<< Go Back

1.1 เทคนิคการขับร้อง
             การขับร้องเพลง เป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ทางดนตรีวิธีหนึ่งซึ่งอาศัยเสียงของการขับร้อง ที่ทำให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินแก่ผู้ร้องและผู้ฟัง ซึ่งการขับร้องบทเพลงสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

การขับร้องเดี่ยวและการขับร้องหมู่

             การขับร้องเดี่ยวหมายถึง การขับร้องบทเพลงโดยบุคคลเพียงบุคคลเดียวซึ่งการขับร้องเพลงคนเดียว จะมีดนตรีประกอบ หรือไม่มีก็ได้ ผู้ที่สามารถทำการขับร้องเดี่ยวได้ต้องมีความสามารถในการขับร้องมาก มีเสียงที่ไพเราะ มีความแม่นยำในเรื่องจังหวะและทำนองเพลง

เทคนิคของการขับร้องเดี่ยว

             1. เป็นผู้สนใจในการขับร้อง
             ในการขับร้องนี้เป็นศาสตร์เฉพาะซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความชอบ ความรักในการขับร้องเป็นเบื้องต้น ซึ่งจะทำให้การฝึกการขับร้องนั้นมีสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
             2. ต้องมีแก้วเสียง
             เนื้อเสียงที่ดีเนื้อเสียงหรือแก้วเสียงที่ดีเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยทำให้ การขับร้องของบุคคลนั้นๆมีความน่าสนใจหรือถ้า เป็นผู้ที่มีแก้วเสียงไม่ดีแต่รู้จักการใช้เสียงของตนเอง ให้ถูกต้องเหมาะสมก็เป็นปัจจัยที่ทำให้การขับร้องนั้นฟังน่าสนใจและประทับใจผู้ฟัง
             3. มีการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ
             4. รู้จักอักขรวิธีในการออกเสียง
             การใช้อักขรวิธีที่ถูกต้องเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การขับร้องเกิดความสมบูรณ์ ผู้ขับร้องต้องฝึกการใช้อักขรวิธีในการออกเสียงของเพลงในภาษานั้นๆให้ถูกต้องถ้าเป็นภาษาไทยก็ต้องฝึกการออกเสียงสระ พยัญชนะ ควบกล้ำ เสียง ล ลิง เสียง ร เรือ และการออกเสียงในรูปแบบต่างๆ ให้ชัดเจนและชำนาญ
             5. มีจังหวะในใจหรือจังหวะสามัญ
             จังหวะสามัญเป็นสิ่งที่มีอยู่กับบุคคลทั่วไปแต่ต้องเกิดจาการฝึกฝนการใช้จังหวะอยู่บ่อยๆ ทักษะนี้จึงแสดงผลออกมาได้ ผู้ขับร้องในกรณีที่ไม่มีเครื่องดนตรี การขับร้องต้องอาศัยจังหวะในการดำเนินทำนองต่อไป ซึ่งผู้ขับร้องต้องมีจังหวะสามัญอยู่ในใจ จึงจะทำให้การขับร้องนั้นเกิดความสมบูรณ์ ไพเราะ งดงามน่าฟัง
             6. รู้จักการแสดงอารมณ์ของบทขับร้องของเพลงนั้นๆ
             อารมณ์ของบทเพลงเป็นสิ่งที่สำคัญอีกประการที่จะทำให้เกิดขับร้องเกิดสุนทรียะ ในการขับร้องผู้ที่ขับร้องที่ดีควรที่ต้องทำความเข้าใจกับบทขับร้องเสียก่อนว่าอยู่ในอารมณ์ไหน เช่น อารมณ์เศร้าโศกเสียใจ ดีใจ โกรธแค้น ชื่นชมธรรมชาติ สงบนิ่ง สันติ เป็นต้น
             7. การใช้ท่าทางในการขับร้อง
             การใช้ท่าทางเป็นปัจจัยที่จะส่งผลให้การขับร้องนั้นเกิดความงดงาม ในการขับร้องเพลงไทยถ้านั่งพื้นควรที่จะนั่งพับเพียบด้วยอาการที่สงบเสงี่ยม ถ้านั่งเก้าอี้ต้องนั่งด้วยท่าทางที่สุภาพ ซึ่งจะทำให้การแสดงได้รับความชื่นชมและประสบผลสำเร็จในการแสดง

