| 1. สมมติฐานในข้อใดสามารถทำการตรวจสอบโดยการทดลองทางวิทยาศาสตร์ได้ |
| |
1. อัตราการย่อยอาหารขึ้นกับสภาพความเป็นกรด-เบส |
| |
2. พืชเป็นสิ่งมีชีวิตที่ปรากฏบนโลกก่อนสัตว์ |
| |
3. ใครคือผู้สร้างโลก |
| |
4. เซลล์เป็นหน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่ปรากฏบนโลก |
| |
| 2. สมมติฐานจะถือว่าเป็นคำตอบที่ถูกต้องได้ก็ต่อเมื่อ |
| |
1. สังเกตเห็นแล้วว่าสมมติฐานนั้นเป็นจริง |
2. ทำการทดลองและตรวจสอบแล้วว่าเป็นจริง |
| |
3. มีผู้รู้บอกว่าสมมติฐานนั้นเป็นจริง |
4. มีผู้ยืนยันหลายท่านว่าเป็นจริง |
| |
|
|
| 3. นาย ก และนาย ข พบวิธีการเพาะเลี้ยงเชื้อโรค A และพบว่าเมื่อสาร X ตกลงในจานเลี้ยงเชื้อ A จะตายหมด เขาทั้งสองจึงตั้งสมมติฐานว่าสาร X ฆ่าเชื้อโรค A ได้ ต่อมานาย ก นำสาร X ไปแนะนำให้ผู้ป่วยด้วยเชื้อ A กิน ผู้ป่วยตาย นาย ก จึงต้องโทษจำคุก นาย ข ก็ลองให้ผู้ป่วยอีกคนหนึ่งกินก็ตายอีก การทดลองที่กล่าวล้มเหลว เพราะเหตุใด |
| |
1. สังเกตการณ์ผิด |
2. สมมติฐานผิด |
| |
3. การทดลองขาดตัวแปรควบคุม (Control) |
4. การสรุปผลการทดลองผิดพลาด |
| |
|
|
| 4. สาขาวิชาใดในชีววิทยาที่ศึกษาเกี่ยวกับสื่งมีชีวิตขนาดเล็ก |
| |
1. กายวิภาคศาสตร์ |
2. พันธุศาสตร์ |
| |
3. สรีรวิทยา |
4. จุลชีววิทยา |
| |
|
|
| 5. แป้ง, เซลลูโลสและไกลโคเจน เหมือนกันที่ลักษณะดังข้อใด |
| |
1. น้ำหนักโมเลกุลเท่ากัน |
2. การจัดเรียงตัวของโมเลกุลเหมือนกัน |
| |
3. มีองค์ประกอบเป็นกลูโคสเหมือนกัน |
4. มีการแตกแขนงของโมเลกุลเหมือนกัน |
| |
|
|
| 6. นิวคลีโอไทด์ประกอบไปด้วยหน่วยย่อยใดบ้าง |
| |
1. น้ำตาลเพนโทส,ไนโทรจีนัสเบส |
| |
2. น้ำตาลเพนโทส, ไนโทรจีนัสเบส, ฟอสเฟต |
| |
3. น้ำตาลเพนโทส, ไนโทรจีนัสเบส,ฟอสเฟต, น้ำตาลไรโบส |
| |
4. น้ำตาลไรโบส, ฟอสเฟต, น้ำตาลเพนโทส |
| |
|
|
| 7. กรดอะมิโนทุกตัวจะต้องประกอบไปด้วยธาตุอะไรบ้าง |
| |
1. C, H, O |
2. C, H, O, R |
| |
3. C, H, O, P |
4. C, H, O, N |
| |
|
|
| 8. สารเคมีในข้อใด ใช้สำหรับตรวจสอบสารอาหารประเภทโปรตีน |
| |
1. สารละลายเบเนดิกต์ |
2. สารละลายไอโอดีน |
| |
3. สารละลายบรอมไธมอลบลู |
4. กรดไนตริกเข้มข้น |
| |
|
|
| 9. โมเลกุลของไขมันทุกโมเลกุลจะต้องประกอบด้วย |
