<< Go Back


        แรง (Force)หมายถึง ปริมาณที่กระทำกับวัตถุแล้วทำให้วัตถุมีการเปลี่ยนสถานภาพเคลื่อนที่ แรง (F) เป็นปริมาณเวกเตอร์มีหน่วยเป็นนิวตัน (N)
        มวล (Mass)หมายถึง ปริมาณที่วัตถุต้านสภาพการเคลื่อนที่ 

        ความเฉื่อย (Inertia)
           ปริมาณที่ต้านสภาพการเคลื่อนที่มีค่ามากหรือน้อย คือ มวล ( m )  มวลปริมาณสเกลาร์ในระบบเอสไอ เป็นหน่วยฐาน มีหน่วยเป็นกิโลกรัม ( kg)
           สภาพการเคลื่อนที่ (state of motion) หมายถึง วัตถุทีอยู่นิ่งถูกแรงกระทำให้มีการเปลี่ยนความเร็วเพิ่มขึ้น หรือวัตถุที่มีความเร็วถูกแรงกระทำให้มีการเปลี่ยนความเร็วลดลง เรียกว่า  เปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ หมายถึง ลักษณะของวัตถุ อยู่นิ่ง หรือเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงตัวตลอดไป
           ในกรณีที่มีแรงเพียงแรงเดียวกระทำวัตถุ วัตถุตะมีการเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่เสมอ แต่ถ้าวัตถุไม่เปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ แสดงว่ามีแรงอื่นมากระทำวัตถุด้วยผลรวมของรงมีค่าเป็นศูนย์
           แรงเป็นปริมาณเวกเตอร์

           เขียนแทนได้ด้วยลูกศรเวกเตอร์ แรงขนาด 10 N ดึงวัตถุไปทางขวา

        แรงเป็นปริมาณเวกเตอร์เมื่อมีแรงมากกว่า 2 แรง มากระทำบนวัตถุอันเดียวกัน ก็สามารถรวมกันได้ ผลรวมของแรงหลายแรงเขียนเป็น  ( ซิกมา F )  เรียกว่า แรงลัพธ์ ( Resultant force )

       การรวมเวกเตอร์ของแรง
         1.สร้างรูปหลายเหลี่ยมปิด

        
       มีแรงกระทำวัตถุ 7 นิวตัน ทิศไปทางขวามือ


กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

           3.2 กฎการเคลื่อนที่ ข้อที่ 1 ของนิวตัน
               

                กฎการเคลื่อนที่ข้อที่หนึ่งของนิวตันนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่ง คือ กฎ (Low of inertia)
วัตถุที่เป็นไปตามกฎการเคลื่อนที่ข้อหนึ่งของนิวตัน จะมีความเร่งเป็นศูนย์ เหตุผลเพราะว่า วัตถุไม่มีการเปลี่ยนแปลงความเร็ว เนื่องจาก

                ตัวอย่างการเคลื่อนที่ของวัตถุที่เป็นไปตามกฎการเคลื่อนที่ข้อที่หนึ่งของนิวตัน เมื่อผู้โดยสารยืนอยู่ในรถประจำทางหยุด และรถโดยสารออกรถอย่างกะทันหัน ผู้โดยสารจะเซไปทางด้านหลังและเมื่อหยุดรถกะทันหัน จะเซไปข้าหน้าเป็นเพราะว่าผู้โดยสารเป็นไปตามกฎการเคลื่อนที่ข้อที่หนึ่งของนิวตัน
         3.3 กฎการเคลื่อนที่ ข้อที่ 2 กฎการเคลื่อนที่ข้อที่สองของนิวตัน
          กฎการเคลื่อนที่ข้อสองของนิวตัน คือ เมื่อแรงลัพธ์ซึ่งมีขนาดไม่เป็น ศูนย์มากระทำต่อวัตถุ วัตถุเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่จะทำให้วัตถุเกิดความเร่งในทิศเดียวกับแรงลัพธ์ที่มากระทำ และขนาดของความเร่งจะแปรผันตรงกับขนาดของแรงลัพธ์ และจะแปรผันกับมวลวัตถุ
        จากกฎการเคลื่อนที่ข้อที่สองของนิวตัน แสดงว่า

