
อุกกาบาตเปรียบเหมือนคนพเนจรที่ลอยอยู่ในระบบสุริยะจักรวาล ในอดีตมีอุกกาบาตจำนวนมากทั้งแบบเต็มก้อน และแบบห่าฝน ที่เคยผ่านเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก กลายเป็น ลูกไฟในสายตาของผู้พบเห็น หลายชีวิตต้องสังเวยจากการตกกระทบของมัน เศษอุกกาบาตที่เหลือจากการตกกระแทก กลายเป็นสะเก็ดดาว และอยู่ยงคงกระพันมาจนถึงทุกวันนี้ แต่ที่ใหญ่และหนักที่สุดมีเพียง 7 ก้อน ดังที่จะนำเสนอต่อไปนี้

ลำดับ 7 'วิลลาเมต' น้ำหนักโดยประมาณ 15.5 ตัน
เป็นสะเก็ดดาวที่ใหญ่ที่สุดที่พบในสหรัฐฯ องค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นแร่เหล็กถึง 91 เปอร์เซ็นต์ และนิกเกิลอีก 7.62 เปอร์เซ็นต์ ตกในรัฐโอเรกอน แต่ร่องรอยการกระแทกไม่หลงเหลือแล้ว

ลำดับ 6 'เอ็มโบซี' น้ำหนักโดยประมาณ 16 ตัน
สะเก็ดดาว เอ็มโบซี ถูกค้นพบอย่างเป็นทางการในปี 1930 ในประเทศแทนซาเนีย

ลำดับ 5 'อักปาลิลิค' น้ำหนักโดยประมาณ 20 ตัน
ถูกค้นพบโดย วาน เอฟ. บุชวาลด์ ที่คาบสมุทรอักปาลิลิก ในทวีปกรีนแลนด์ รู้จักกันในชื่อ 'เดอะ แมน' ตกสู่พื้นโลกเมื่อราว 10,000 ปีก่อน และเป็นหนึ่งในสะเก็ดเหล็กที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยา ในเมืองโคเปนเฮเกน

ลำดับ 4 'บาคุบิริโต' น้ำหนักโดยประมาณ 22 ตัน เป็นสะเก็ดดาวเต็มก้อนที่สมบูรณ์ที่สุดที่เคยค้นพบในเม็กซิโกอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง มันถูกค้นพบเมื่อปี 1892 โดย กิลเบิร์ต เอลลิส ไบเลย์ นักธรณีวิทยาชาวอเมริกัน

ลำดับ 3 'อาห์นิกิโต' น้ำหนักโดยประมาณ 31 ตัน
นักวิทยาศาสตร์พยายามตามหามันมาตั้งแต่ปี 1818 จนกระทั่ง โรเบิร์ต อี เพียรี นักสำรวจมหาสมุทรอาร์กติก ชาวอเมริกัน สามารถระบุที่ตั้งที่ชัดเจนของมันได้ในปี 1894 โดยได้รับการช่วยเหลือจากชนพื้นเมืองนิรนาม ทีมของเพียรใช้ความพยายามถึง 3 ปี กว่าจะสามารถขนก้อนโลหะหนักอึ้งขนาด 12.1 ตารางเมตรนี้ลงเรือได้ ซึ่งเขานำมันไปขายให้กับพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอ

ลำดับ 2 'เอล คาโก' น้ำหนักโดยประมาณ 37
ซึ่งตกกระแทกกับพื้นโลกสร้างหลุมยุบขนาด 60 ตารางกิโลเมตร ในประเทศอาร์เจนตินา เอล คาโก

ลำดับ 1 'โฮบา' น้ำหนักโดยประมาณ 60 ตัน
ตั้งอยู่ที่เมืองกรูตฟอนไตน์ แคว้นโอตโจซอนด์จูปา ประเทศนามิเบีย

https://www.thairath.co.th/content/335834
|