เพลงบุหลันลอยเลื่อน สองชั้น
พระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2

             เพลง "บุหลันลอยเลื่อน"  เป็นเพลงอัตราจังหวะสองชั้น ที่พระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงจำทำนองได้จากพระสุบินนิมิต เนื่องจากทรงพระสุบินว่า ได้เสด็จไปในรมยสถานแห่งหนึ่งและได้สดับเพลงนี้ในคืนจันทร์เพ็ญเต็มดวงจึงพระราชทาน ชื่อเพลงว่า "เพลงบุหลันลอยเลื่อน  " นอกจากนี้ยังมีผู้เรียกชื่อแตกต่างไป เช่น บุหลันลอยเลื่อนฟ้า ทรงพระสุบินสรรเสริญพระจันทร์ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เคยใช้เป็นเพลงร้องสรรเสริญพระบารมี เรียกชื่อว่า สรรเสริญพระบารมีไทย ในสมัยรัชกาลที่ ๖ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงแต่งแปลงทำนองเป็นแบบตะวันตก สำหรับใช้เป็นเพลงสรรเสริญของเสือป่า เรียกชื่อว่า เพลงสรรเสริญเสือป่า ภายหลังมีผู้แต่งขยายเป็นสามชั้นแต่ไม่แพร่หลาย

บทขับร้องเพลงบุหลันลอยเลื่อน
ตัดตอนจากบทละครใน เรื่อง อิเหนา

กิดาหยันหมอบกรานอยู่งานพัด พระบรรทมโสมนัสอยู่ในที่
บุหลันเลื่อนลอยฟ้าไม่ราคี รัศมีส่องสว่างดังกลางวัน
พระนิ่งนึกตรึกไตรไปมา ที่จะแต่งคูหาสตาหมัน
ป่านนี้พระองค์ทรงธรรม์ จะนับวันเฝ้าคอยทุกเวลา

             การขับร้องหมู่  หมายถึง การร้องเพลงโดยบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป อาจมีดนตรีประกอบหรือไม่มีก็ได้ ซึ่งการขับร้องแบบหมู่นี้สามารถแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ ขับร้องหมู่แบบธรรมดา และขับร้องหมู่แบบประสานเสียง
             1. การขับร้องหมู่แบบธรรมดา หมายถึง การขับร้องเพลงด้วยคนหลายคน ซึ่งแต่ละคนขับร้องด้วยระดับเสียงเดียวกัน หรือแนวเสียงเดียวกันตลอดทั้งเพลง ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบเพลง
             2. การขับร้องหมู่แบบประสานเสียง หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า "การขับร้องประสานเสียง" หรือ "คอรัส"(Chorus) หรือ "ไควร์"(Choir) หมายถึง การขับร้องเพลงด้วยคนหลายคน ขับร้องไปพร้อมกัน โดยมีการกำหนดแนวเสียงให้ขับร้องที่แตกต่างกันด้วยระดับเสียงสูง กลาง ต่ำ ระดับเสียงต่าง ๆ ที่นำมาใช้ในการขับร้อง ต้องมีการเรียบเรียงเสียง ตามหลักวิชาการประสานเสียง

