| 1. ถ้านายมีไปซื้อเส้นก๋วยเตี๋ยวจากตลาดผัดเป็นก๋วยเตี๋ยวราดหน้า การผลิตดังกล่าวเป็นการสร้างอรรถประโยชน์ทางด้านใด |
| |
1.การเปลี่ยนแปลงรูป |
| |
2.การเปลี่ยนสถานที่ |
| |
3.การเลื่อนเวลา |
| |
4. การให้บริการ |
| |
| 2.การผลิตสินค้า ณ จุดใดที่ทำให้หน่วยธุรกิจในตลาดแข่งขันสมบูรณ์ได้รับกำไรสูงสุด |
| |
1. จุดซึ่งต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยมีค่าต่ำสุด |
| |
2. จุดซึ่งรายรับทั้งหมดมีค่าสูงสุด |
| |
3. จุดซึ่งกำไรต่อหน่วยมีค่าสูงสุด |
| |
4.จุดซึ่งต้นทุนหน่วยสุดท้ายมีค่าเท่ากับราคาสินค้า |
| |
| 3. ความนิยมบริโภคชาเขียวได้ลดลง ขณะอากาศร้อนขึ้นทำให้ผลผลิตชาเขียวต่ำลง ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง |
| |
1. ราคาชาเขียวเพิ่มขึ้น |
| |
2. ราคาชาเขียวคงที่ |
| |
3. ราคาชาเขียวลดลง |
| |
4. เป็นไปได้ทุกข้อ |
| |
| 4. หากมีการระบาดของไข้หวัดนกรอบใหม่ ทำให้รัฐบาลกำจัดไก่ในพื้นที่ที่ถูกกระทบขณะที่ผู้บริโภคยังคงเชื่อมั่นในการบริโภคไก่ ผลกระทบของการระบาดรอบใหม่ต่อราคาและปริมาณของไก่ในตลาดมืด |
| |
1. ราคาเพิ่มขึ้น ขณะที่ปริมาณลดลง |
| |
2. ราคาเพิ่มขึ้น ขณะที่ปริมาณเท่าเดิม |
| |
3. ราคาเพิ่มขึ้น ขณะที่ปริมาณก็เพิ่มขึ้น |
| |
4. ผิดทุกข้อ |
| |
| 5. มีการกล่าวว่ายอดขายบะหมี่สำเร็จรูปเป็นเครื่องชี้สภาวะเศรษฐกิจ เนื่องจากบะหมี่สำเร็จรูปเป็นสินค้าด้อยคุณภาพ (Inferior Goods) ดังนั้นหากวันนี้ทุกคนมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ขณะที่ราคาสินค้าต่างๆ นั้นคงที่ ยอดขายบะหมี่สำเร็จรูปมีแนวโน้มที่จะ |
| |
1. เพิ่มขึ้น |
| |
2. ลดลง |
| |
3. เท่าเดิม |
| |
4. ไม่สามารถบอกได้เนื่องจากข้อมูลไม่เพียงพอ |
| |
| 6. ไม้เทนนิสและลูกเทนนิสเป็นสินค้าที่ใช้ประกอบกัน ดังนั้น |
| |
1. เมื่อราคาลูกเทนนิสเพิ่มมากขึ้น อุปสงค์ต่อไม้เทนนิสจึงลดลง |
| |
2. เมื่อต้นทุนการผลิตลูกเทนนิสเพิ่มมากขึ้น ต้นทุนการผลิตไม้เทนนิสจึงเพิ่มขึ้นตาม |
| |
3. เมื่อประชาชนไม่นิยมใช้ไม้เทนนิส ราคาลูกเทนนิสจึงเพิ่มขึ้น |
| |
4. เมื่อราคาไม้เทนนิสลดลง อุปทานของลูกเทนนิสจึงเพิ่มขึ้น |
| |
| 7. ถ้าพ่อค้าขายข้าวโพดฝักในราคาที่สูงกว่าราคาดุลยภาพ ปัจจัยใดจะส่งผลให้ราคาซื้อขาย ข้าวโพดต้องลดลง |
| |
1. อุปสงค์ส่วนเกิน |
| |
2. อุปทานส่วนเกิน |
| |
3. การขาดแคลนอุปทาน |
