|
อิทธิพลของดนตรีที่มีต่อบุคคลและสังคม
ดนตรีมีอิทธิพลต่อร่างกายและจิตใจ
มนุษย์รู้จักการเล่นดนตรีมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และมีการวิวัฒนาการมาเป็นรูปที่เป็นมาตรฐานจนถึงปัจจุบัน ซึ่งการขับร้องและการบรรเลงดนตรีในปัจจุบันมีกฎเกณฑ์และข้อบังคับที่ตายตัวสำหรับดนตรีไทยและดนตรีสากล ซึ่งรูปแบบและข้อบังคับที่เป็นมาตรฐานนี้ เป็นกฎเกณฑ์ที่ใช้ในการเรียนการบรรเลงและขับร้องดนตรี ตลอดลอดจนการพัฒนาทางด้านสุขภาพจิตให้เป็นที่มีสุขภาพจิตที่ดี ซึ่งดนตรีอิทธิพลต่อร่างกายและจิตใจ ดังต่อไปนี้
1. ดนตรีทำให้บุคลิกภาพดี คือ การเรียนดนตรีทุกประเภท มีกฎเกณฑ์ในการบรรเลงและขับร้องเช่นการนั่ง การยืน การจับเครื่องดนตรี เพื่อทำให้การบรรเลงและการขับร้องเกิดความสง่างาม พร้อมทั้งเป็นการพัฒนาและสร้างเสริมบุคลิกภาพที่ดีให้กับผู้บรรเลงและขับร้อง
2. ดนตรีทำให้สุขภาพจิตดี คือ ในการเรียนดนตรีหรือฟังดนตรีจะทำให้เกิดสมาธิในขณะฟังเพลง เกิดความผ่อนคลาย เกิดความสนุกสนาน ทำให้จิตใจร่าเริงเบิกบานแช่มชื่น มีผลทำให้บุคคลนั้นๆมีสุขภาพจิตที่ดี ทั้งนี้ในการเลือกฟังเพลงหรือบรรเลงต้องดูลักษณะของเพลงว่าเราต้องการฟังเพลงในอารมณ์ใด เพื่อไม่ให้ขัดต่อภาวะจิตขณะนั้น
3. ดนตรีบำบัด ในปัจจุบันทางการแพทย์ได้นำดนตรีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาคนไข้บางประเภท โดยใช้เสียงดนตรีเข้ามาช่วยรักษา ทางการแพทย์เรียกว่าดนตรีบำบัด สามารถรักษาผู้ป่วยให้หายเป็นปกติได้ด้วยเสียงดนตรี
ดนตรีมีอิทธิพลต่อการสะท้อนสังคม
1. ค่านิยมของสังคมในผลงานดนตรี
ในช่วงสมัยดนตรีบาโรก ดนตรีเริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกภายในบ้าน ในบ้านของขุนนาง สำหรับเจ้านายชั้นสูง ใช้บรรเลงในห้องโถงที่ไม่ใหญ่โตนัก ซึ่งมีจำนวนผู้ฟังไม่มาก ในบางครั้งบางคราวก็บรรเลงในสวนหย่อม สำหรับงานเลี้ยง งานรื่นเริงต่างๆ ต่อมาในยุคดนตรีคลาสสิก ดนตรีได้เริ่มแพร่หลายออกไปสู่ประชาชนมากขึ้น สถาบันศาสนาไม่ได้เป็นศูนย์กลางของดนตรีอีกต่อไป บรรดาราชวงศ์ ขุนนางหรือผู้มีฐานะ นิยมมีวงดนตรีไว้ประดับบารมี ในประเทศไทยก็เคยมีค่านิยมอย่างนี้ในสมัยอยุธยาจนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์จนถึงราวสมัยรัชการที่ 6 จึงได้เสื่อมค่านิยมลงไปเพราะว่าระบบศักดินาได้ถูกยกเลิกไป
ดนตรีในยุคโรแมนติกเป็นมัยที่รุ่งเรื่องมากที่สุด ดนตรีไม่ได้เป็นเอกสิทธ์เฉพาะราชวงศ์ ขุนนาง อีกต่อไป ดนตรีในสมัยนี้เป็นดนตรีเพื่อสังคม มีการจัดการแสดงคอนเสิร์ต สำหรับประชาชนอย่างแพร่หลาย และนิยมเพลงที่เป็นชาตินิยมด้วยกล่าวคือ การนำเอาเพลงทำนองพื้นเมืองมาใช้เป็นประกอบในบทเพลงที่แต่งขึ้น
ดนตรีในสมัยศตวรรษที่ 20 จนถึงสมัยดนตรีร่วมสมัย ซึ่งมีการวิวัฒนาการดนตรีไปอย่างมาก โดยเฉพาะด้านการประสานสียงในรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งผู้ที่ไม่เข้าใจในบทเพลงไม่เคยชินในการฟัง จึงทำให้ไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายเท่าที่ควร
ดนตรีแจ๊ส เดิมทีเป็นดนตรีของชาวแอฟริกัน ที่ชาวนิโกรนำเข้ามาในอเมริกาเมื่อสมัยที่ยังเป็นทาส เพื่อใช้เป็นการติดต่อสื่อสารกันในระหว่างการทำงานในท้องทุ่งของชนชาวผิวขาว ต่อมาเมื่อมีการเลิกทาสชาวนิโกรจึงได้รับการปลดปล่อย นอกจากนี้ยังมีดนตรีอีกสองประเภท ได้แก่ เพลงศาสนาและ เพลงบลูส์(Blues)
ในช่วง 20 แรกๆ ของศตวรรษที่ 20 มีสถานบันเทิงมากมาย ในระหว่างการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 สถานเริงรมย์ต่างๆได้ถูกปิดลง ต่อมามีรูปแบบของเพลงที่เรียกว่าเพลงประชานิยม เพลงสมัยนิยมหรือ เพลงร่วมสมัย เป็นเพลงที่มีเนื้อหาสาระที่เกี่ยวกับสังคม การเมือง ปรัชญา และได้เกิดเพลงรูปแบบใหม่ๆที่เรียกว่าเพลง ฮิปออป แร๊พเรกเก้ สกา
2. ดนตรีกับความเชื่อของสังคม
สำหรับคนโบราณเชื่อว่าดนตรีคือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ สามารถเรียกวิญญาณและขับไล่สิ่งชั่วร้ายได้นอกจากนี้ดนตรียังทำให้การสวดมนต์ในพิธีกรรมทางศาสนาดูเข้มขลัง มีความศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น ดนตรียังเป็นสัญญาณในการเรียกรวมพล เตือนข่าว เตือนภัยต่างๆ มีความเชื่ออีกว่า เสียงกลอง สามารถเรียกวิญญาณต่างๆมารวมกันเพื่อต่อสู้กับสิ่งชั่วร้าย หรือมาร่วมเต้นรำในพิธีกรรมต่างๆได้นอกจากเสียงกลองแล้วยังมีการใช้เครื่องเป่าแบบโบราณรวมอยู่ด้วย