         หรือ

         หรือ  

         เมื่อเปลี่ยนความสัมพันธ์ในเชิงการแปรผันเป็นสมการจะได้
                         F  =  ka
          ในระบบเอสไอใช้หน่วยของแรงเป็นนิวตัน โดยกำหนดให้แรง 1 นิวตันเป็นแรงที่ทำให้วัตถุมวล 1  kg เคลื่อนที่ด้วยความเร่ง 1 m/s2
         ดังนั้น ถ้า F = 1N, m = 1 kg จะได้ a = 1 m/s2
                         1N =  k ( 1 kg) ( 1 m/s2)
                         k = 1
         จึงเขียนสมการใหม่เป็น

         3.4 กฎการเคลื่อนที่ ข้อที่ 3 ของนิวตัน
         กฎการเคลื่อนที่ข้อที่สามของนิวตัน คือ เมื่อแรงกระทำกับวัตถุ ทุกแรงกิริยาจะต้องมีแรงปฏิกิริยาที่มีขนาดเท่ากันและทิศตรงข้ามเสมอ

ออกแรงผลักผนังดังรูป

แรงทั้งสองนี้ เรียกว่า แรงคู่กิริยาปฎิริยา

         แรงที่ดึงเส้นเชือกจะส่งผ่านเส้นเชือก ทำให้เส้นเชือกดึงวัตถุด้วยแรงขนาดเท่ากัน ถ้ามวลของเชือกน้อยมากเมื่อเทียบกับมวลวัตถุ แรงที่เส้นเชือกดึงวัตถุนี้เรียกว่าแรงดึง ( Tension ) หรือความดึง

        
         3.5 น้ำหนัก (Weight)

                น้ำหนัก หมายถึง แรงที่โลกดึงดูดวัตถุมีทิศเดียวกับความเร่ง น้ำหนักเป็นปริมาณเวกเตอร์น้ำหนักคือแรงจึงมีหน่วยเป็นนิวตัน เมื่อปล่อยวัตถุให้ตกอย่างเสรี ภายใต้แรงดึงดูดของโลก วัตถุจะตกลงมาด้วยน้ำหนัก ตามกฎเคลื่อนที่ข้อที่สองของนิวตัน

        

                จะได้ว่าอัตราส่วนของน้ำหนักของวัตถุ 2 ก้อน จะเท่ากับอัตราส่วนของมวลของวัตถุทั้งสอง เมื่ออยู่บริเวณเดียวกัน เราจึงสามารถหาน้ำหนักของวัตถุใด ๆ เทียบกับน้ำหนักของมวลมาตรฐาน โดยทั่วไปคนนิยมที่จะบอกน้ำหนักในหน่วยของมวล เช่น ส้ม มีน้ำหนัก 1 kg  ซึ่งแท้จริงแล้ว หมายถึง น้ำหนักของส้มเทียบกับน้ำหนักของมวลมาตรฐานมีค่าเท่ากัน
การวัดน้ำหนักของวัตถุ ทำได้โดยการใช้เครื่องชั่งสปริงหรือใช้คานเปรียบเทียบน้ำหนักที่เรียกกว่า ตาชั่งสองแขน

                การวัดน้ำหนักโดยใช้ตาชั่งสองแขนจะอ่านค่าได้ถูกต้องเมื่อแขนอยู่ในตำแหน่งสมดุล มวลมาตรฐานเท่ากับมวลของวัตถุ ดังนั้นน้ำหนักมาตรฐานก็เท่ากับน้ำหนักของวัตถุ

        
                แรงดึงเชือกมีค่าเท่าใด ตาชั่งสปริงจะอ่านค่าได้เท่านั้นด้วย ถ้าแรงดึงเชือก T เปลี่ยนไป ค่าที่อ่านได้บนตาช่างจะเปลี่ยนไปด้วย

                  เป็นน้ำหนักที่แท้จริง เป็นน้ำหนักที่เกิดจากโลกดึงดูดวัตถุและ T เป็นน้ำหนักที่อ่านได้บนตาชั่ง ถ้าตาชั่งอยู่นิ่งหรือเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงตัว แรง T = mg น้ำหนักที่อ่านได้บนตาชั่งจะถูกต้อง แต่ถ้าตาชั่งมีการเคลื่อนที่ด้วยความเร่ง น้ำหนักที่อ่านได้จากตาชั่งจะไม่ตรงกับน้ำหนักจริง

