| 1. เนื้อเยื่อในข้อใดที่ไม่สามารถพบเซลล์ที่ไม่มีชีวิต |
| |
1. เนื้อเยื่อพาเรงคิมา |
2. เนื้อเยื่อสเคลอเรงคิมา |
| |
3. เนื้อเยื่อท่อลำเลียงนํ้า |
4. ถูกทุกข้อ |
| |
| 2. อวัยวะหรือโครงสร้างในข้อใดที่เกิดขึ้นไม่ได้บนลำต้น (Stem) |
| |
1. ใบ |
2. ราก |
| |
3. ปากใบ |
4. หมวกราก |
| |
|
|
| 3. ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการลำเลียงในพืช |
| |
1. อาหารที่ถูกสร้างขึ้นในใบสามารถลำเลียงลงไปสะสมไว้ในราก |
| |
2. ในเนื้อเยื่อท่อลำเลียงอาหารไม่จำเป็นต้องมีนํ้า เพราะเป็นการลำเลียงนํ้าตาล |
| |
3. การลำเลียงอาหารเกิดขึ้นในเซลล์ที่มีชีวิต |
| |
4. อาหารสะสมในรากสามารถลำเลียงขึ้นไปสู่ปลายยอดพืชได้ |
| |
|
|
| 4. ออสโมซิสที่เกิดขึ้นในพืช |
| |
1. ต้องอาศัยพลังงาน ATP |
2. เกิดผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ |
| |
3. ไม่สามารถเกิดขึ้นผ่านผนังเซลล์ |
4. ไม่เป็นไปตามหลักการแพร่ |
| |
|
|
5. ข้อใดเป็นสารที่พืชไม่สามารถสร้างเองได้
ก. น้ำตาล
ข.IAA
ค. IAA
ง. NAA
|
| |
1. ก และ ข |
2. ข และ ค |
| |
3. ค และ ง |
4. ถูกทุกข้อ |
| |
|
|
| 6. ลักษณะของสภาพแวดล้อมแบบใดที่จะช่วยทำให้พืชลดอัตราการสูญเสียนํ้าผ่านทางปากใบได้ดีที่สุด |
| |
1. แสงแดดจัด ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศตํ่า |
2. อุณหภูมิตํ่า หลังฝนตกหนักใหม่ๆ |
| |
3. แสงแดดจัด ปริมาณนํ้าในดินสูง |
4. ปริมาณนํ้าในดินสูง ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศตํ่า |
| |
|
|
| 7. ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง สารในข้อใดที่เกิดขึ้นในปฏิกิริยาแสงและนำไปใช้ต่อในการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ |
| |
1. NADPH |
2. NADH |
| |
3. FADH2 |
4. NAD+ |
| |
|
|
| 8. การสลายนํ้าด้วยแสงในพืชเกิดขึ้นที่ใด |
| |
1. Mitochondria |
2. Chloroplast |
| |
3. Nucleus |
4. Cell membrane |
| |
|
|
| 9. เหตุการณ์ใดจะเกิดขึ้นหากปากใบของพืชปิด |
| |
1. อัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงลดลง เนื่องจากอัตราการคายนํ้าลดลง |
| |
2. อัตราการลำเลียงนํ้าของพืชลดลง เนื่องจากแรงดึงจากการคายนํ้าลดลง |
| |
3. อัตราการหายใจจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณออกซิเจนสะสมในใบเพิ่มขึ้น |
| |
4. อัตราการคายนํ้าลดลง เนื่องจากความชื้นสัมพัทธ์ภายในใบสูงกว่าภายนอก |
| |
|
|
| 10. ข้อใดไม่ใช่ส่วนประกอบของดอก |
| |
1. อับเรณู |
2. ออวุล |
| |
3. ใบประดับ |
4. หูใบ |
| |
|
|
| 11. ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการสืบพันธุ์ของพืชดอก |
| |
1. ดอกทำหน้าที่สร้างสปอร์ |
2. เกสรเพศผู้ทำหน้าที่สร้างไมโครสปอร์ |
| |