วิวัฒนาการของดนตรีในแต่ละยุคแต่ละสมัย

นับตั้งแต่แผ่นดินสุวรรณภูมิแห่งนี้ได้มาตั้งถิ่นฐานในแหลมอินโดจีน และได้ก่อตั้งอาณาจักรไทยขึ้นจึงเป็นการเริ่มต้น ยุคแห่งประวัติศาสตร์ไทย ที่ปรากฏหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร กล่าวคือ เมื่อไทยได้สถาปนาอาณาจักรสุโขทัยขึ้น ซึ่งภายหลังจากที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้ประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นใช้แล้วนับตั้งแต่นั้นมาจึงปรากฏหลักฐานด้าน ดนตรีไทย ที่เป็นลายลักษณ์อักษรทั้งในหลักศิลาจารึก หนังสือวรรณคดี และเอกสารทางประวัติศาสตร์ ในแต่ละยุคซึ่งสามารถนำมาเป็นหลักฐานในการพิจารณา ถึงความเจริญและวิวัฒนาการของดนตรีไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัย เป็นต้นมา จนกระทั่งเป็นแบบแผนดังปรากฏในปัจจุบันพอสรุปได้ดังต่อไปนี้
1. สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี
ดนตรีไทยมีลักษณะเป็นการขับลำนำและร้องบรรเลงเล่นกันอย่างพื้นบ้านพื้นเมือง เรื่องที่เกี่ยวกับดนตรีไทยในสมัยนี้ ปรากฏหลักฐาน กล่าวถึงไว้ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง ซึ่งเป็นหนังสือวรรณคดีที่แต่งขึ้นในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี กล่าวถึงเครื่องดนตรีต่างๆ ได้แก่ แตร สังข์ มโหระทึก ฆ้อง กลอง ปี่สรไน ฉิ่ง แฉ่ง หรือ ฉาบ บัณเฑาะว์ ซอพุงตอ (ซอสามสาย) กังสดาล เป็นต้น ลักษณะการผสมวงดนตรี ก็ปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกและหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวถึง "เสียงพาทย์เสียงพิณ" ซึ่งจากหลักฐานที่กล่าวมานี้สันนิษฐานว่า วงดนตรีไทยในสมัยสุโขทัยมีดังนี้คือ

มโหระทึก เครื่องดนตรีที่มีในสมัยสุโขทัย
ที่มา : thailandclassicalmusic.com
1. วงบรรเลงพิณ มีผู้บรรเลง 1 คน ทำหน้าที่ดีดพิณ และขับร้องไปด้วย เป็นลักษณะของการขับลำนำ
2. วงขับไม้ ประกอบด้วยผู้บรรเลง 3 คน คือ คนขับลำนำ 1 คน คนสี ซอสามสาย คลอเสียงร้อง 1 คน และ คนไกว บัณเฑาะว์ ให้จังหวะ 1 คน
3. วงปี่พาทย์ เป็นลักษณะของวงปี่พาทย์เครื่องห้า มี 2 ชนิด คือวงปี่พาทย์เครื่องห้า อย่างเบา ประกอบด้วย เครื่องดนตรีชนิดเล็ก ๆ จำนวน 5 ชิ้น คือ
1. ปี่
2. กลองชาตรี
3. ทับ (โทน)
4. ฆ้องคู่ และ
5. ฉิ่งใช้บรรเลงประกอบการแสดง ละครชาตรี (เป็นละครเก่าแก่ที่สุดของไทย) วงปี่พาทย์เครื่องห้า อย่างหนัก ประกอบด้วย เครื่องดนตรีจำนวน 5 ชิ้น คือ
1. ปี่ใน
2. ฆ้องวง
3. ตะโพน
4. กลองทัด และ
5. ฉิ่งใช้บรรเลงประโคมในงานพิธีและบรรเลงประกอบ การแสดงมหรสพ ต่าง ๆ จะเห็นว่าวงปี่พาทย์เครื่องห้า ในสมัยนี้ยังไม่มีระนาดเอก
4. วงมโหรีเป็นลักษณะของวงดนตรีอีกแบบหนึ่ง ที่นำเอา วงบรรเลงพิณ กับ วงขับไม้มาผสมกัน เป็นลักษณะของ วงมโหรีเครื่องสี่ เพราะประกอบด้วยผู้บรรเลง 4 คนคือ
1. คนขับลำนำและตี กรับพวง ให้จังหวะ
2. คนสี ซอสามสาย คลอเสียงร้อง
3. คนดีดพิณ และ
4. คนตีทับ (โทน) ควบคุมจังหวะ
2. สมัยกรุงศรีอยุธยา

ลักษณะการผสมวงดนตรีที่เรียกว่าวงขับไม้บรรเลงพิณ
ที่มา : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
ใน สมัยกรุงศรีอยุธยาปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับดนตรีไทย ในสมัยนี้ในกฎมณเฑียรบาล ซึ่งระบุชื่อเครื่องดนตรีไทย เพิ่มขึ้นจากที่เคยระบุ ไว้ในหลักฐานสมัยสุโขทัยจึงน่าจะเป็นเครื่องดนตรีที่เพิ่งเกิดในสมัยนี้ได้แก่ กระจับปี่ ขลุ่ยจะเข้ และ รำมะนานอกจากนี้ในกฎมณเฑียรบาลสมัย สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. 1991-2031) ปรากฎข้อห้ามตอนหนึ่งว่า "...ห้ามร้องเพลงเรือ เป่าขลุ่ยเป่าปี่ สีซอ ดีดกระจับปี่ ดีดจะเข้ ตีโทนทับ ในเขตพระราชฐาน..."ซึ่งแสดงว่าสมัยนี้ ดนตรีไทย เป็นที่นิยมกันมาก แม้ในเขตพระราชฐานก็มีคนไปร้องเพลงและเล่นดนตรีกันเป็นที่เอิกเกริก และเกินพอดีจนกระทั่งพระมหากษัตริย์ต้องทรงออกกฎมณเฑียรบาล ดังกล่าวขึ้นไว้เกี่ยวกับลักษณะของ วงดนตรีไทย ในสมัยนี้มีการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาขึ้นกว่าในสมัยสุโขทัย ดังนี้ คือ
1. วงปี่พาทย์ ในสมัยนี้ก็ยังคงเป็นวงปี่พาทย์เครื่องห้าเช่นเดียวกับในสมัยสุโขทัย แต่มีระนาดเอกเพิ่มขึ้น ดังนั้นวงปี่พาทย์เครื่องห้า ในสมัยนี้ประกอบด้วย เครื่องดนตรี ดังต่อไปนี้ คือระนาดเอกปี่ในฆ้องวง (ใหญ่)กลองทัด ตะโพนฉิ่ง