  เทคนิคของการขับร้องเพลงแบบประสานเสียง

1. ท่าทางการยืน
             มีท่าทางที่ดีมั่นใจไม่เกรง ปล่อยตามสบาย แต่มั่งคง ซึ่งจะเอื้ออำนวยให้หายใจได้ถูกวิธีและร้องออกมาได้ดี
2. การหายใจและการควบคุมการใช้ลม
             ในขั้นตอนนี้ต้องฝึกให้ซี่โครงขยายออกได้อย่างสบาย อกไม่ยุบเมื่อหายใจออก หายใจไม่มีเสียงดัง ควบคุมลมหายใจได้ดี และให้คงขยายซี่โครงไว้ตลอดเวลาในขณะร้องเพลง
             3. ร้องสระได้ชัดเจน
             สามารถร้องเพลงได้ชัด ทำรูปปากให้ถูกต้อง
             4. ร้องพยัญชนะและภาษาชัดเจน
             ไม่เกร็งขากรรไกร ไม่เกร็งลิ้นและขยับปากได้คล่องมีความสามารถในการร้องเพลงภาษาต่างๆ ได้อย่างชัดเจน ถูกต้องตามหลักของภาษานั้นๆ
             5. มีเสียงก้องกังวาน
                  เข้าใจวิธีการทำให้เสียงมีความก้องกังวาน และรู้จักที่จะใช้เทคนิคการสั่นเสียงได้อย่างพอเหมาะพอดี
             6. รู้จักเสียงของตนเอง
                  รู้ขีดความสามารถของเสียงตนเอง รู้จักช่วงเสียงที่เหมาะสมของตน รู้จักข้อดีข้อเสียของตนอยู่ที่ใด จะนำมาใช้อย่างไร
             7. รู้จักวิธีการฝึกซ้อม
                  เข้าใจวิธีการฝึกซ้อมอย่างมีประสิทธิภาพ รู้ขั้นตอนและวิธีการศึกษาเพลงอย่างละเอียด
             8. รู้จักวิธีการตีความบทเพลง (Interpretation)
                  สามารถตีความบทเพลงและถ่ายทอดอารมณ์เพลงได้ถูกต้อง
             9. มีความกล้าแสดงออก
                  มีความสามารถที่จะนำเสนอ แสดงการขับร้องต่อหน้าผู้ชมด้วยความมั่นใจได้
             10. ร้องประสานเสียง ได้
             นำความรู้ด้านทักษะการขับร้องเกี่ยวไปใช้ในการขับร้องประสานเสียงได้ สามารถแยกแยะเทคนิคการเปล่งเสียงในการขับร้องเดียวและในการขับร้องกลุ่ม
             11. การดูแลรักษาสุขภาพ
             รักษาสุขลักษณะที่ดี กินอาหารถูกต้องตามโภชนาการ และดูแลรักษาสุขภาพรักษากล่องเสียง และรู้วิธีการขับร้องที่ไม่ทำลายเสียง
             12. รู้จักการพัฒนา
             พัฒนาความสามารถและเทคนิคในการขับร้องอยู่เสมอ ทั้งทางด้านทฤษฏีและปฏิบัติซึ่งการขับร้องเพลงประเภทต่าง ๆ ที่จะทำให้มีความไพเราะ ต้องอาศัยการฝึกฝนบ่อย ๆ จนเกิดความชำนาญ ความเชี่ยวชาญและใช้หลักการขับร้องที่ถูกต้อง

การบรรเลงดนตรีไทย ขับร้องไทย ของวงสายใยจามจุรี

ตัวอย่างบทของร้องหมู่ประสานเสียง

             นกน้อยคล้อยบินตามเดียวดาย คิดคิดมิวายกังวลให้หม่นฤทัยหมอง ขาดมวลมิตรไร้คนสนิทคู่เคียงครอง หลงใหลหมายปองคนปรานี ขาดเรือนแหล่งพักพำนักนอน ขาดญาติบิดรและน้องพี่ บาปกรรมคงมี จำทนระทม ท้องฟ้าสายัณห์ตะวันเลือน แสงลับนับวันจะเตือนให้ใจต้องขื่นขม หากเย็นลงฟ้าคงยิ่งมืดยิ่งตรอมตรม ชีวิตระทมเพราะรอมา จวบจันทร์แจ่มฟ้านภาผ่อง เฝ้ามองให้เดือนชุบวิญญาณ์ สักวันบุญมา ชะตาคงดี
1.2 เทคนิคการบรรเลงดนตรี
             การบรรเลงดนตรี การบรรเลงดนตรี ต้องอาศัยอุปกรณ์ที่ใช้เล่นประกอบการบรรเลง หรือขับร้องบทเพลงต่าง ๆ ทำให้เกิดความไพเราะขึ้น การเล่นหรือการบรรเลงเครื่องดนตรีสามารถบรรเลงได้ 2 รูปแบบ คือ การบรรเลงเดี่ยวและ การบรรเลงหมู่  ซึ่งต้องอาศัยหลักการบรรเลงดนตรีและองค์ประกอบทางดนตรี ดังนี้
             1. หลักการบรรเลงดนตรี การบรรเลงดนตรีให้มีความไพเราะนั้นควรใช้หลักการโดยทั่วไป ดังนี้
                    1. เล่นให้ถูกต้องตามจังหวะและทำนองของเพลง
                   2. ปรับระดับเสียงของเครื่องดนตรีให้มีความกลมกลืนกันกับบทบาทหน้าที่ในการบรรเลงเป็นวง
                   3. ปฏิบัติตามสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายทางดนตรีได้ถูกต้อง
                   4. ใช้หรือเล่นเครื่องดนตรีให้ถูกวิธีตามลักษณะเครื่องดนตรีชนิดนั้น
             2. องค์ประกอบทางดนตรี ในการบรรเลงเครื่องดนตรี ผู้เล่นจะต้องรับรู้และเข้าใจองค์ประกอบทางด้านดนตรีด้วย เพื่อสามารถนำไปใช้ในการบรรเลงดนตรีได้ถูกต้อง ซึ่งองค์ประกอบทางดนตรี มีดังนี้
                   จังหวะ คือ อัตราความช้า-เร็วของบทเพลง ซึ่งมีสัญลักษณ์กำหนดไว้ในโน้ตเพลง
                   ทำนอง คือ แนวระดับเสียงของเพลงซึ่งมีทั้งเสียงสูง-ต่ำ นำมาเรียบเรียงให้อยู่ในแนวระดับที่ต้องการ
                   การประสานเสียง คือ การขับร้องและบรรเลงดนตรีพร้อม ๆ กัน หรือการขับร้องเป็นหมู่คณะโดยเสียงที่ได้จะต้องสอดคล้องกลมกลืนกัน
                   รูปแบบของบทเพลง คือ โครงสร้างของเพลงซึ่งจะกำหนดวรรคตอนเนื้อเพลง การซ้ำและการเปลี่ยนทำนองเพลง เป็นต้น