การใช้กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

         1. กฎการเคลื่อนที่ข้อที่หนึ่ง
                วัตถุจะคงสภาพอยู่นิ่งหรือสภาพการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงตัวในแนวตรงนอกจากแรงลัพธ์ซึ่งมีค่าไม่เป็นศูนย์มากระทำ จากกฎข้อนี้อธิบายในฟิสิกส์เรื่องสมดุล คือ ผลรวมของแรงที่กระทำกับวัตถุมีค่าเป็นศูนย์

         วัตถุจะสมดุลเมื่อผลรวมของแรงทั้งหมดเป็นศูนย์ จะพิจารณาเพียงแกน X  หรือแกน Y  อย่างเดียวว่าเป็นศูนย์ไม่ได้
         2. กฎการเคลื่อนที่ข้อที่สอง
         เมื่อมีแรงลัพธ์ซึ่งมีค่าไม่เป็นศูนย์มากระทำกับวัตถุ วัตถุนั้นจะมีความเร่งในทิศเดียวกับแรงลัพธ์ที่มากระทำ และขนาดความเร่งนี้จะแปรผันตรงกับขนาดของแรงลัพธ์และแปรผกผันกับมวลของวัตถุ
         จากกฎข้อนี้อธิบายวัตถุที่เคลื่อนที่มีความเร็วเปลี่ยนแปลงจากเดิม วัตถุจะมีความเร่ง

          3. กฎการเคลื่อนที่ข้อที่สาม
         ทุกแรงกิริยาจะต้องมีแรงปฏิกิริยาที่มีขนาดเท่ากันและมีทิศตรงข้ามเสมอ จากกฎข้อนี้อธิบายว่าเมื่อมีแรงกิริยากระทำวัตถุจะต้องมีแรงปฏิกิริยาที่ มีขนาดเท่ากันและมีทิศตรงข้าม โดยมีข้อสังเกตดังนี้


         1. แรงกิริยาและปฏิกิริยากระทำต่อวัตถุคนละก้อน

         2. แรงคู่กิริยา-ปฏิกิริยา มีขนาดเท่ากันและทิศตรงกันข้ามเสมอ ไม่ว่าจะระบบจะหยุดนิ่งหรือเคลื่อนที่

แนวทางวิเคราะห์โจทย์โดยใช้กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
         1. พิจารณาง่ามีแรงใดบ้างกระทำต่อวัตถุนั้น โดยเขียนแผนภาพแทนวัตถุ แล้วเขียนแรงภายนอกทุกแรงพร้อมทิศทางที่กรำกับวัตถุนั้น

          ข้อสังเกต   แรงที่ใช้เขียนเวกเตอร์แทนแรงบนแผนภาพ ได้แก่

         T              เป็นแรงดึงในเส้นเชือก
          mg,w       เป็นน้ำหนัก มีทิศพุ่งสู่พื้นโลกเสมอ
         N              เป็นแรงปฏิกิริยาในแนวฉาก ทิศองแรง N จะต้องตั้งฉากกับ ผิวสัมผัสเสมอ
         R,R’         เป็นแรงคู่กิริยา ข ปฏิกิริยา
         f               เป็นแรงเสียดทาน มีทิศต้านการเคลื่อนที่
          F             เป็นแรงที่คน เครื่องยนต์ หรือ แรงจากสัตว์ กระทำกับวัตถุ

         2. เมื่อระบบการเคลื่อนที่มีวัตถุหลายตัว สามารถเขียนแผนภาพแยกจากกัน (Free body diagram F.B.D.) เพื่อสะดวกในการพิจารณาตามกฎการเคลื่อนที่โดยถือว่าระบบเคลื่อนที่พร้อมกัน ความเร่งต้องเท่ากัน ตัวอย่างเช่น
รูปแบบที่ 1

