<< Go Back


ลิลิตตะเลงพ่าย พระนิพนธ์ในสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส เป็นวรรณคดีเฉลิมพระเกรียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช โดยกล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งที่พระมหาอุปราชาของพม่ายกทัพมาเพื่อตีกรุงศรีอยุธยา แล้วสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา จนได้รับชัยชนะ  ชี้ให้เห็นถึงการรักษาเอกราชของบรรพบุรุษไทย ทำให้ผู้อ่านเกิดความรักชาติและมีจิตสำนึกที่ดี


ลิลิตตะเลงพ่าย เป็นวรรณคดีเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มีการดำเนินเรื่องตามพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา เริ่มตั้งแต่สมเด็จพระมหาธรรมราชาเสด็จสวรรคต   จนถึงตอนที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถีกังพระมหาอุปราชาของพม่า พระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์ใน พ.ศ.๒๑๓๕
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรสทรงพระนิพนธ์เรื่องนี้เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช โดยแต่งแนวเดียวกับยวนพ่ายโคลงดั้น หรือโคลงยวนพ่าย ซึ่งมีมาก่อนตั้งแต่สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ


ลิลิตตะเลงพ่ายเป็นวรรณคดีแนวประวัติศาสตร์และเป็นวรรณกรรมเฉลิมพระเกียรติ นับเป็นวรรณคดีที่มุ่งสดุดีวีรกรรมด้านการรบของวีรบุรุษของชาติ คือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชแต่งเป็นลิลิตสุภาพ ประกอบด้วยร่ายสุภาพและโคลงสุภาพ อันได้แก่ โคลงสอองสุภาพ โคลงสามสุภาพ และโคลงสี่สุภาพ สลับกันตามความเหมาะสมของเนื้อหา โดนเริ่มต้นด้วยร่ายสุภาพซึ่งเป็นบทยอพระเกียรติและสดุดีความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมือง โดยแต่งให้คำสุดท้ายของบทประพันธ์บทต้น ส่งสัมผัสมายังคำที่ ๑ หรือคำที่ ๒ หรือคำที่ ๓ ของบทต่อไป เชื่อมกันอย่างนี้ตลอดทั้งเรื่อง เรียกว่า เข้าลิลิต
ลักษณะคำประพันธ์ของลิลิตตะเลงพ่าย มีดังนี้
๑) ร่ายสุภาพ
๒) โคลงสองสุภาพ
๓) โคลงสามสุภาพ
๔) โคลงสี่สุภาพ


คำว่า ตะเลง หมายถึง มอญ พ่าย แปลว่า แพ้ คำว่า ตะเลงพ่าย แปลตามตัวอักษรคือ มอญแพ้ แต่พม่าเป็นผู้ที่ปกครองมอญอยู่ คำว่าตะเลงในที่นี้จึงหมายถึง พม่าและมอญเป็นผู้แพ้สงคราม เนื้อหาในลิลิตตะเลงพ่ายมี ๑๒ ตอน โดยเริ่มต้นเรื่องด้วยร่ายสุภาพและโคลงสี่สุภาพยอพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  ซึ่งกล่าวถึงการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช สมเด็จพระนเรศวรทรงขึ้นครองราชย์โดยมีสมเด็จพระเอกาทศรถเป็นพระมหาอุปราช  พระเจ้าหงสาวดีทราบข่าวไทยผลัดเปลี่ยนแผ่นดินใหม่ก็ปรารถว่าจะมาตีไทยเพื่อหยั่งเชิง จึงมีพระราชบัญชาให้พระมหาอุปราชายกทััพมาตีไทย เมื่อลานางสนมแล้วก็ยกทัพเจ้ามาทางเมืองกาญจนบุรี

ที่มาภาพ : https://sites.google.com/a/htp.ac.th/lilitalangpai/5-reuxng-yx

ฝ่ายสมเด็จพระนเรศวรปรารถจะไปตีเมืองเขมร ครั้นรู้ข่าวก็ทรงเตรียมการสู้ศึกพม่า ทรงตรวจแลัตระเตรียมกองทัพ พระมหาอุปราชาทรงปรึกษาการศึกแล้วยกเข้ามาปะทะทัพหน้าของไทย ส่วนสมเด็จพระนเรศวรก็ทรงปรึกษาเพื่อหาทางเอาชนะข้าศึก  เมื่อทัพหลวงเคลื่อนพลช้างทรงของสมเด็จพระนเรศวรและช้างของสมเด็จพระเอกาทศรถกำลังตกมัน ก็เตลิดเข้าไปในวงล้อมของข้าศึก ณ ตำบลตระพังตรุ สมเด็จพระนเรศวรทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา สมเด็จพระเอกาทศรถทรงทำยุทธหัตถีกับมางจาชโร และได้รับชัยชนะทั้งสองพระองค์ เมื่อพระมหาอุปราชาถูกฟันขาดคอช้าง กองทัพหงสาวดีก็แตกพ่ายกลับไป

สมเด็จพระนเศวรทรงปูนบำเหน็จทหารและปรึกษาโทษนายทัพนายกองที่ตามช้างทรงเข้าไปในกองทัพพม่าไม่ทัน สมเด็จพระวันรัตทูลขอพระราชทานอภัยโทษแทนแม่ทัพนายกองทั้งหมด สมเด็จพระนเรศวรก็โปรดพระราชทานอภัยโทษให้ โดยให้ยกทัพไปตีทวายและตะนาวศรีเป็นการแก้ตัว จากนั้ันได้ทรงจัดการทำนุบำรุงหัวเมืองทางเหนือ เจ้าเมืองเชียงใหม่มาสวามิภักดิ์ขอเป็นเมืองขึ้น สมเด็จพระนเรศวรทรงรับทูตเชียงใหม่และจบลงด้วยการยอพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวร ตอนท้ายกล่าวถึงธรรมะสำหรับพระเจ้าแผ่นดิน และบอกจุดมุ่งหมายในการแต่งบอกชื่อผู้แต่ง สมัยที่แต่งและตำอธิษฐานของผู้ทรงนิพนธ์ คือ ขอให้บรรลุโลกุตรธรรม แต่ถ้ายังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ก็ขอให้ได้เป็นกวีทุกชาติไป

ที่มาภาพ : https://sites.google.com/a/htp.ac.th/lilitalangpai/5-reuxng-yx


๑. เป็นวรรณคดีชั้นสูงของชาติซึ่งถือได้ว่าเป็นแบบอย่างที่ดีของวรรณคดีอื่นๆ
๒. ให้คุณค่าทางด้านวรรณศิลป์หลายประการ เช่น การเล่นคำ การแทรกบทนิราศคร่ำครวญ การใช้โวหารต่างๆ การพรรณนาฉากที่ทำให้ผู้อ่านมีอารมณ์ร่วม และเกิดความรู้สึกคล้อยตาม
๓. ให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และลักษณะผู้ฟังที่ดี
๔. ปลุกใจให้คนไทยรักและเทิดทูนแผ่นดินไทยจนพร้อมที่ อบรมข้อนี้ทำให้เราได้ข้อคิดที่ว่า การพูดดีเป็นศรีแก่ตัว เมื่อเราทราบเช่นนี้แล้วเราทุกคนก่อนที่จะพูดอะไรต้อง คิดและไตร่ตรองให้ดีก่อนที่จะพูด

 


https://sites.google.com/a/htp.ac.th/lilitalangpai/1-sara-sakhay

<< Go Back