2. วงมโหรี ในสมัยนี้พัฒนามาจาก วงมโหรีเครื่องสี่ ในสมัยสุโขทัยเป็นวงมโหรีเครื่องหก เพราะได้เพิ่ม เครื่องดนตรี เข้าไปอีก 2 ชิ้น คือ ขลุ่ยและ รำมะนา ทำให้ วงมโหรี ในสมัยนี้ ประกอบด้วย เครื่องดนตรี จำนวน 6 ชิ้นคือซอสามสายกระจับปี่ใช้แทนพิณทับหรือโทน

วงมโหรีเครื่องสี่ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา
ที่มาของภาพ หอสมุดแห่งชาติพระนคร
3. สมัยกรุงธนบุรี

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ที่มาwww.thaiblogonline
เนื่องจากสมัยนี้เป็นช่วงระยะเวลาสั้นมากเพียงแค่ 15 ปีเท่านั้น และประกอบกับเป็นเวลาที่ต้องสร้างบ้านแปลงเมืองตลอดทั้งการป้องกัน พระราชอาณาจักร ดนตรีไทยในสมัยนี้จึงไม่มีหลักฐานการพัฒนาปรับปรุงแต่อย่างไร จึงสันนิษฐานว่ายังคงใช่รูปแบบของวงดนตรีในสมัยกรุงศรีอยุธยา
4. สมัยกรุงรัตนโกสินทร์
ในสมัยนี้เป็นสมัยที่การสร้างบ้านแปลงเมืองได้เข้าสู่ภาวะความเป็นปกติ การศึกสงครามก็น้อยลง แผ่นดินมีความสงบร่มเย็น จึงทำให้ศิลปวัฒนธรรมของชาติได้มีโอกาสได้เจิดจรัสขึ้น ทั้งได้มีการทำนุบำรุงให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะทางด้านดนตรีไทย สามารถกล่าวได้ว่าในสมัยนี้มีความเจริญขึ้นเป็นอันมากเลยทีเดียว
ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชการที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ดนตรีไทยในสมัยนี้ยังคงลักษณะและรูปแบบที่มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ที่มีการพัฒนาขึ้นบ้างก็คือการเพิ่มกลองทัดขึ้นในวงอีกหนึ่งลูก ให้มีเสียงสูงหนึ่งใบ เสียงต่ำหนึ่งใบ ขึ้นในวงปี่พาทย์ซึ่งเป็นที่นิยมมาจนทุกวันนี้
ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชการที่ 2 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ถือได้ว่าเป็น
ยุคทองของดนตรีไทย เลยทีเดียว เนื่องด้วยพระมหากษัตริย์ได้มีความสนพระราชหฤทัย ในการดนตรี กวีศิลป์ พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถทั้งทางด้านดุริยางคศิลป์ ทัศนศิลป์ วรรณศิลป์ โดยเฉพาะทางด้านดุริยางคศิลป์ พระองค์ทรงมีความสามารถในการทรงซอสามสาย ถึงกับมีซอสามสายคู่พระหัตถ์ที่ชื่อว่า “ซอสายฟ้าฟาด” ทั้งยังทรงพระราชนิพนธ์เพลงไทยเดิมไว้เพลงหนึ่งซึ่งมีความไพเราะมากและเป็นอมตะมาจนทุกวันนี้ นั่นคือเพลง “ทรงพระสุบิน” หรือที่เรารู้จักกันในนามของเพราะ “บุหลันลอยเลื่อน”
การพัฒนาเปลี่ยนแปลงของดนตรีไทยในสมัยนี้ คือการนำวงปี่พาทย์ไม้แข็งมาบรรเลงประกอบการ
ขับเสภา ซึ่งในวงปี่พาทย์เสภานี้ได้มีกลองชนิดหนึ่งเกิดขึ้น คือ “กลองสองหน้า” ซึ่งมีลักษณะคล้ายเปิงมางของวงปี่พาทย์มอญ ซึ่งใช้บรรเลงกำกับจังหวะแทนตะโพนและกลองทัด ในการประกอบการขับเสภา และยังมีบทเพลงที่เรียกว่า “เพลงเสภา” เกิดขึ้น
ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า รัชการที่ 3 ในสมัยนี้ มีการปรับปรุงและสร้างเครื่องดนตรีไทยขึ้นเพื่อประสมในวงปี่พาทย์ ได้แก่ ฆ้องวงเล็กและระนาดทุ้ม เพื่อใช้ประสมในวงปี่พาทย์ไม้แข็ง จึงเกิดเป็นวงปี่พาทย์เครื่องคู่ ในรัชสมัยนี้เองซึ่งเป็นที่นิยมมาจนทุกวันนี้
รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการสร้างเครื่องดนตรีที่เอาแบบอย่างมาจากหีบเพลงฝรั่งได้แก่ ระนาดทองหรือระนาดเอกเหล็กและระนาดทุ้มเหล็ก ซึ่งได้เกิดวงดนตรีขนาดใหญ่ขึ้น ที่เราเรียกว่า “วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่”
สืบต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 5 ได้มีนักปราชญ์ราชบัณฑิต เกิดขึ้นหลายท่าน ทั้งด้านดุริยางคศิลป์ นาฏศิลป์ เชิงช่างต่างๆ ในด้านการดนตรี ได้มีวงปี่พาทย์อีกชนิดหนึ่งที่ได้แบบอย่างมาจากการแสดงโอเปร่าของชาติตะวันตก โดยผู้ที่คิดประสมดนตรีไทยชนิดใหม่นี้คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ โดยให้ชื่อวงดนตรีไทยที่ประสมวงขึ้นใหม่นี้ชื่อว่า “วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์”เพื่อใช้ในการบรรเลงประกอบการแสดงละครดึกดำบรรพ์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถในการละครและกวีนิพนธ์ ทรงพระราชนิพนธ์ละครไว้มากมายทั้งบทพากย์เจรจาโขนเรื่องรามเกียรติ์ ในทางดนตรีไม่มีสิ่งใดได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัย ในการดนตรีถึงกับทรงหัดเล่นดนตรีด้วยพระองค์เอง พระองค์ท่านมีพระปรีชาสามารถในการทรงซออู้ ทั้งยังทรงพระราชนิพนธ์เพลงไทยไว้ถึงสามเพลงคือ เพลงราตรีประดับดาว เพลงโหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง และเพลงเขมรลออองค์
ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ อานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 บ้านเมืองอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทางด้านคนตรีจึงมิได้มีการพัฒนาขึ้นแต่อย่างใด สืบจนรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระภัทรมหาราช รัชกาลที่ 9 การดนตรีได้มีความเจริญขึ้นเป็นอย่างมาก มีวงดนตรีไทย ที่เกิดจากการประสมวงขึ้นในรูปแบบของตะวันตก นั่นคือ “วงมหาดุริยางค์ไทย”ซึ่งเป็นแนวคิดของ หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)

ประวัติดนตรีตะวันตกแบ่งออกเป็นสมัยต่างๆ ได้ 9 สมัย ดังนี้
1. สมัยกรีก (Ancient Greek Music)
วัฒนธรรมตะวันตกถูกผูกติดอยู่กับชาวกรีกโบราณและชาวโรมัน ความสมบูรณ์ ความยอดเยี่ยมของความสวยงามและศิลปะมีต้นกำเนิดจากกรีกทั้งสิ้น ประวัติดนตรีกรีกโบราณตั้งแต่เริ่มต้นถึง 330 ปีก่อนคริสตกาล (330 B.C.) ดนตรีกรีกเป็นดนตรีเน้นเสียงแนวเดียว (Monophonic music) เน้นเฉพาะแนวทำนอง ไม่มีการประสานเสียง ดนตรีกรีกแบ่งออกได้ดังนี้
1.1
Mythical Period จากเริ่มต้นถึง 1,000 ปีก่อนคริสตกาล (1,000 B.C.) ดนตรีประเภทนี้ใช้ประกอบพิธีกรรมของลัทธิเทพเจ้าอพอลโล (Apollo) ผู้เป็นเจ้าแห่งแสงสว่าง พิธีกรรมของเทพเจ้าไดโอนิซัส (Dionysus)ส่วนเพทนิยายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับดนตรีคือบรรดาเทพ 9 องค์ เป็นธิดาของเทพเจ้าซีอุส
1.2 Homeric Period (1,000 – 700 B.C.) โฮเมอร์ (Homer) เป็นผู้ก่อตั้งสมัยนี้ และในสมัยนี้มีบทร้อยกรองที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชาติเกิดขึ้นจากการเดินทางผจญภัยของโฮเมอร์ ซึ่งต่อมาบทร้อยกรองหรือมหากาพย์ของโฮเมอร์กลายเป็นวรรณคดีที่ชาวกรีกนำมาขับร้อง ผู้ที่ขับร้องจะดีดพิณไลรา (Lyra) ลักษณะการขับร้องนี้เรียกว่า บาดส์ (bards) นอกจากนี้ยังมีดนตรีพื้นเมือง (Folk songs) ซึ่งมีลักษณะเป็นเพลงของพวกเลี้ยงแกะที่เป่า Panpipes (เครื่องดนตรีชนิดหนึ่งคล้ายแคน)
1.3 Archaic Period (700 – 550 B.C.) ในยุคสมัยนี้มีการแสดงออกจากการระบายอารมณ์ในใจของกวี (Music expressing sentiments) เป็นรูปแบบกวีนิพนธ์แบบลีริก (Lyric) ซึ่งมีลักษณะที่เอื้อให้กวีได้แสดงความรู้สึกส่วนตนได้อย่างเต็มที่
1.4 Classical period (550 – 440 B.C.) เป็นยุคที่มีการพัฒนาการร้องเพลงประกอบระบำที่เรียกว่า "ดีทีแรมบ์" (Dithyramb) คือ เป็นการร้องเพลงโต้ตอบกับกลุ่มคอรัส ทำให้การแสดงมีลักษณะของการสนทนาโต้ตอบกัน นอกจากนี้ยังมีการแสดงที่มีการผสมผสานศิลปะการเต้นรำและดนตรี
1.5 Hellinistic Period (440 – 330 B.C.) มีการค้นพบกฎพื้นฐานของเสียง โดยพิพาโกรัส (Pythagoras) ค้นพบวิธีที่จะสร้างระยะขั้นคู่เสียงต่างๆ รวมทั้งระยะขั้นคู่ 8 ซึ่งเป็นหลักที่สำคัญของบันไดเสียงของดนตรีตะวันตก กล่าวได้ว่าทฤษฎีดนตรีของกรีก
2. สมัยโรมัน(Roman)
หลังจากกรีกเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรโรมันในปี 146 ปีก่อนคริสตศักราช อาราจักรโรมันรับเอาวัฒนธรรมดนตรีของกรีกไปทั้งหมด ใช้รูปแบบการร้องเสียงเดียว (Monophony) เรียกว่า เพลนซอง (Plain Song) หรือแชนต์ (Chant)
นักปราชญ์ทางดนตรีสมัยโรมันยึดทฤษฎีดนตรีของกรีกเป็นหลักแล้วนำมาผสมผสานกับทัศนะแบบเฮเลนิสติคเช่น โพลตินุส (Plotinus 205-270 A.D.) และศิษย์ของเขาคนหนึ่งชื่อ พอร์ฟีรี (Porphyry 233-304 A.D.) ก็ได้เผยแพร่สั่งสอนทฤษฎีแบบเพลโตนิคใหม่ (Neo-Platonic) โพลตินุสได้ย้ำถึงอำนาจที่ดนตรีมีต่อจิตใจ และจรรยาธรรมของมนุษย์มีอำนาจในการชำระล้างจิตใจให้บริสุทธิ์พาใจให้พบความสวยงามและความดีงาม และในทางตรงกันข้ามดนตรีอาจมีอำนาจทำลายหากใช้ไปในทางที่ผิดดังนั้นจึงได้มีความพยายามที่จะอนุรักษ์ และกวดขันดนตรีที่ใช้ประกอบพิธีศาสนาและที่บรรเลงสำหรับการทหาร