          3. เมื่อมีแรงกระทำวัตถุหลายแรง จะต้องใส่ระบบพิกัดฉาก x แกน y กับระบบวัตถุ โดยให้แกนใดแกนหนึ่งอยู่แนวเดียวกับความเร่ง เมื่อปรากฏว่ามีแรงบางแรงไม่อยู่ในแนวแกน x หรือ y ให้แยกแรงนั้นเป็นแรงย่อยตามแนวแกน ตัวอย่างเช่น

         แยก F.B.D.
         พิจารณามวล m

พิจารณาที่มวล M

         ตัวอย่างที่ 3 วัตถุ 

         ผูกด้วยเชือกคล้องผ่ารอกกลื่นและพื้นลื่นดังรูป เมื่อระบบเคลื่อนที่ จงหา
              1. ความเร่งของระบบ
              2. ความตึงเชือกทั้งสอง

         จากสมการ (1) + (2) + (3) และความเร่ง  a  เท่ากัน
            20  -  10  = 5a

         แทนค่า a  ใน  (1)  และ  (3)

         ตัวอย่างที่ 4   วัตถุมวล  m = 10 kg  ไกลลงตามพื้นเอียงที่มีแรงเสียงเสียดทาน  5  N  พื้นเอียงทำมุม  30 องศา   กับแนวราบ จงหาความเร่งของวัตถุ และแรงปฏิกิริยาในแนวฉาก

          วิธีทำ วัตถุไกลลงพื้นเอียง ความเร่งอยู่แนวเดียวกับพื้นเอียง แยกแรง mg

             

           ข้อสังเกต
              1. น้ำหนักที่อ่านได้บนตาช่างจะเท่ากับน้ำหนักจริงก็ต่อเมื่อระบบหยุดนิ่งตามกฎการเคลื่อนที่ข้อที่หนึ่งของนิวตัน

              2. เมื่อทิศของความเร่งของวัตถุ ตั้งฉากกับทิศของน้ำหนัก หนักที่อ่านได้บนตาชั่งจะเท่ากับน้ำหนักจริง
เมื่อคนมายืนอยู่บนตาชั่งซึ่งวางอยู่ที่พื้น สามารถเขียนเวกเตอร์แทนแรงได้ดังนี้

        
ตัวอย่างที่ 6   ชายคนหนึ่งมวล  80  kg  ยืนอยู่บนตาชั่งวางอยู่ในลิฟต์ จงหาน้ำหนักที่อ่านจากตาชั่ง เมื่อ
         1. ลิฟต์อยู่นิ่ง
         2. ลิฟต์เคลื่อนที่ขึ้นด้วยความเร็วคงที่ 2 m/s2
         3. ลิฟต์เคลื่อนที่ขึ้นด้วยความเร่ง  1 m/s2
         4. ลิฟต์เคลื่อนที่ขึ้นด้วยความหน่วง  1 m/s2
         5. ลิฟต์เคลื่อนที่ลงด้วยความเร่ง  1 m/s2
         6. ลิฟต์ขาดตกอิสระ

         วิธีทำ   ลิฟต์อยู่นิ่ง  a = 0

         ลิฟต์เคลื่อนที่ขึ้นด้วยความหน่วง   1  m/s2   แสดงว่าทิศความเร่งลง ช่วงนี้เป็นลักษณะลิฟต์เบรกก่อนหยุด

         ลิฟต์ขาดและตกอิสระ

                ไม่สามารถอ่านค่าน้ำหนักบนตาชั่งได้ เพราะแรง  N = 0  เราเรียก สภาวะนี้ว่า “สภาวะเหมือนไร้น้ำหนัก”

    

                แรงเสียดทาน หมายถึง แรงต้านการเคลื่อนที่ของวัตถุที่ผิวสัมผัสของวัตถุ เมื่อวัตถุมีความพยายามจะเคลื่อนที่หรือเคลื่อนที่ไป

แรงเสียดทาน แบ่งเป็น 2 ลักษณะ

                  1. แรงเสียดทานสถิติ ( static frictional) เกิดขึ้นเมื่อวัตถุมีแรงลัพธ์มาทำให้วัตถุพยายามจะเคลื่อนที่  จนวัตถุเริ่มเคลื่อนที่  แรงเสียดทานสถิติมีค่าไม่คงตัว จะมีค่าน้อยที่สุดเป็นศูนย์จนถึงมีค่ามากที่สุด  มีค่ามากที่สุดเมื่อวัตถุเริ่มเคลื่อนที่ ดังนั้นแรงเสียดทานสถิติจะเกิดขึ้นเมื่อยังเห็นวัตถุหยุดนิ่ง