| |
4.การล้นตลาดของอุปสงค์ |
| |
| 8. ในประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม รัฐใช้วิธีการใดเป็นเครื่องมือในการจัดสรรสินค้าให้กับประชาชน |
| |
1. กลไกราคาเท่านั้น รัฐไม่เข้ามาเกี่ยวข้องเลย |
| |
2. รัฐบาลกำหนดเท่านั้น ไม่ใช้กลไกราคาเลย |
| |
3. กลไกราคาเป็นส่วนใหญ่ รัฐเข้าแทรกแซงเพียงเล็กน้อย |
| |
4. กลไกราคาเพียงเล็กน้อย รัฐบาลเข้าแทรกแซงเป็นส่วนใหญ่ |
| |
| 9. ข้อใดแสดงถึงการทำงานของกลไกราคา |
| |
1.การลดลงของราคาสินค้าเมื่อเกิดอุปสงค์ส่วนเกิน |
| |
2.การลดลงของราคาสินค้าเมื่อเกิดอุปทานส่วนเกิน |
| |
3. การลดลงของปริมาณการผลิตเมื่อเกิดอุปสงค์ส่วนเกิน |
| |
4. การลดลงของราคาและปริมาณการผลิตพร้อม ๆ กัน เมื่อเกิดอุปสงค์ส่วนเกิน |
| |
| 10.ข้อใดเป็นปัจจัยที่กำหนดปริมาณการผลิตสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งในระบบเศรษฐกิจที่ใช้ระบบตลาด |
| |
1. ต้นทุนการผลิตและอัตราภาษี |
| |
2. กำลังการผลิตและกำไรที่ผู้ผลิตจะได้รับ |
| |
3. ตลาดของสินค้าและคุณภาพของสินค้านั้น ๆ |
| |
4. ความต้องการซื้อและความต้องการขายสินค้านั้น |
| |
| 11. จุดที่เส้นอุปสงค์ตัดกับเส้นอุปทานพอดี เกี่ยวข้องกับข้อใดน้อยที่สุด |
| |
1.จุดดุลยภาพ |
| |
2. กลไกราคามีบทบาท |
| |
3. กลไกราคากระทำโดยรัฐ |
| |
4.ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงซื้อกัน ณ ราคาและปริมาณนั้น |
| |
| 12. ภาวะดุลยภาพของตลาดจะเกิดขึ้นเมื่อใด |
| |
1. จำนวนผู้ซื้อเท่ากับจำนวนผู้ขาย |
| |
2. ปริมาณเสนอซื้อสมดุลกับราคาเสนอขาย |
| |
3. ผู้ซื้อสามารถซื้อสินค้าได้ตามจำนวนที่ต้องการ |
| |
4. อุปสงค์ส่วนเกินและอุปทานส่วนเกินมีค่าเท่ากับศูนย์ |
| |
13. ข้อใดเป็นไปตามกฎของอุปสงค์ |
| |
1. เมื่อภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น ผู้บริโภคจะใช้จ่ายเพิ่มขึ้น |
| |
2. เมื่อราคาสินค้าลดลง ผู้บริโภคจะซื้อสินค้าในปริมาณมากขึ้น |
| |
3. เมื่อผู้บริโภคมีความต้องการสินค้ามากขึ้น ผู้ผลิตสินค้าออกจำหน่ายเพิ่มขึ้น |
| |
4. เมื่อผู้บริโภคมีรายได้เพิ่มขึ้น จะมีความต้องการบริโภคสินค้าที่มีคุณภาพดีขึ้น |
| |
| 14. กฎของอุปทานคือข้อใด |
| |
1.เมื่อปัจจัยที่ใช้การผลิตสินค้าชนิดหนึ่งเพิ่มขึ้น ปริมาณเสนอขายสินค้าชนิดนั้นจะเพิ่มขึ้น |
| |
