<< Go Back

แบบทดสอบปลายภาค ม.2 ภาคเรียนที่ 2

1. น้ำ 100 กรัม ได้รับปริมาณความร้อน 2,000 แคลอรี จะทำให้อุณหภูมิของน้ำเปลี่ยนแปลงไปกี่องศาเซลเซียส
  1. 20 องศาเซลเซียส 2. 25 องศาเซลเซียส
  3. 30 องศาเซลเซียส 4. 35 องศาเซลเซียส
 
2. น้ำแข็งมวล 50 กรัม อุณหภูมิ 0 oC ต้องการทำให้เป็นไอน้ำเดือนอุณหภูมิ 100 oC จะต้องใช้ปริมาณความร้อนเท่าใด
    กำหนด    c น้ำแข็ง = 0.5 cal/g.oC
                     c น้ำ = 1 cal/g. oC
                     L ของการหลอมเหลว = 80 cal/g
                     L ของการกลายเป็นไอ = 540 cal/g
  1. 36,000 cal 2. 50,000 cal
  3. 46,000 cal 4. 26,000 cal
     
3. การที่สารเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นของแข็งเรียกว่าอย่างไร
  1. การควบแน่น 2. การกลั่นตัว
  3. การเยือกแข็ง 4. การหลอมเหลว
     
4. ใส่น้ำแข็ง 50 กรัม อุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียส ลงในน้ำ 200 กรัม ที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส จะได้อุณหภูมิสุดท้ายเท่าใด (ความร้อนแฝงของการหลอมเหลวของน้ำแข็งเท่ากับ 80 แคลอรี่ต่อกรัม และความจุความร้อนจำเพาะของน้ำเท่ากับ 1 แคลอรี่ต่อกรัม.องศาเซลเซียส)
  1. 0 องศาเซลเซียส 2. 4 องศาเซลเซียส
  3. 8 องศาเซลเซียส 4. 10 องศาเซลเซียส
     
5. การที่กระจกเว้าสามารถทำให้เกิดภาพเสมือนมีขนาดใหญ่ จากหลักการนี้จะนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร
  1. ทำกระจกมองหลังของรถมอเตอร์ไซด์ 2. ทำกระจกตรวจดุช่องปากของทันตแพทย์
  3. ทำกระจกติดตามห้างสรรพสินค้าเพื่อให้ลูกค้ามองเห็น 4. ทำกระจกติดตามทางโค้งเพื่อให้มองเห็นรถที่จะสวนมา
     
6. แสงที่เดินทางจากตัวกลางที่มีความหนาแน่นมากไปยังตัวกลางที่มีความหนาแน่นน้อย รังสีหักเหจะมีทิศทางอย่างไร
  1. เบนเข้าหาเส้นแนวฉาก 2. เบนออกจากเส้นแนวฉาก
  3. ตั้งฉากกับเส้นแนวฉาก 4. ขนานกับเส้นแนวฉาก
     
7. แสงพุ่งออกจากพลาสติกที่มีดัชนีหักเห ไปสู่ตัวกลางชนิดหนึ่งที่มีดัชนีหักเห 1 ด้วยมุมตกกระทบ 30 องศา จงหามุมหักเหในตัวกลางนี้
  1. 30 องศา 2. 45 องศา
  3. 37 องศา 4. 60 องศา
     
8. วัตถุวางอยู่หน้ากระจกโค้งเป็นระยะ 60 เซนติเมตร ปรากฏว่าเกิดภาพหลังกระจกเป็นระยะ 12 เซนติเมตร กำลังขยายของกระจกเป็นเท่าใด และเป็นกระจกชนิดใด
  1. 5 , กระจกนูน 2. 5 , กระจกเว้า
  3. 1/5 , กระจกนูน 4. 1/5 , กระจกเว้า
     
9. วางวัตถุห่างจากเลนส์เว้าเป็นระยะ 25 เซนติเมตร ถ้าเลนส์นี้มีความยาวโฟกัส 75 เซนติเมตร จะทำให้เกิดภาคที่หน้าเลนส์หรือหลังเลนส์เป็นระยะทางเท่าใด
  1. หลังเลนส์ 18.75 เซนติเมตร 2. หน้าเลนส์ 19.25 เซนติเมตร
  3. หลังเลนส์ 19.25 เซนติเมตร 4. หน้าเลนส์ 18.75 เซนติเมตร
     