        2. แรงเสียดทานจลน์ (kinetic  friction),  เกิดขึ้นเมื่อวัตถุเคลื่อนที่ แรงเสียดทานจลน์มีทิศตรงข้ามกับการเคลื่อนที่ และมีค่าคงตัวไม่ว่าวัตถุจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงตัวหรือเปลี่ยนความเร็วไปแรงเสียดทานสูงสุดของวัตถุ ที่ผิวสัมผัสคู่หนึ่ง
               1. แรงเสียดทานจะแปรผันตรงกับแรงปฏิกิริยาในแนวฉากองวัตถุ
                      f  เป็นแรงเสียดทาน
                      N เป็นแรงปฏิกิริยาในแนวฉาก
               2. แรงเสียดทานขึ้นอยู่กับชนิดของผิวสัมผัส คู่หนึ่ง ๆ และลักษณะของผิว ดังนั้น สรุปแรงเสียทานสูงสุดได้คือ

         

         คือแรงสิทธ์ประสิทธ์ความเสียดทาน ระหว่างผิวสัมผัสคู่หนึ่ง

          

            

         ตัวอย่างที่ 7    วัตถุมวล  10  kg  ออกแรง  F  กระทำกับวัตถุในแนวราบดังรูป ให้เคลื่อนที่ด้วยความเร่ง  2  m/s2   สัมประสิทธิ์ความเสียดทานเป็น 0.25  จงหาแรง F

         วิธีทำ

นั่นคือแรง  F  ที่ทำให้มวลเคลื่อนที่มีค่าเป็น 45 N

           ตัวอย่างที่ 8   วัตถุมวล 10 kg ออกแรง 100 นิวตัน ทำมุม 37 กับแนวราบการกระทำวัตถุถ้าสัมประสิทธิ์ความเสียดทานระหว่างพื้นกับวัตถุเป็น 0.5 จงหาความเร่งของวัตถุ

         วิธีทำ

a  =  6  m/s2
นั่นคือ เมื่อออกแรง F จะทำตัวให้วัตถุเคลื่อนที่ด้วยความเร่ง  6 m/s2 

          ตัวอย่างที่ 9   ปล่อยวัตถุมวล  5  kg ให้ไถลลงตามพื้นเอียงที่ทำมุม 30 มีสัมประสิทธิ์ความเสียดทานระหว่างพื้นกับวัตถุเป็น 0.2 จงหาความเร่งของวัตถุที่ไถลลงมาจากพื้นเอียง

        
         นั่นคือ  ความเร่งของวัตถุที่ไถลลงมาเป็น 3.27 m/s2

กฎแรงดึงดูดระหว่างมวลของนิวตัน
              จากการศึกษาเรื่องการโคจรของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ นิวตันได้อธิบายว่าการที่ดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์ได้ เนื่องจากมีแรงดึงดูดระหว่างลวงมวลของดวงอาทิตย์กับดาวเคราะห์ ซึ่งเป็นแรงดึงดูดระหว่างโลกกับวัตถุที่ผิวโลกและแรงดึงดูดระหว่างวัตถุชนิดในเอกภพ
กฎแรงดึงดูดระหว่างมวล มีใจความว่า “วัตถุทั้งหลายในเอกภพจะออกแรงดึงดูดระหว่างวัตถุคู่หนึ่ง ๆ แรงดึงระหว่างวัตถุจะแปรผันตรงกับผลคูณระหว่างมวลวัตถุทั้งสองและแปรผกผันกับกำลังสองของระยะทางระหว่างวัตถุทั้งสองนั้น

                แรงดึงดูดระหว่างมวลเป็น “แรงกระทำร่วม” โดยร่วมที่มวลหนึ่งดึงดูดมวลที่สองและมวลที่สองดึงดูดมวลที่หนึ่ง นั่นคือเป็นกิริยา-ปฏิกิริยา