2. เมื่อปริมาณเสนอซื้อสินค้าชนิดหนึ่งเพิ่มขึ้น ปริมาณเสนอขายสินค้าชนิดนั้นจะเพิ่มขึ้น |
| |
3. เมื่อราคาสินค้าชนิดหนึ่งสูงขึ้น ปริมาณเสนอขายสินค้าชนิดนั้นจะเพิ่มขึ้น |
| |
4. เมื่อรายได้ของผู้บริโภคสูงขึ้น ปริมาณเสนอขายสินค้าจะเพิ่มขึ้น |
| |
| 15. กลไกราคาไม่สามารถใช้ได้อย่างสมบูรณ์กับสินค้าและบริการประเภทใด |
| |
1. เครื่องไฟฟ้ามีตำหนิ |
| |
2. เสื้อผ้าที่ผลิตเพื่อส่งออก |
| |
3. การบริการของรถไฟไทย |
| |
4. เครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรม |
| |
| 16. ราคาที่ทำให้ปริมาณอุปสงค์มากกว่าปริมาณอุปทาน คือราคาใด |
| |
1. ราคาตลาด |
| |
2. ราคาดุลยภาพ |
| |
3. ราคาที่ต่ำกว่าราคาดุลยภาพ |
| |
4. ราคาที่สูงกว่าราคาดุลยภาพ |
| |
| 17. การเปลี่ยนแปลงของสินค้าในข้อใดเป็นไปตามกฎของอุปทาน |
| |
1. ราคาน้ำมันปาล์มสูงขึ้น พ่อค้าจึงสั่งน้ำมันปาล์มจากต่างประเทศเข้ามาขายมากขึ้น |
| |
2. ผลิตผลผักลดลงมาก เพราะอุทกภัยทำให้สวนผักเสียหาย ราคาผักจึงสูงขึ้น |
| |
3. ยอดจำหน่ายน้ำส้มคั้นสูงขึ้น เพราะมีผู้นิยมบริโภคเพิ่มขึ้น |
| |
4. บ้านจัดสรรปรับราคาสูงขึ้น เพราะต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น |
| |
| 18. ข้อใดเป็นเหตุผลที่ทำให้รัฐบาลเข้ามาควบคุมราคาขายสินค้า ก. |
| |
1. เพราะต้องการลดอุปสงค์สินค้า ก. ในตลาด |
| |
2. เพราะต้องการให้ราคาขายต่ำกว่าราคาดุลยภาพ |
| |
3. เพราะต้องการให้ต้นทุนการผลิตสินค้า ก. ลดลง |
| |
4. เพราะต้องการให้เกิดความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานของสินค้า ก. |
| |
| 19. ณ ระดับราคาดุลยภาพ ปรากฏว่าชาวไร่อ้อยเดือดร้อน จึงทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องเข้าช่วยเหลือโดยกำหนดราคาประกัน ข้อใดกล่าวได้ถูกต้อง |
| |
1. โรงงานน้ำตาลจะรวมตัวกันต่อรองราคารับซื้ออ้อยในราคาตลาด |
| |
2. โรงงานน้ำตาลจะซื้ออ้อยได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาดุลยภาพ |
| |
3. ชาวไร่อ้อยจะต้องจัดสรรโควตาขายให้โรงงานน้ำตาล |
| |
4. รัฐบาลจะต้องรับซื้ออ้อยส่วนเกินจากชาวไร่อ้อย |
| |
| 20. การปรับค่าจ้างขั้นต่ำสูงขึ้น จะทำให้เกิดผลกระทบต่อตลาดแรงงานอย่างไร |
| |
1.ระดับค่าจ้างดุลยภาพต่ำลง |
| |
2. ความต้องการจ้างงานเพิ่มขึ้น |
| |
3 อุปทานแรงงานส่วนเกินเพิ่มขึ้น |
| |
4. ปัญหาการขาดแคลนแรงงานลดลง |
| |