10. เนินตะกอนน้ำพารูปพัดเกิดขึ้นได้อย่างไร
  1. กระแสน้ำไหลเปลี่ยนทิศทาง 2. กระแสน้ำไหลกัดเซาะตลิ่ง
  3. กระแสน้ำไหลจากที่สูงลงสู่ที่ราบต่ำ 4. กระแสน้ำหลากท่วมตลิ่งเป็นเวลานาน
     
11. ดินที่ประกอบด้วยอนุภาคชนิดใดมีเนื้อหยาบมากที่สุด
  1. อนุภาคขนาดเม็ดทราย 2. อนุภาคขนาดเม็ดทรายแป้ง
  3. อนุภาคขนาดเม็ดดินเหนียว 4. อนุภาคขนาดเม็ดทรายปนดินเหนียว
     
12. ส่วนประกอบชนิดใดที่มีผลต่อการควบคุมชนิดของเนื้อดินมากที่สุด
  1. สารอนินทรีย์ 2. สารอินทรีย์
  3. อากาศในดิน 4. น้ำในดิน
     
13. ข้อใดคือลักษณะที่สังเกตเห็นได้ง่ายของหินตะกอน
  1. เนื้อละเอียด เป็นริ้วขนาน 2. เป็นชั้นๆ แต่ละชั้นมีความหนาต่างกัน
  3. เนื้อสากเหมือนกระดาษทราย แข็งแต่เปราะ 4. ผลึกแวววาว แข็ง และทนทานต่อการสึกกร่อน
     
14. ข้อใดนำหินตะกอนไปใช้ประโยชน์ไม่เหมาะสมกับสมบัติของหิน
  1. หินทราย – ใช้แกะสลัก 2. หินดินดาน – ทำหินลับมีด
  3. หินปูน – ย่อยผสมทำคอนกรีต 4. หินกรวดมน – เป็นหินประดับ
     
15. แร่ดีบุกเป็นแร่ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจพบมากบริเวณใด
  1. ภาคใต้ 2. ภาคเหนือ
  3. ภาคกลาง 4. ภาคตะวันออก
     
16. น้ำที่พบบนพื้นผิวโลกส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปใด
  1. น้ำเค็ม 2. น้ำจืดบนดิน
  3. น้ำแข็งขั้วโลก 4. น้ำใต้ดิน
     
17. จากสมบัติของสาร 4 ชนิด ต่อไปนี้สารชนิดใดแยกโดยการกลั่นด้วยไอน้ำได้ดีที่สุด
      สาร ก ไม่ละลายน้ำ จุดเดือดสูง                                  สาร ข มีกลิ่นหอม ระเหยง่าย
      สาร ค ไม่ละลายน้ำ ระเหยง่าย                                   สาร ง ละลายในเฮกเซน ระเหยง่าย
  1. สาร ก และสาร ข 2. สาร ค และสาร ง
  3. สาร ค เท่านั้น 4. สาร ง เท่านั้น
     
18. ข้อความใดต่อไปนี้ ถูกต้องที่สุด ในการแยกสารโดยเทคนิคโครมาโทกราฟีกระดาษ
  1. อัตราการเคลื่อนที่ของสารบนตัวดูดซับจะมีค่ามาก เมื่อสารถูกดูดซับได้ดี
  2. อัตราการเคลื่อนที่ของสารบนตัวดูดซับขึ้นอยู่กับการละลายของสารนั้นในสารละลายที่ใช้น้ำเป็นตัวทำละลายเสมอ
  3. อัตราการเคลื่อนที่ของสารบนตัวดูดซับสามารถเคลื่อนที่ไปได้ระยะทางไกลกว่าการเคลื่อนที่ของตัวทำละลายได้
  4. ความสามารถในการละลายของสารในตัวทำละลายและความสามารถในการดูดซับ
    จะมีผลต่ออัตราการเคลื่อนที่ของสารบนตัวดูดซับ
     
19.ข้อใดคือปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี
  1. อุณหภูมิ พันธะโคเวเลนต์ พื้นที่ผิว ตัวเร่ง
  2. อุณหภูมิ ความเข้มข้นของสารละลาย พื้นที่ผิว ตัวเร่ง
  3. ความเข้มข้นของสารละลาย ความดัน ตัวเร่ง พันธะโคเวเลนต์
  4. พันธะโคเวเลนต์ อุณหภูมิ ความเข้มข้นของสารละลาย ความดัน
     