| |
1. กรดไขมัน 3 โมเลกุล |
2. กรดไขมัน 1 โมเลกุล |
| |
3. กลีเซอรอล 1 โมเลกุล |
4. กลีเซอรอล 3 โมเลกุล |
| |
|
|
10. จากปฏิกิริยาของสารทั้ง4อย่างสารใดที่ร่างกายมนุษย์ใช้เป็นแหล่งพลังงานสุดท้าย
สารดินประสิวเข้มข้น, จุ่มในน้ำเดือด, สารละลายแอมโมเนีย, สีเหลือง
สารไอโอดีน, สีน้ำเงินดำ
สารละลายเบเนดิกต์, ลนไฟ, สีส้มแดง
สารละลายเบเนดิกต์, ลนไฟ, สีฟ้าอมเขียว (ขุ่น) |
| |
1. สาร ก |
2. สาร ข |
| |
3. สาร ค |
4. สาร ง |
| |
|
|
| 11. ข้อใดคือแหล่งสร้างพลังงานในรูปของATP ให้แก่เซลล์มากที่สุด |
| |
1. Chloroplast |
2. Mitochondria |
| |
3. Endoplasmic reticulum |
4. Golgi complex |
| |
|
|
| 12. ข้อใดคือโครงสร้างที่ไม่พบในเซลล์พืช |
| |
1. Cell membrane |
2. Ribosome |
| |
3. Centriole |
4. Mitochondria |
| |
|
|
| 13. กลุ่มสิ่งมีชีวิตในข้อใดที่มีเซลล์โพรคาริโอติก |
| |
1. อะมีบา,รา |
2. พารามีเซียม,เห็ด |
| |
3. แบคทีเรีย,อะมีบา |
4. ไซยาโนแบคทีเรีย,สาหร่ายเกลียวทอง |
| |
|
|
| 14. เม็ดเลือดขาวใช้ออร์แกเนลล์ชนิดใดกำจัดเชื้อโรคที่เข้าสู่เซลล์โดยการเกิดฟาโกไซโทซิส |
| |
1. กอลจิคอมเพล็กซ์ |
2. ไลโซโซม |
| |
3. เซนทริโอล |
4. เอนโดพลาสมิกเรติคิวลัมชนิดเรียบ |
| |
|
|
| 15. ข้อใดที่เป็นลักษณะของการเกิดออสโมซิส |
| |
1. Na+ในดินถูกลำเลียงเข้าสู่ราก |
| |
2. ซูโครสที่พืชสร้างขึ้นจากเซลล์ในใบถูกลำเลียงเข้าไปในลำต้น |
| |
3. การที่น้ำในแก้วค่อยๆกลายเป็นสีม่วงเมื่อหย่อนเกล็ดด่างทับทิมลงไปในแก้ว |
| |
4. ถุงเซลโลเฟนที่บรรจุน้ำกลั่นมีปริมาตรเล็กลงเมื่อหย่อนลงในแก้วที่บรรจุสารละลายซูโครส เข้มข้น |
| |
|
|
16. ถ้าจะจัดสารต่อไปนี้ให้เป็นกลุ่มต่างๆโดยให้สถานะของสารเป็นเกณฑ์นักเรียนคิดว่าควรจัดกลุ่มแบบข้อใดจึงจะได้สารทุกชนิดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน
แบบที่1 คาร์บอนไดออกไซด์,มีเทน
แบบที่2 ซูโครส,ปูนขาว,หินปูน
แบบที่3 เมทานอล,ปูนขาว,คลอโรฟอร์ม,กรดอะซิติก
แบบที่4 ซูโครส,หินปูน,คาร์บอนไดออกไซด์,เมทานอล |
| |
1. 1, 2 |
2. 2, 4 |
| |
3. 3, 4 |
4. 1, 4 |
| |
|
|
| 17. ข้อใดไม่ใช่ความหมายของสารประกอบที่ถูกต้อง |
| |