ในสมัยหลังๆการดนตรีได้เสื่อมลงมากเพราะถูกนำไปบรรเลงประกอบในโอกาส และสถานที่ซึ่งไม่เหมาะสมและการจัดการบรรเลงดนตรีแบบโอ่อ่า ไม่เป็นที่สบอารมณ์หมู่นักปราชญ์ทางดนตรีประเภทอนุรักษ์นิยมเท่าใดนัก เช่นการจัดแสดงดนตรีวงมหึมา (Monter concert) ในสมัยของคารินุส (Carinus 284 A.D.) ได้มีการบรรเลงดนตรีที่ประกอบด้วยทรัมเปต100 ชิ้น แตร (Horn) 100 ชิ้นและเครื่องดนตรีอื่นๆ อีก 200 ชิ้นถ้าจะกล่าวถึงชีวิตของนักดนตรีในสมัยนั้นก็พูดได้ว่า คึกคักมากสมาคมสำหรับนักดนตรีอาชีพได้รับการจัดตั้งกันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสต์ศักราช มีบทบาทในการเรียกร้องสิทธิ์ให้แก่สมาชิกในรุ่นหลังๆ
3. สมัยกลาง (The Middle Ages) (ค.ศ. 450 – 1450)
สมัยกลางคือ ระยะเวลาจากคริสต์ศตวรรษที่ 5 จนถึงปลายศตวรรษที่ 14 (ค.ศ.450-1450) สมัยนี้เจริญสูงสุดเมื่อประมาณศตวรรษที่ 12-13 ศาสนามีอำนาจสูงมากทั้งด้านปัญญาและสปิริต ทำให้คนสามารถรวมกันได้หลังจากนั้นก็เริ่มเสื่อมลงแล้วติดตามด้วยสงครามร้อยปี ระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศสหลังจากสงครามก็มีการแตกแยกเกิดขึ้นในสมัยนี้เริ่มมีหลักฐานเกี่ยวกับเพลงคฤหัสถ์ (Secular music) ซึ่งเป็นเพลงขับร้องเพื่อความรื่นเริงได้รับความนิยมและแพร่หลายมากในประเทศต่างๆ ทางยุโรปตะวันตก นอกเหนือไปจากเพลงโบสถ์ (Church music) ซึ่งเพลงทั้งสองประเภทนี้มีลักษณะต่างกันคือ เพลงโบสถ์ซึ่งมีหลักฐานมาก่อนมีลักษณะเป็นเพลงร้องเสียงเดียวมักไม่มีดนตรีประกอบ ไม่มีอัตราจังหวะร้องเป็นภาษาละตินมีช่วงกว้างของทำนองจำกัด บันทึกเป็นภาษาตัวโน้ตที่เรียกว่า Neumatic notation เพลงคฤหัสถ์หรือเพลงที่ชาวบ้านร้องเล่นกันนอกวัดมีลักษณะเป็นเพลงร้องเสียงเดียว ที่มักจะมีดนตรีเล่นประกอบเป็นเพลงที่มีอัตราจังหวะปกติมักเป็นในจังหวะ 3/4 มีจังหวะสม่ำเสมอเป็นรูปแบบซ้ำทวน ทำนองเป็นตอนๆ มีตอนที่เล่นซ้ำ
ส่วนตอนปลายสมัยกลางคือราว ค.ศ. 1100-1400 นั้น ลักษณะของดนตรีเปลี่ยนแปลงพัฒนาไปคือในช่วงเวลาประมาณ 300 ปีระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 12-14 ดนตรีในวัดมีรูปแบบเปลี่ยนไปจากตอนต้นของสมัยกลางกล่าวคือ ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 9 เป็นต้นมา เพลงแชนท์ซึ่งรู้จักกันในนามของเกรเกอเลียน แชนท์ (Gregorian Chant) ได้รับการพัฒนามาเป็นรูปของการขับร้องแบบสอดประสานหรือ โพลีโฟนี (Polyphony) จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 13 ลักษณะของเพลงที่สำคัญในสมัยนี้ คือ ออร์แกนนั่ม (Organum) คือ การร้องในลักษณะของ การร้องประสานเสียง สองแนว โดยใช้ระยะขั้นคู่เสียงคู่สี่เป็นหลักและเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกัน ระยะต่อมาการเคลื่อนที่เริ่มไม่จำกัดทิศทางและท้ายที่สุดมีออร์แกนนั่มแบบเสียงที่สอง (เสียงต่ำ) ร้องโน้ตยาวๆ เพียง 1 ตัว ในขณะที่เสียงหนึ่ง (เสียงสูง) ร้องโน้ต 5-10 ตัวเนื่องจากออร์แกนนั่มเป็นเพลงที่พัฒนามาจากดนตรีในวัด หรือเพลงโบสถ์จึงเป็นเพลงที่ไม่มีอัตราจังหวะในระยะแรกต่อมาจึงเริ่มมีลักษณะของอัตราจังหวะกล่าวได้ว่า ในช่วงเวลานี้สิ่งสำคัญเกิดขึ้นคือการร้องแบบสองทำนองเริ่มเกิดขึ้นแล้วอย่างเด่นชัดเป็นลักษณะของการสอดประสาน
4. สมัยรีเนซองส์ (The Renaissance) (ค.ศ. 1450 – 1600)
ลักษณะของดนตรีในสมัยรีเนซองส์นี้ยังคงมีรูปแบบคล้ายในสมัยศิลป์ใหม่ แต่ได้มีการปรับปรุงพัฒนารูปแบบมากขึ้น ลักษณะการสอดประสานทำนองยังคงเป็นลักษณะเด่น เพลงร้องยังคงนิยมกัน แต่เพลงบรรเลงเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 15 และ 16 รูปแบบของดนตรีมีความแตกต่างกันดังนี้
ในศตวรรษที่ 15 ประชาชนทั่วไปได้หลุดพ้นจากการปกครองระบอบศักดินา (Feudalism) มนุษยนิยม (Humanism) ได้กลาย เป็นลัทธิสำคัญทางปรัชญาศิลปินผู้มีชื่อเสียง คือ โลเร็นโซ กิแบร์ตี โดนาเต็ลโล เลโอนาร์โด ดา วินชิ ฯลฯ เพลงมักจะมี 3 แนวโดยแนวบนสุดจะมีลักษณะน่าสนใจกว่าแนวอื่นๆ เพลงที่ประกอบด้วยเสียง 4 แนวในลักษณะของโซปราโน อัลโต เทเนอร์ เบสเริ่มนิยมประพันธ์กันซึ่งเป็นรากฐานของการประสานเสียง 4 แนว ในสมัยต่อๆ มาเพลงโบสถ์จำพวกแมสซึ่งพัฒนามาจากแชนท์มีการประพันธ์กันเช่นเดียวกับในสมัยกลางเพลงโมเต็ตยังมีรูปแบบคล้ายสมัยศิลป์ใหม่ ในระยะนี้เพลงคฤหัสถ์เริ่มมีการสอดประสานเกิดขึ้น คือ เพลงประเภทซังซองแบบสอดประสาน (Polyphonic chanson) ซึ่งมีแนวทำนองเด่น 1 แนวและมีแนวอื่นสอดประสานแบบล้อกัน (Imitative style) ซึ่งมีแนวโน้มเป็นลักษณะของการใส่เสียงประสาน (Homophony) ลักษณะล้อกันแบบนี้เป็นลักษณะสำคัญของเพลงในสมัยนี้นอกจากนี้มีการนำรูปแบบของโมเต็ตมาประพันธ์เป็นเพลงแมส และการนำหลักของแคนนอนมาใช้ในเพลงแมสด้วย