3. เซลล์สืบพันธุ์สร้างขึ้นในระยะแกมีโทไฟต์ |
4. เกสรเพศผู้ทำหน้าที่สร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ |
| |
|
|
| 12. ข้อใดถูกต้องที่สุดเกี่ยวกับพืชดอก |
| |
1. เซลล์สืบพันธุ์ (Gamete) ของพืชเกิดจากการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส |
| |
2. ไซโกตเป็นเซลล์แรกที่เกิดขึ้นหลังจากการถ่ายเรณู |
| |
3. ดอกไม่สมบูรณ์เพศไม่สามารถเกิดการปฏิสนธิได้ |
| |
4. ดอกไม่สมบูรณ์เพศเกิดการปฏิสนธิได้ แต่มีการปฏิสนธิเพียงครั้งเดียว |
| |
5. ไม่มีข้อถูก |
| |
|
|
| 13. ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเมล็ด |
| |
1. เปลี่ยนแปลงมาจากออวุล |
2. เกิดขึ้นหลังการปฏิสนธิ |
| |
3. มีเนื้อเยื่อของเอ็มบริโอล้อมรอบอยู่นอกสุด |
4. อาจไม่พบเอนโดสเปิร์ม |
| |
|
|
| 14. คู่ของคำในข้อใดมีความสัมพันธ์กันน้อยที่สุด |
| |
1. Anther กับ Ovule |
2. Microspore กับ Pollen |
| |
3. Generative cell กับ Tube cell |
4. Stigma กับ Pollination |
| |
|
|
| 15. ท่านไม่สามารถศึกษาเซลล์ในเนื้อเยื่อท่อลำเลียงนํ้าในพืชใด |
| |
1. ลิเวอร์เวิร์ต |
2. หวายทะนอย |
| |
3. หญ้าถอดปล้อง |
4. เฟิร์น |
| |
|
|
| 16. การตอบสนองในข้อใดที่เป็นการตอบสนองแบบไม่มีทิศทางที่แน่นอนต่อสิ่งเร้า |
| |
1. ใบจามจุรีหุบลงเมื่อพระอาทิตย์ตก |
| |
2. รากเมล็ดข้าวโพดงอกลงดินที่ปลูกในแปลงทดลอง |
| |
3. ต้นมะพร้าวที่เอนล้มลงเนื่องจากพายุมีปลายยอดที่โค้งขึ้น |
| |
4. ยอดพลูด่างที่ปลูกริมหน้าต่างในห้องนอนเอนเข้าหากระจกหน้าต่าง |
| |
|
|
| 17. ข้อใดไม่จัดเป็นการตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกของพืช |
| |
1. การที่ใบพืชมีสีเหลืองเนื่องจากปริมาณเหล็กในดินตํ่า |
| |
2. การที่ดอกบัวหลวงบานในตอนเช้าของทุกๆ วัน |
| |
3. การที่ดอกทานตะวันหันตามแนวการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ |
| |
4. การหุบของใบจามจุรีในตอนเย็น |
| |
|
|
| 18. ข้อความใดผิด |
| |
1. ดอกที่พบรังไข่และอับเรณูภายในดอกเดียวกันเป็นดอกสมบูรณ์เพศ |
| |
2. ดอกที่มีเฉพาะรังไข่ไม่มีเกสรเพศผู้จะไม่สามารถเกิดการปฏิสนธิได้ |
| |
3. ดอกที่สร้างละอองเรณูและออวุลภายในดอกเดียวกันอาจเป็นดอกไม่ครบส่วน |
| |
4. ดอกที่ยอดเกสรเพศเมียมีละอองเรณูตกลงมาติดอยู่อาจเป็นดอกไม่สมบูรณ์เพศ |
| |
|
|
| 19. ข้อใดไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังการปฏิสนธิในพืชดอก |
| |
1. รังไข่เจริญไปเป็นผล |
2. ออวุลเจริญไปเป็นเมล็ด |
| |
3. ไซโกตเจริญไปเป็นเอ็มบริโอ |
4. เซลล์ไข่เจริญไปเป็นออวุล |
| |
|
|
| 20. การปฏิสนธิในพืชดอกเกิดขึ้นเมื่อใด |
| |
1. สเปิร์มเข้าผสมกับเซลล์ไข่ |
2. ละอองเรณูเข้าผสมกับเซลล์ไข่ |
| |
3. สเปิร์มเข้าผสมกับโพลาร์นิวคลีไอ |
4. ข้อ 1 และ 3 |