1. เป็นสารบริสุทธิ์เนื้อเดียวเท่านั้นไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นสารชนิดอื่น |
| |
2. เกิดจากธาตุชนิดเดียวเป็นองค์ประกอบ |
| |
3. รวมตัวของธาตุโดยวิธีการทางเคมี |
| |
4. สามารถแยกสลายให้เกิดเป็นสารชนิดใหม่ได้ |
| |
|
|
| 18. นำของเหลวชนิดหนึ่งไประเหยแห้งพบว่าไม่มีสารใดเหลืออยู่ในภาชนะเลย ข้อใดคือการสรุปที่ดีที่สุดเกี่ยวกับของเหลวนี้ |
| |
1. เป็นสารละลาย |
2. เป็นสารบริสุทธิ์ |
| |
3. เป็นตัวทำละลาย |
4. ไม่มีของแข็งเป็นองค์ประกอบ |
| |
|
|
| 19. ข้อใดเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเคมี |
| |
1. ทองแดงนำไฟฟ้า |
2. น้ำมีจุดเดือด 100°C |
| |
3. การสุกงอมของผลไม้ |
4. การตีเหล็กเป็นเส้นขณะเหล็กร้อน |
| |
|
|
| 20. ข้อใดกล่าวถึงการเปลี่ยนสถานะของสารได้ถูกต้อง |
| |
1. แก๊ส เปลี่ยนเป็น ของแข็ง – ดูดพลังงาน |
2. ของแข็ง เปลี่ยนเป็น แก๊ส – คายพลังงาน |
| |
3. ของเหลว เปลี่ยนเป็น แก๊ส – ดูดพลังงาน |
4. ของแข็ง เปลี่ยนเป็น ของเหลว – คายพลังงาน |
| |
|
|
| 21. ถ้านำจุนสีหนัก 50 g ละลายน้ำจนมีปริมาตร 200 mL จะได้สารละลายที่มีความเข้มข้นเท่าใด |
| |
1. สารละลายจุนสีเข้มข้น 25% w/v |
2. สารละลายจุนสีเข้มข้น 50% w/v |
| |
3. สารละลายจุนสีเข้มข้น 25% v/v |
4. สารละลายจุนสีเข้มข้น 50% w/v |
| |
|
|
22. มี NaCl 50 กรัม เติมน้ำลงไปจนมีปริมาตร 1000 cm3สารละลายจะมีความเข้มข้นเท่าใด |
| |
1. 5% โดยปริมาตร/ปริมาตร |
2. 5% โดยมวล/ปริมาตร |
| |
3. 5% โดยมวล/มวล |
4. ถูกทุกข้อ |
| |
|
|
| 23. จงหาน้ำหนักของสารละลายกรดซัลฟิวริกเข้มข้น 25% โดยน้ำหนัก ที่ได้จากการเตรียมโดยใช้กรดซัลฟิวริก (H2SO4) หนัก 150 กรัม |
| |
1. 150 กรัม |
2. 300 กรัม |
| |
3. 500 กรัม |
4. 600 กรัม |
| |
|
|
| 24. นักเรียนคนหนึ่งตวงสารละลายคอปเปอร์(II) ซัลเฟตปริมาตร 5 cm3จากบีกเกอร์ A ซึ่งมีความเข้มข้น 10 g/100 cm3นำมาใส่ในบีกเกอร์ B จากนั้นเติมน้ำในบีกเกอร์ B จนมีปริมาตร 50 cm3ความเข้มข้นของสารละลายคอปเปอร์ (II) ซัลเฟตในบีกเกอร์ B เป็นกี่เปอร์เซ็นต์โดยมวล/ปริมาตร |
| |
1. 0.1 |
2. 1.0 |
| |
3. 0.5 |
4. 5.0 |
| |
|
|