20. ปฏิกิริยาระหว่างสาร ก และสาร ข ถ้าใส่สาร ค ลงไป ปรากฏว่าอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีจะช้าลง แต่ถ้าใส่สารงลงไป ปรากฏว่าอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีจะเร็วขึ้น สาร ค และ ง คือ อะไร
  1. ค คือสารตั้งต้น ง คือผลิตภัณฑ์ 2. ค คือผลิตภัณฑ์ ง คือสารตั้งต้น
  3. ค คือตัวเร่งปฏิกิริยา ง คือตัวยับยั้งปฏิกิริยา 4. ค คือตัวยับยั้งปฏิกิริยา ง คือตัวเร่งปฏิกิริยา
     
21. ข้อใด คือ สิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นอันดับแรก เมื่อจะแยกสารออกจากกัน
  1. จุดเดือดหรือจุดเยือกแข็งของสาร 2. ความสามารถในการละลายของสารแต่ละชนิด
  3. การเป็นสารเนื้อเดียวหรือสารเนื้อผสม 4. สมบัติที่แตกต่างกันมากที่สุดของสาร
     

22. การแยกน้ำมันดิบส่วนใหญ่อาศัยวิธีการแบบใด

  1. การตกตะกอนลำดับส่วน 2. การกลั่นลำดับส่วน
  3. การสันดาป 4. การสลายด้วยความร้อน
     
23. หลอดทดลอง 4 หลอด บรรจุสารต่างกันดังนี้
      หลอดที่ 1 บรรจุ แอลกอฮอล์ + น้ำ                                    หลอดที่ 2 บรรจุ ทราย + น้ำ
      หลอดที่ 3 บรรจุ สีผสมอาหาร + น้ำ                                  หลอดที่ 4 บรรจุ เกลือ + น้ำ
เราควรใช้การกลั่นแบบธรรมดาเพื่อแยกสารในหลอดใด
  1. หลอดที่ 1 2. หลอดที่ 2
  3. หลอดที่ 3 4. หลอดที่ 4
     
24. การแยกส่วนประกอบของสารเนื้อเดียวที่มีส่วนประกอบเป็นของแข็งละลายในของเหลวควรใช้วิธีใด
  1. การกรอง 2. การระเหยแห้ง
  3. การทำให้ตกตะกอน 4. วิธีโครมาโทกราฟี
     
25. วิธีกลั่นน้ำให้บริสุทธิ์แบบธรรมดาจะไม่เหมาะสมเมื่อนำมาใช้กับข้อใด
  1. น้ำทะเล 2. น้ำคลอง
  3. น้ำผสมแอลกอฮอล์ 4. สารละลายโพแทสเซียมคลอไรด์
     
26. การทดลองใดที่มวลของสารไม่เปลี่ยนแปลง
      1. เผาเลด (II) ไนเตรท
      2. เติมสารละลายโพแทสเซียมไอโอไดด์ลงในสารละลายเลด (II)ไนเตรท
      3. เติมกรดลงในเบส
  1. ข้อ 1 และ 2 2. ข้อ 1 และ 3
  3. ข้อ 2 และ 3 4. ข้อ 1 , 2 และ 3
     
27. ปฏิกิริยาตามข้อใดที่ไม่เกิดแก๊ส
  1. กรดไฮโดรคลอริกกับสังกะสี 2. กรดแอซีติกกับโซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต
  3. ปูนขาวกับแอมโมเนียมคลอไรด์ 4. กรดซัลฟิวริกกับสารละลายแบเรียมคลอไรด์
     
28. ฝนกรด เกิดจากข้อใด
  1.ออกไซด์ของไนโตรเจนและซัลเฟอร์ละลายน้ำในอากาศ 2. ออกไซด์ของคาร์บอนละลายน้ำในอากาศ
  3. ไฮโดรเจนซัลไฟด์ละลายน้ำในอากาศ 4. ไม่มีข้อใดถูก
     
29. ปฏิกิริยาระหว่างแคลเซียมไฮดรอกไซด์และแอมโมเนียมไนเตรตได้แก๊สชนิดหนึ่งเกิดขึ้น เมื่อทดสอบแก๊สด้วยกระดาษลิตมัสพบว่า กระดาษลิตมัสเปลี่ยนสีจากสีแดงเป็นสีน้ำเงิน แก๊สที่เกิดขึ้นคือแก๊สใด
  1. NO3 2. NH3
  3. H2 4. N2O
     
30. การกระทำในข้อใดไม่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี
  1.การนำเนื้อหมูแช่ในช่องแช่แข็ง
  2. ใช้แคลเซียมคาร์ไบด์ช่วยในการบ่มมะม่วง
  3. การเคี้ยวยาลดกรดชนิดเม็ดให้ละเอียดก่อนกลืน
  4. การเปลี่ยนขนาดภาชนะที่บรรจุสารละลายที่ทำปฏิกิริยา

<< Go Back