ในศตวรรษที่ 16 นี้ เพลงร้องแบบสอดประสานทำนองพัฒนาจนมีความสมบูรณ์แบบ เพลงร้องยังคงเป็นลักษณะเด่นแต่เพลงบรรเลงก็เริ่มนิยมกันมากขึ้น เพลงโบสถ์ยังมีอิทธิพลจากเพลงโบสถ์ของโรมัน แต่ก็มีเพลงโบสถ์ของนิกายโปรแตสแตนท์เกิดขึ้นการประสานเสียง เริ่มมีหลักเกณฑ์มากขึ้นการใช้การประสานเสียงสลับกับการล้อกันของทำนองเป็นลักษณะหนึ่งของเพลงในสมัยนี้การแต่งเพลงแมส และโมเต็ต นำหลักของการล้อกันของทำนองมาใช้แต่เป็นแบบฟิวก์ (Fugue) ซึ่งพัฒนามาจากแคนนอน คือ การล้อของทำนองที่มีการแบ่งเป็นส่วนๆที่สลับซับซ้อนมีหลักเกณฑ์มากขึ้น ในสมัยนี้มีการปฏิวัติทางดนตรีเกิดขึ้นในเยอรมันซึ่งเป็นเรื่องของความขัดแย้งทางศาสนากับพวกโรมันแคธอลิก จึงมีการแต่งเพลงขึ้นมาใหม่โดยใช้กฏเกณฑ์ใหม่ด้วยเพลงที่เกิดขึ้นมาใหม่เป็น เพลงสวด ที่เรียกว่า "โคราล" (Chorale) ซึ่งเป็นเพลงที่นำมาจากแชนท์แต่ใส่อัตราจังหวะเข้าไป นอกจากนี้ยังเป็นเพลงที่นำมาจากเพลงคฤหัสถ์โดยใส่เนื้อเป็นเรื่องศาสนาและเป็นเพลงที่แต่งขึ้นใหม่ด้วยเพลง ในสมัยนี้เริ่มมีอัตราจังหวะแน่นอนเพลงคฤหัสถ์มีการพัฒนาทั้งใช้ผู้ร้องและการบรรเลงกล่าวได้ว่าดนตรีในศตวรรษนี้มีรูปแบบ ใหม่ๆ เกิดขึ้นและหลักการต่างๆมีแบบแผนมากขึ้น
ในสมัยนี้มนุษย์เริ่มเห็นความสำคัญของดนตรีมาก โดยถือว่าดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตนอกจากจะให้ดนตรีในศาสนาสืบเนื่องมาจากสมัยกลาง (Middle Ages) แล้วยังต้องการดนตรีของคฤหัสถ์ (Secular Music) เพื่อพักผ่อนในยามว่าง เพราะฉะนั้นในสมัยนี้ดนตรีของคฤหัสถ์ (Secular Music) และดนตรีศาสนา (Sacred Music) มีความสำคัญเท่ากัน
5. สมัยบาโรก (The Baroque Age) (ค.ศ. 1600 -1750)
เริ่มตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 และมาสิ้นสุดลงราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็นเวลาร่วม 150 ปีเนื่องจากสมัยบาโรกเป็นสมัยที่ยาวนานรูปแบบของเพลง จึงมีการเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาอย่างไรก็ตามรูปแบบของเพลงที่สามารถกล่าวได้ว่าเป็นลักษณะเด่นที่สุดของดนตรี
บาโรกได้ปรากฏในบทประพันธ์ของ เจ.เอส.บาค และยอร์ชฟริเดริคเฮนเดลซึ่งคีตกวีทั้งสองนี้ได้แต่งขึ้นในช่วงเวลาครึ่งแรกของศตวรรษที่ 18 ในตอนต้นสมัยบาโรกคีตกวีส่วนมากได้เลิกนิยมสไตล์โพลี่โฟนี (Polyphony) ในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาซึ่งแนวขับร้องแต่ละแนวในบทเพลงต่างมีความสำคัญทัดเทียมกันและหันมาสนใจสไตล์โมโนดี (Monody) ซึ่งในบทเพลงจะมีแนวขับร้องเพียงแนวเดียวดำเนินทำนองและมีแนวสำคัญที่เรียกในภาษาอิตาเลี่ยนว่า "เบสโซคอนตินิวโอ (Basso Continuo)" ทำหน้าที่เสียงคลอเคลื่อนที่ตลอดเวลาประกอบ ทำให้เกิดคอร์ดขึ้นมา อย่างไรก็ตามคีตกวีรุ่นต่อมาก็มิได้เลิกสไตล์โฟลี่โฟนีเสียเลยทีเดียวหากยังให้ไปปรากฏในดนตรีคีย์บอร์ดในแบบแผนของฟิวก์ (Fugue) ออร์แกนโคราล (Organchorale) ตลอดจนทอคคาตา (Toccata) ซึ่งแต่งโดยใช้เทคนิคเคาน์เตอร์พอยท์ (Counterpoint)
ส่วนดนตรีศาสนาในแบบแผนต่างๆ เช่น ออราทอริโอ แมส พาสชัน คันตาตาในศาสนา (Church Cantata) คีตกวีก็นิยมแต่งกันไว้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “แมสในบี ไมเนอร์” ของ เจ.เอส. บาค และออราทอริโอ เรื่อง “The Messiah” ของเฮนเดลจัดได้ว่าเป็นดนตรีศาสนาที่เด่นที่สุดของสมัยนี้
ลักษณะสำคัญอีกอย่างหนึ่งของดนตรีสมัยบาโรกคือ การทำให้เกิด “ความตัดกัน” (Contrasting) เช่น ในด้าน ความเร็ว – ความช้า ความดัง – ความค่อยการบรรเลงเดี่ยว – การบรรเลงร่วมกัน วิธีเหล่านี้พบในงานประเภท ตริโอโซนาตา (Trio Sonata) คอนแชร์โต กรอซโซ (Concerto Grosso) ซิมโฟเนีย (Simphonia) และคันตาตา (Cantata) ตลอดสมัยนี้คีตกวีมิได้เขียนบทบรรเลงส่วนใหญ่ของเขาขึ้นอย่างครบบริบูรณ์ทั้งนี้ เพราะเขาต้องการให้ผู้บรรเลงมีโอกาสแสดงความสามารถการเล่นโดยอาศัยคีตปฏิภาณหรือการด้นสด (Improvisation) และการประดิษฐ์เม็ดพราย (Ornamentation) ในแนวของตนเอง