| 25. สารละลายชนิดหนึ่งเข้มข้น 40% โดยมวล/ปริมาตร จำนวน 250 cm3ถ้าแบ่งมา 10 cm3แล้วเติมน้ำลงไปจนปริมาตรเป็น 100 cm3ความเข้มข้นจะเปลี่ยนเป็นกี่เปอร์เซ็นต์โดยมวล/ปริมาตร |
| |
1. 2 |
2. 4 |
| |
3. 6 |
4. 8 |
| |
|
|
| 26. สารละลายในข้อใดต่อไปนี้มีความเข้มข้นมากที่สุด |
| |
1. สารละลายเกลือแกงเข้มข้น 100 ppm |
| |
2. เกลือแกง 2.0 กรัมมาละลายในน้ำกลั่น 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร |
| |
3. สารละลายเกลือแกงเข้มข้น 0.1% โดยมวลต่อปริมาตร จำนวน 20 ลูกบาศก์เซนติเมตร มาผสมกับสารละลายเกลือแกงเข้มข้น 0.1% โดยมวลต่อปริมาตร จำนวน 30 ลูกบาศก์เซนติเมตร |
| |
4. สารละลายเกลือแกงเข้มข้นร้อยละ 20 โดยมวลต่อปริมาตร จำนวน 50 ลูกบาศก์เซนติเมตร จากนั้นเติมน้ำลงไปอีก 1 ลูกบาศก์เดซิเมตร (dm3) |
| |
|
|
27. การทดสอบสมบัติของสารละลายได้ผลดังนี้
 |
| |
1. กรดไฮโดรคลอริก, ด่างคลี, น้ำเชื่อม |
2. กรดไนตริก, โซเดียมคลอไรด์, น้ำปูนใส |
| |
3. โซดาซักผ้า, กรดเกลือ, เกลือแกง |
4. น้ำขี้เถ้า, โซเดียมไฮดรอกไซด์, เกลือแกง |
| |
|
|
| 28. สารละลาย A เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสน้ำเงิน – แดง เมื่อหยดสารละลาย A ลงบนหินปูน จะเกิดฟองแก๊สที่ทำให้น้ำปูนใสขุ่น สารละลาย A ควรเป็นสารใด |
| |
1. NaOH |
2. KCl |
| |
3. HCl |
4. Ca(OH)2 |
| 29. โบรโมไทมอลบลูเป็นอินดิเคเตอร์ ซึ่งเปลี่ยนสีจากเหลืองเป็นน้ำเงินในสารละลายที่มีช่วง pH เปลี่ยนจาก 6.0 เป็น 7.6 เมื่อเติมโบรโมไทมอลบลูลงไปในสารละลายชนิดหนึ่ง ซึ่งมี pH เท่ากับ 6.8 จะปรากฏเป็นสีอะไร |
| |
1. สีเหลือง |
2. สีเขียว |
| |
3. สีน้ำเงิน |
4. ไม่มีสี |
| |
|
|
30. อินดิเคเตอร์ชนิดหนึ่งเป็นของเหลวใส ไม่มีสี นำมาหยดลงในสารละลายกรดไฮโดรคลอริกและโซเดียมไฮดรอกไซด์ ได้ผลดังตาราง กรดไฮโดรคลอริก น้ำกลั่น โซเดียมไฮดรอกไซด์ ไม่มีสี ไม่มีสี ม่วงแดง

จากข้อมูลในตาราง ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง |
| |
1. อินดิเคเตอร์ชนิดนี้มีช่วง pH ของการเปลี่ยนสีเท่ากับ 7 |
| |
2. เมื่อหยดอินดิเคเตอร์ชนิดนี้ลงไปในโซดา จะเปลี่ยนเป็นสีม่วงแดง |
| |
3. ถ้าหยดอินดิเคเตอร์ชนิดนี้ลงในสาร A แล้วเปลี่ยนเป็นสีม่วงแดง แสดงว่าสาร A เป็นเบส |
| |
4. ถูกทุกข้อ |
| |
|
|