  เทคนิคการบรรเลงดนตรีเดี่ยว

                   1. เป็นนักดนตรีที่มีฝีมือ
                   กล่าวคือ ต้องเป็นนักดนตรีที่มีความเชี่ยวชาญในการบรรเลงดนตรีชิ้นนั้นๆ มีทักษะในการบรรเลงอยู่ในระดับที่ใช้ได้ สามารถบรรเลงเดี่ยวได้อย่างมีความมั่นใจ
                   2. มีปฏิภาณไหวพริบในการบรรเลง
                   มีความแม่นยำในบทเพลงและจังหวะของเพลง นับว่าปฏิภาณ ไหวพริบ ความแม่นยำเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดของการบรรเลงเดี่ยว เพราะว่าในขณะบรรเลงเดี่ยวนั้นจะไม่มีนักดนตรีคนใดช่วยเหลือเราได้เลย ถ้าเกิดเหตุการณเฉพาะหน้า บรรเลงหลุด ต้องมีความสมารถที่จะดึงบทเพลงกลับมาให้ได้ โดยสิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยไหวพริบและประสบการณ์ และสิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งนั้นก็คือ เรื่องของความแม่นจังหวะซึ่งผู้บรรเลงเดี่ยวจะต้องคุณสมบัติข้อนี้ จึงจะทำให้การบรรเลงสามารถบรรเลงออกมาได้เป็นที่น่าพอใจและประสบผลสำเร็จ
                   3. ทางเพลงในการบรรเลงต้องได้รับการถ่ายทอดมาเป็นอย่างดี
                   ทางเพลงถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ซึ่งต้องอาศัยจากการเรียนและถ่ายทอดทางเพลงจากครูผู้สอน ซึ่งทางเพลงแต่ละสำนักจะมีความแตกต่างกันไปในลีลาการผูกกลอนทำนองเพลง ซึ่งเพลงเดี่ยวสำนวนใดจะได้รับความนิยม ขึ้นอยู่กับภูมิปัญญาของผู้ประพันธ์ ผู้บรรเลงต้องสามารถที่จะจดจำทางเพลงให้ได้อย่างแม่นยำ
                   4. มีความมานะในการฝึกซ้อมอยู่ตลอดเวลา
                   การฝึกซ้อมเป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้ในการเรียนดนตรี นับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเพราะว่าวิชาดนตรีเป็นวิชาทักษะต้องอาศัยการฝึกฝน กระทำบ่อยๆ จนเกิดความชำนาญ การจะทำให้การบรรเลงนั้นออกมาเป็นที่น่าพอใจน่าชื่นชม ก็ต้องอาศัยการฝึกซ้อมเป็นประจำจึงจะทำให้ประสบความสำเร็จในการเรียนวิชาดนตรีและการบรรเลงดนตรี