              เมื่อให้  m2 และ m2   คงที่
              มวลของโลก  ในการหาค่ามวลวัตถุที่มีขนาดใหญ่ สามารถใช้กฎแรงดึงดูดระหว่างมวลของนิวตันคำนวณหาได้เมื่อ วางวัตถุมวล  m ที่ผิวโลก

              เราสามารถหามวลของดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ โดยใช้กฎแรงดึงดูดระหว่างมวลได้และจากกฎแรงดึงดูดระหว่างมวล สามารถหาค่าความเร่งเนื่องจากความโน้มถ่วง ณ ตำแหน่งที่ห่างจากผิวโลกต่าง ๆ กัน
              3.7.1 ความเร่งเนื่องจากความโน้มถ่วง ณ ตำแหน่งที่ห่างจากผิวโลก ความเร่งเนื่องจากความโน้มถ่วงของโลก

              ดังนั้น สามารถหาความเร่งเนื่องจากความโน้มถ่วง หรือสนามโน้มถ่วงของดาวเคราะห์ต่าง ๆ ได้

             

              สนามโน้มถ่วงจะมากที่สุดที่ผิวโลก เมื่ออยู่ห่างออกไปค่า g จะลดลงแต่เมื่อเจาะเข้าไปใต้ผิวโลก ค่า g จะลดลงเช่นกัน ตำแหน่งที่ศูนย์กลางโลกค่า g เป็นศูนย์
3.7.2 สภาพไร้น้ำหนัก

                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                น้ำหนัก คือ แรงดึงดูดที่โลกทำกับวัตถุมวล m น้ำหนักมีค่าเป็น

                โดยถ้า m เป็นค่าคงที่
                แต่ g เป็นความเร่งเนื่องจากความโน้มถ่วง ฯ ตำแหน่งใด ๆ

              เมื่อ R คือระยะจากจุดศูนย์กลางโลกตำแหน่งนั้น  
              ดังนั้นถ้า g มีค่าเป็นศูนย์ด้วย 
              G จะเป็นศูนย์ได้ คือ
                 1.R มีค่ามากถึงระยะอนันต์  มีน้ำหนักก็จะมีค่าเป็น 0
                 2.ผลรวมของ  มวลต่าง ๆ ณ ตำแหน่งนั้นเป็นศูนย์ น้ำหนักมีค่าเป็นศูนย์
                 3.ที่จุดศูนย์กลางของโลก ผลรวมของ g มีค่าเป็นศูนย์
                4.การตกแบบเสรีภายใต้แรงดูดของโลก เราจะอ่านค่าน้ำหนักโดอ้อมจากตาชั่งได้เป็นศูนย์ แต่น้ำหนักจริงยังคงมีค่าอยู่เราเรียกว่า สภาพเหมือนไร้น้ำหนัก (apparent weightlessness ) เช่น คนยืนบนตาชั่งที่อยู่ในลิฟต์ ขณะหยุดนิ่ง แรงน้ำหนักจะเท่ากับแรงตาชั่งดันคน แต่เมื่อลิฟต์ขาดคนและตาชั่งเคลื่อนที่ด้วยความเร่งเท่ากันแรงที่เท้ากดตาชั่งเป็น ศูนย์ แรงที่ตาชั่งดันเท่าก็เป็นศูนย์ด้วย น้ำหนักที่อ่านได้จากตาชั่งจึงเป็นศูนย์ แต่น้ำหนักจริงยังคงมีอยู่

               ตัวอย่างที่ 10  จงหาแรงดูดระหว่างมวลของโปรตอนและอิเล็กตรอนใน   อะตอมของไฮโดรเจน กำหนดให้มวลโปรตอน 1.67 x 10-27kg มวลของอิเล็กตรอน 9 x 10-31kg อยู่ห่างกัน  1 x 10-12  m  G = 6.67 x 10-11 Nm2 / Kg 2

            

             นั่นคือ แรงดึงดูดระหว่างมวลของโปรตอนและอิเล็กตรอนเป็น  1.0025 x 10-43  N ซึ่งถือว่ามีค่าน้อยมากเมื่อเทียบกับแรงทางไฟฟ้า
            

              นั่นคือ แรงดึงดูดระหว่างมวลมีค่าเป็น 1.00 x 10-7N  

 

<< Go Back