในกลุ่มนี้มักจะอยู่กันอย่างเป็นอิสระ ไม่ได้จับกันเป็นวง หรืออาจจับเป็นกลุ่มหลวมๆ แต่ละคนควรมีแนวทางของตนเองชัดเจนครับ เช่นมือกลองบางคนตีน้อยแต่ชัดและมีสำเนียงต่างประเทศ (เน ลิปตา) บางคนตีรายละเอียดเยอะฟังแล้วเพลงมีลูกเล่นสนุกดี (เอ็ดดี้ เจ็ทเซ็ทเตอร์) บางคนตีมีวิธีคิดในเรื่อง Dynamics ที่น่าสนใจ ( เล็ก ไอเฮียร์ ) บางคนตีออกร็อคดี บางคนตี all round เพลงเก่าและลูกทุ่งดี ( เกียวปิ ไอเฮียร์ ) บางคนตีงาน Unplug ดี (โท เวเคชั่น) เป็นต้น มือคีย์บอร์ดเองก็มีสไตล์ของแต่ละคน อย่างผมจะเป็นสายมือเปียโนเล่นแน่นที่วงน้อยชิ้นชอบ หรือคุณ กุ๊ก จะเป็นสาย Syn แต่อย่างน้อยทุกคนก็สามารถแทนกันได้หมดเพราะเบสิคพร้อม เวลาเล่นก็จะสนุกเพราะได้เล่นที่ใหม่ๆ กับศิลปินใหม่ๆ สะสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆ
รายได้ของนักดนตรีในกลุ่มนี้
ผมเป็นนักดนตรีในกลุ่มนี้อยู่บ้าง โดยรับงานไม่ได้ Full Time นักเพราะว่ามีงานของ TiGERiDEA ด้วยนั่นเอง แต่ถ้าพิจารณาเพื่อนๆ ผมทุกคนที่เป็นนักดนตรีอาชีพในกลุ่มนี้ถือว่ารายได้ดีมากอยู่แล้วครับ โดยเฉพาะช่วง High Season ปลายปีนั้นรายได้เดือนละมากกว่าแสนทีเดียว ผมยกตัวอย่าง คอนเสิร์ตใหญ่ 1 คอนเสิร์ตนั้น นักดนตรีจะได้เงินประมาณไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท ในขณะที่ Event ย่อยๆจะได้ประมาณ 5000 บาท และงานออกต่างจังหวัด จะ + ไปอีกประมาณ 30% และทุกงานที่เป็นศิลปินดังรับเงินเร็วทั้งหมด เพื่อนๆรับถึง 3 คอนเสิร์ตใหญ่และอีเว้นท์ย่อยอีกมากมายอาทิตย์ละหลายอีเว้นท์ บางวันมีงานซ้อน 3 อีเว้นท์ต้องวิ่งรอก น่าแปลกที่เพื่อนๆ ส่วนใหญ่ในกลุ่มนักดนตรีสาย Back up นั้นไม่ได้เรียนดนตรีโดยตรงมากัน แต่ทุกคนจบอย่างน้อยปริญญาตรีซึ่งอาจมีผลต่อวิธีคิดบางอย่าง
ที่มา : http://www.ipattt.com/2009/thai-musician/ |