จากภาพเป็นการบรรเลงเดี่ยวซอสามสาย ตัวอย่างเพลงเดี่ยวที่นิยมใช้เดี่ยวซอสามสาย
และเครื่องดนตรีทั่วไป เช่น พญาโศก แขกมอญ สารถี กราวใน เชิดนอก ทยอยเดี่ยว เป็นต้น

                   ในการบรรเลงหมู่นั้นมีหลักคล้ายๆกับการบรรเลงเดี่ยวแต่ที่จะแตกต่างกันคือ
                   1. ฝีมือของนักดนตรีไม่จำเป็นต้องเก่งมาก แต่ต้องมีฝีมือในระดับเดียวกัน
                   2. ทางเพลงต้องเรียบง่ายน่าฟัง ไม่หวือหวาจนรกหู
                   3. ความพร้อมเพรียง เป็นสิ่งที่สำคัญเพราะว่าถ้าบรรเลงไม่พร้อมกันจะทำให้น่ารำคาญ รกหูได้
                   4. การฝึกซ้อม ต้องมีการนัดแนะฝีกซ้อมกันก่อนที่จะแสดง เพื่อทำความเข้าใจในบทเพลงนั้นๆ
                   5. เครื่องดนตรีต้องมีระดับเสียงเดียวกัน ต้องเทียบเสียงให้เข้ากัน เสียงของเครื่องดนตรีไม่เพี้ยน

การประพันธ์เพลงไทยเดิมเบื้องต้น

                   ในการประพันธ์เพลงไทยเดิมนั้น หมายถึง การแต่งเพลงไทยเดิมขึ้นมาใหม่ โดยเฉพาะการประพันธ์เพลงไทยในจังหวะหน้าทับต่างๆ ในการประพันธ์เพลงไทยนั้น มี อยู่ 2 แบบคือ
                   1. การประพันธ์เพลงขึ้นโดยอาศัยเพลงที่มีอยู่เดิมแล้วเป็นเค้าเงื่อน
                   หมายความว่า ในการประพันธ์เพลงจะต้องนำเพลงที่มีอยู่แล้วมาเป็นเค้าเงื่อน โดยมากจะอาศัยเพลงในอัตราจังหวะสองชั้น มาเป็นแนวทางในการแต่ง ซึ่งสามารถที่จะแต่งเป็นเพลงใหม่เลย หรือจะแต่งขยายเป็นอัตราจังหวะสามชั้น ตัดลงเป็นชั้นเดียว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ประพันธ์
                   2. การประพันธ์ทำนองเพลงใหม่ทั้งหมดโดยไม่อาศัยเพลงใดมาเป็นเค้าเงื่อนเลย
                   ในรูปแบบนี้ไม่จำเป็นต้องยึดถือทำนองใดๆมาเป็นหลัก เพราะว่าจะต้องอาศัยความสามารถในการประพันธ์โดยตรง คือ การสร้างสรรค์บทเพลงขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ทางดนตรีเราเรียกว่า "เทพยดา" หรือที่เรียกว่าเทวดาดลใจให้แต่ง ตัวอย่างของเพลงที่จะแต่งใหม่ทั้งหมด ส่วนใหญ่มักจะอยู่ในกลุ่มเพลงหน้าพาทย์ เช่น ตระนิมิต  ตระสันนิบาต กระบองกัน ชำนาญ กราวใน เป็นต้น