นอกจากนี้ ในสมัยบาโรกนี้การบันทึกตัวโน้ตได้รับการพัฒนามาจนเป็นลักษณะการบันทึกตัวโน้ตที่ใช้ในปัจจุบัน คือการใช้บรรทัด 5 เส้น การใช้กุญแจซอล (G Clef) กุญแจฟา (F Clef) กุญแจอัลโตและกุญแจเทเนอร์ (C Clef) มีการใช้สัญลักษณ์ตัวโน้ตและตัวหยุดแทนความยาวของจังหวะและตำแหน่งของตัวโน้ตบรรทัด 5 เส้น แทนระดับเสียงและยังมีตัวเลขบอกอัตราจังหวะมีเส้นกั้นห้องและสัญลักษณ์อื่นๆเพื่อใช้บันทึกลักษณะของเสียงดนตรี
6. สมัยคลาสสิก (The Classical Period) (ค.ศ. 1750 -1820)
ดนตรีในสมัยคลาสสิกมีลักษณะเฉพาะคือมี โครงสร้าง (Structure) ที่ชัดเจนขึ้นการค้นหาความอิสระในด้านวิชาการ ลักษณะของดนตรีในสมัยคลาสสิกที่เปลี่ยนไปจากสมัยบาโรกที่เห็นได้ชัดคือ การไม่นิยมการสอดประสานของทำนองที่เรียกว่า เคาน์เตอร์พอยท์ (Counterpoint) หันมานิยมการเน้นทำนองหลักเพียงทำนองเดียวโดยมีแนวเสียงอื่นประสานให้ทำนองไพเราะขึ้นคือ การใส่เสียงประสานลักษณะของบาสโซ คอนตินูโอเลิกใช้ไปพร้อมๆกับการสร้างสรรค์แบบอิมโพรไวเซชั่น (Improvisation) ผู้ประพันธ์นิยมเขียนโน้ตทุกแนวไว้ ไม่มีการปล่อยว่างให้ผู้บรรเลงแต่งเติมเองลักษณะของบทเพลงก็เปลี่ยนไปเช่นกัน
ศูนย์กลางของสมัยคลาสสิกตอนต้นคือ เมืองแมนฮีมและกรุงเวียนนาโรงเรียนแมนฮีมจัดตั้งขึ้นโดย Johann Stamitzซึ่งเป็นนักไวโอลิน และเป็นผู้ควบคุม Concert ของ The Mannheim orchestra เขาเป็นผู้พัฒนาสไตล์ใหม่ของการประพันธ์ดนตรี (Composition) และการเรียบเรียงสำหรับ วงออร์เคสตรา (Orchestration) และยังพัฒนา The sonata principle in 1st movement of symphonies, second theme of Stamitzตรงกันข้ามกับ 1st theme ซึ่ง Dramatic, striking หรือ Incisive (เชือดเฉือน) เขามักเพิ่มการแสดงออกที่เป็นท่วงทำนองเพลงนำไปสู่บทเพลงในซิมโฟนีการเปลี่ยนความดัง - ค่อย (Dynamic) อย่างฉับพลันในช่วงสั้นๆได้รับการแสดงครั้งแรกโดย Manheim orchestra เขายังขยาย Movement scheme of symphony จากเร็ว-ช้า-เร็ว เป็น เร็ว – ช้า – minuet – เร็ว (minuet คือดนตรีบรรเลงเพื่อการเต้นรำคู่ในจังหวะช้า 3 จังหวะ )ใช้ครั้งแรกโดย GM Monn แบบแผนนี้กลายเป็นมาตรฐานในซิมโฟนีและสตริงควอเตท (String quartet )
สมัยคลาสสิกนี้จัดได้ว่าเป็นสมัยที่มีการสร้างกฎเกณฑ์รูปแบบในทุกๆ อย่างเกี่ยวกับการประพันธ์เพลงซึ่งในสมัยต่อๆมาได้นำรูปแบบในสมัยนี้มาใช้และพัฒนาให้ลึกซึ้ง หรือแปรเปลี่ยนไปเพลงในสมัยนี้เป็นดนตรีบริสุทธิ์ส่วนใหญ่ กล่าวคือ เพลงที่ประพันธ์ขึ้นมาเป็นเพลงซึ่งแสดงออกถึงลักษณะของดนตรีแท้ๆมิได้มีลักษณะเป็นเพลงเพื่อบรรยายถึงเหตุการณ์หรือเรื่องราวใดๆ ซึ่งเป็นลักษณะที่มีกฎเกณฑ์ ไม่มีการใส่หรือแสดงอารมณ์ของผู้ประพันธ์ลงในบทเพลงมากนัก ลักษณะของเสียงที่ดัง - ค่อย ค่อยๆ ดัง และค่อยๆเบาลง
7. สมัยโรแมนติก (The Romantic Period) (ค.ศ. 1820 – 1900)
สมัยโรแมนติกเริ่มต้นขึ้นในตอนต้นของศตวรรษที่ 19 แต่รูปแบบของดนตรีโรแมนติกเริ่มเป็นรูปแบบขึ้นในตอนปลายของศตวรรษที่ 18 แล้วโดยมีเบโธเฟนเป็นผู้นำ และเป็นรูปแบบของเพลงที่ยังคงพบเห็นแม้ในศตวรรษที่ 20 นี้ สมัยนี้เป็นดนตรีที่แสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึกของ ผู้ประพันธ์อย่างมากผู้ประพันธ์เพลงในสมัยนี้ไม่ได้แต่งเพลงให้กับเจ้านายของตนดังในสมัยก่อนๆ ผู้ประพันธ์เพลงแต่งเพลงตามใจชอบของตน และขายต้นฉบับให้กับสำนักพิมพ์เป็นส่วนใหญ่ลักษณะดนตรีจึงเป็นลักษณะของผู้ประพันธ์เอง
ลักษณะทั่วๆ ไปของการดนตรีในสมัยโรแมนติก (ไขแสง ศุขะวัฒนะ. 2535:111) มีดังนี้
(1) คีตกวีสมัยนี้มีความคิดเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น สามารถแสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิดอย่างมีอิสระไม่จำเป็นต้องสร้างความงามตามแบบแผนวิธีการ และไม่ต้องอยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้ใดทั้งนี้เพราะเขาไม่ได้อยู่ในความอุปถัมภ์ของโบสถ์เจ้านาย และขุนนางเช่นคีตกวีสมัยคลาสสิกอีกต่อไป
(2) ใช้อารมณ์และจินตนาการเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงาน
(3) ลักษณะที่เปลี่ยนไปอยู่ภายใต้อิทธิพลของ “ลัทธิชาตินิยม” (Nationalism)
(4) ลักษณะที่ยังคงอยู่ภายใต้อิทธิพลของ “ลัทธินิยมเยอรมัน” (Germanism)
(5) ลักษณะภายในองค์ประกอบของดนตรีโดยตรง
5.1) ทำนองลีลาและบรรยากาศของทำนองเน้นความรู้สึก และอารมณ์ของบุคคลมากขึ้นมีแนวเหมือนแนวสำหรับขับร้องมากขึ้น และความยาวของวลี (Phrase) ก็เปลี่ยนแปลงไปโดยไม่จำกัด