  การเลือกอัตราจังหวะและหน้าทับ

อัตราจังหวะของเพลงไทย
                   1. อัตราจังหวะสามชั้น
                   2. อัตราจังหวะสองชั้น
                   3. อัตราจังหวะชั้นเดียว
หน้าทับของเพลงไทย
                   1. หน้าทับปรบไก่
                   2. หน้าทับสองไม้
                   3. หน้าทับภาษา เช่น หน้าทับลาว หน้าทับมอญ หน้าทับแขก หน้าทับฝรั่ง หน้าทับเขมร เป็นต้น
                   4. หน้าทับพิเศษ เช่น หน้าทับเพลงหน้าพาทย์ เป็นต้น
                   ในการเลือกอัตราจังหวะในการประพันธ์เพลงในเบื้องต้นนี้ แนะนำให้เลือกประพันธ์เพลงในอัตราจังหวะสองชั้น ถ้าเลือกหน้าทับจะต้องเลือกให้เหมาะสมกับบทเพลงที่แต่ง เช่นถ้าแต่งเพลงสำเนียงไทย ต้องเลือกหน้าทับปรบไก่ เพลงสำเนียงลาว ต้องใช้หน้าทับลาวเป็นต้น แต่ถ้าถ้าผู้ใดมีความสามารถที่จะแต่งเพลงในอัตราจังหวะอื่นก็แล้วแต่ตามความสามรถและความเหมาะสม

  การเรียบเรียงทำนอง

                   การเรียบเรียงทำนอง ในเบื้องต้นนี้ต้องอาศัยเค้าเงื่อนหรือการคิดขึ้นมาใหม่ก็ตาม ต้องอาศัยหลักของการประพันธ์เพลงไทยดังต่อไปนี้
                   1. การยืด หมายถึง การนำเพลงสองชั้นมายืนเป็นเพลงสามชั้น หรือชั้นเดียว มายืนเป็นสองชั้น ทั้งนี้ต้องยึดรูปแบบสำนวนเพลงเดิมไว้ด้วยเพื่อให้แนวเพลงทั้งหมดไปในแนวเพลงเดียวกัน
                   2. การยุบ หมายถึง การนำเพลงไทยเดิมที่มีอัตราจังหวะ สองชั้น มายุบให้เป็นอัตราจังหวะชั้นเดียว ส่วนเพลงสามชั้นไม่นิยมนำมายุบเป็นเพลงสองชั้น
                   3. การประพันธ์ในทำนองเพลงบังคับทาง ในขั้นนี้ผู้ประพันธ์ต้องกำหนดสำเนียงของเพลง สำนวนของเพลง ก่อนแล้วจึงประพันธ์ ในการประพันธ์เพลงนั้นต้องอาศัยการจดจำ การฟังเพลงมามาก สามารถบรรเลงได้มาก ได้เพลงหลายสำเนียงภาษา ได้หลายสำนวนเพลง การประพันธ์เพลงจึงจะออกมาได้เป็นที่น่าชื่นชม น่านิยม น่าฟัง

ตัวอย่างบทเพลงที่มีความไพเราะทั้งทางบรรเลง ทางขับร้อง และให้คติสอนใจ
เพลงทองย่อน สองชั้น

คำร้อง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำนอง ทำนองเก่า ไม่ปรากฏนามผู้แต่ง

                 ลูกรัก จงดูเยี่ยงพยัคฆ์โคร่งใหญ่
ถึงร้ายกาจอาจหาญสักปานใด ก็มิได้ทำร้ายแก่ลูกเมีย

บุญเหลือจงดูเยี่ยงแม่เสืออย่าอ่อนเอี้ย
รักตัวผู้ดูลูกเฝ้ากกเลียมีศัตรูสู้เสียชีวิตแทน
สองเจ้าจงจำคำผู้เฒ่าให้มั่นแม่น
ผัวอย่าดุเมียอย่าดื้อถือเคียดแค้นรักกันมั่นแม้นพยัคฆา
น่าฟังเนาะน่าฟังช่างสั่งสอนขออวยพรอยู่ด้วยกันให้หรรษา
บอแอ็ดบอแอ็ดโว้โห่หุยฮาผงแกล้วกล้าแคล่วคล่องทั้งสองคน

ทำนองเพลงทองย่อน สองชั้น

- - - ฟ ซ ซ ซ ซ - - - ล ซ ซ ซ ซ - ร ด ล - ซ – ฟ - - ล ซ ฟ ซ - ล
- ฟ ซ ล - ด - ร - ม - ร - ด – ล - - - ซ ล ล ล ล - - - ด ล ล ล ล
- - - ร - ร ร ร ด ล ด ร - ฟ – ซ - ล - ด - ล - ซ - - - ฟ - - - ร
- ล ด ร ด ฟ ด ร ด ล ด ร ด ร ฟ ซ ฟ ซ ล ท ด ท ล ซ ด ล ซ ฟ ล ซ ฟ ร
- ร ด ล - ซ - ฟ - - ล ซ ฟ ซ- ล - ด - ร - ด - ล - - - ซ - - -ฟ

  การจัดการแสดงดนตรี

                   ในการเรียนการเรียนการสอนดนตรีในกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะนี้มุ่งหวัง เพื่อให้ผู้เรียนได้มีสุนทรียะ ในการนำศิลปะไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
                   การจัดการแสดงดนตรีถือว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้เรียนดนตรี ต้องสามารถที่จะทำการจัดการแสดงดนตรีออกสู่สายตาสาธารณะชนได้อย่างเหมาะสมกับสถานที่และกาลเทศะ

1. การจัดการแสดงดนตรีแบบบูรณาการกับศิลปะ

ในการเรียนรู้งานศิลปะ สามารถที่จะนำมาใช้บูรณาการกับการจัดการแสดงดนตรีได้ ดังนี้
                   1. ทัศนศิลป์ สามารถนำองค์ความรู้ของทัศนศิลป์ มาใช้ในด้านการสร้างเวทีการสร้าฉาก ให้เหมาะสมกับการแสดง
                   2. ศิลปะของแสงเงา ในการใช้แสงเงา ถือว่าเป็นองค์ความรู้หนึ่งที่สมารถนำมาบูรณาการให้เข้ากับการแสดงดนตรี เพื่อให้การแสดงดนตรีนั้นเกิดความน่าตื่นเต้น น่าสนใจ
                   3. นาฏศิลป์ เป็นงานอีกแขนงหนึ่งที่สามารถนำมาบูรณาการกับการแสดงดนตรีได้ ตัวอย่างเช่น การแสดงดนตรีประกอบการแสดงนาฏศิลป์ ในการแสดง โขนเรื่อง รามเกียรติ์ เพื่อที่จะเล่าเรื่องราวผ่านการบรรเลงดนตรีไทยและการแสดงนาฏศิลป์ไทย ซึ่งเป็นศิลปะชั้นสูงที่น่าชม

การจัดการแสดงดนตรีไทยโดยอาศัยการบูรณาการกับศิลปะแขนงต่างๆ

2. การจัดการแสดงดนตรีในโรงเรียน

                   การจัดการแสดงดนตรีภายในโรงเรียน  เป็นกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมการแสดงออกของนักเรียน เป็นเวทีที่ให้นักเรียนผู้มีความสามารถในการบรรเลงและขับร้องได้แสดงออกต่อหน้าสาธารณะชน ในการจัดการแสดงดนตรีภายในโรงเรียนนั้น มีหลักที่สำคัญดังนี้
                   1. โอกาสที่สำคัญของโรงเรียน เช่น วันไหว้ครู วันสถาปนาโรงเรียน เป็นต้น ต้องจัดดนตรีให้เหมาะสมกับวันสำคัญดังกล่าว คือ ถ้ามีพิธีสงฆ์ ความที่จัดวงดนตรีไทยเพื่อบรรเลงประกอบพิธี ถ้าจะเป็นงานจัดเลี้ยง ต้องจัดวงดนตรีสากล วงดนตรีลูกทุ่งเพื่อบรรเลงขับกล่อม
                   2. กิจกรรมวันสำคัญต่างๆ เช่น กิจกรรมวัน สุนทรภู่   จัดการบรรเลงดนตรีประกอบการแสดง เช่น
เรื่องพระอภัยมณี    กิจกรรมวันเฉลิมพระชนมพรรษา จัดวงดนตรีไทย แตรวง บรรเลงประกอบพิธีสำคัญดังกล่าว
                   3. เวทีคนกล้า เป็นกิจกรรมที่ทางโรงเรียนควรที่จัดให้นักเรียนผู้มีความสามารถในการขับร้องบรรเลงดนตรีทั้งไทย และสากลได้มีโอกาสแสดงดนตรีเพื่อเป็นบันไดก้าวแรกในการเข้าสู่เป็นนักดนตรีมืออาชีพ ทั้งยังเป็นการส่งเสริมความกล้าแสดงออกในทางที่ถูกที่ควรของนักเรียนด้วยเพื่อให้นักเรียนได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ห่างไกลจากยาเสพติด

การจัดการแสดงดนตรีไทยเนื่องในงานวันสำคัญต่างๆของโรงเรียน

<< Go Back