5.2) การประสานเสียงโครงสร้างของคอร์ดและลำดับการใช้คอร์ด มีเสรีภาพมากขึ้นการใช้คอร์ด 7 คอร์ด 9 อย่างมีอิสระ และการย้ายบันไดเสียงแบบโครมาติค (Chromatic Modulation) มีบทบาทที่สำคัญ
5.3) ความสำคัญของเสียงหลัก (Tonality) หรือในคีย์ยังคงมีอยู่แต่เริ่มคลุมเครือ หรือเลือนลางไปบ้างเนื่องจากบางครั้งมีการเปลี่ยนบันไดเสียงออกไปใช้บันไดเสียงที่เป็นญาติห่างไกลบ้างหรือ Chromatic Modulation
5.4) พื้นผิวในสมัยนี้โฮโมโฟนียังคงมีความสำคัญมากกว่าเคาน์เตอร์พอยท์
5.5) ความดังเบาของเสียง (Dynamics) ในสมัยนี้ได้รับการเน้นให้ชัดเจนทั้งความดังและความเบาจนเป็นจุดเด่นจุดหนึ่ง
8. สมัยอิมเพรสชันนิสติก (The Impressionistic Period) (ค.ศ. 1890 – 1910)
ในตอนปลายของศตวรรษที่ 19 จนถึงตอนต้นของศตวรรษที่ 20 (1890-1910) ซึ่งอยู่ในช่วงของสมัยโรแมนติกได้มีดนตรีที่ได้รับการพัฒนาขึ้นโดย คลอด เดอบุสชี (Claude, Debussy) ผู้ประพันธ์เพลงชาวฝรั่งเศส ดนตรีอิมเพรสชั่นนิสติก ก่อให้เกิดความประทับใจและแตกต่างจากดนตรีโรแมนติกซึ่งก่อให้เกิดความสะเทือนอารมณ์ ลักษณะทั่วๆไปของดนตรีอิมเพรสชั่นนิสติกเต็มไปด้วยจินตนาการที่เฟื่องฝันอารมณ์ที่ล่องลอยอย่างสงบ และความนิ่มนวลละมุนละไมส่วน ในด้านเทคนิคดนตรีอิมเพรสชั่นนิสติกได้เปลี่ยนแปลงบันไดเสียงเสียใหม่แทนที่จะเป็นแบบเดียโทนิค (Diatonic) ซึ่งมี 7 เสียงอย่างเพลงทั่วไป กลับเป็นบันไดเสียงที่มี 6 เสียง (ซึ่งระยะห่างหนึ่งเสียงเต็มตลอด) เรียกว่า "โฮลโทนสเกล" (Whole – tone Scale) นอกจากนี้คอร์ดทุกคอร์ดยังเคลื่อนไปเป็นคู่ขนานที่เรียกว่า "Gliding Chords" และส่วนใหญ่ของบทเพลงจะใช้ลีลาที่เรียบและนุ่มนวล เนื่องจากลักษณะของบันไดเสียงแบบเสียงเต็มนี้เองบางครั้งทำให้เพลงในสมัยนี้มีลักษณะลึกลับไม่กระจ่างชัด ลักษณะของความรู้สึกที่ได้จากเพลงประเภทนี้ จะเป็นลักษณะของความรู้สึก "คล้าย ๆ ว่าจะเป็น…" หรือ"คล้าย ๆว่าจะเหมือน…" มากกว่าจะเป็นความรู้สึกที่แน่ชัดลงไปว่าเป็นอะไร
9. สมัยศตวรรษที่20 – ปัจจุบัน (The Twentieth Century) (ค.ศ. 1900 – ปัจจุบัน)
ในยุคสมัยนี้มีความเจริญทางด้านการค้าความเจริญทางด้านเทคโนโลยี ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์การขนส่ง การสื่อสาร คอมพิวเตอร์ฯลฯ ทำให้แนวความคิดทัศนคติของมนุษย์เราเปลี่ยนแปลงไปและแตกต่างจากแนวคิดของคนในสมัยก่อนๆ จึงส่งผลให้ดนตรีมีการพัฒนาเกิดขึ้นหลายรูปแบบคีตกวีทั้งหลายต่างก็ได้พยายามคิดวิธีการแต่งเพลง การสร้างเสียงใหม่ๆรวมถึงรูปแบบการบรรเลงดนตรีความเปลี่ยนแปลงในทางดนตรีของคีตกวีในศตวรรษ คือ คีตกวีมีความคิดที่จะทดลองสิ่งใหม่ๆ แสวงหาทฤษฎีใหม่ๆขึ้นมาเพื่อรองรับความคิดสร้างสรรค์กับสิ่งใหม่ๆ ให้กับตัวเองดนตรีในศตวรรษที่ 20 นี้กล่าวได้ว่าเป็นลักษณะของดนตรีที่มีหลายรูปแบบ นอกจากนี้ยังมีการใช้บันไดเสียงมากกว่า 1 บันไดเสียงในขณะเดียวกันที่เรียกว่า "โพลีโทนาลิตี้" (Polytonality) ในขณะที่การใช้บันไดเสียงแบบ 12 เสียง ที่เรียกว่า "อโทนาลิตี้" (Atonality) เพลงจำพวกนี้ยังคงใช้เครื่องดนตรีที่มีมาแต่เดิมเป็นหลักในการบรรเลง
ดนตรีในศตวรรษที่ 20 นี้ไม่อาจที่จะคาดคะเนได้มากนักเนื่องจาก มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตามความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี การเลื่อนไหลทางวัฒนธรรมคนในโลกเริ่มใกล้ชิดกันมากขึ้น (Globalization) โดยใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์หรืออินเตอร์เน็ต (Internet) ในส่วนขององค์ประกอบทางดนตรีในศตวรรษนี้มีความซับซ้อนมากขึ้น มาตรฐานของรูปแบบที่ใช้ในการประพันธ์และการทำเสียงประสาน โดยยึดแบบแผนมาจากสมัยคลาสสิกได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและสร้างทฤษฎีขึ้นมาใหม่ เพื่อรองรับดนตรีอีกลักษณะคือบทเพลงที่ประพันธ์ขึ้นมา เพื่อบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเสียงเกิดขึ้นจากคลื่นความถี่จากเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic) ส่งผลให้บทเพลงมีสีสันของเสียงแตกต่างออกไปจากเสียงเครื่องดนตรีประเภทธรรมชาติ (Acoustic) ที่มีอยู่ อย่างไรก็ตามการจัดโครงสร้างของดนตรียังคงเน้นที่องค์ประกอบหลัก 4 ประการเหมือนเดิมกล่าวคือ ระดับเสียงความดังค่อยของเสียง ความสั้นยาวของโน้ต และสีสันของเสียง

 |