| |
 |

"ประชาคมอาเซียน" เป็นเป้าหมายของการรวมตัวกันของประเทศ สมาชิกอาเซียน เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและขีดความสามารถการแข่งขันของอาเซียนในเวทีระหว่าง ประเทศในทุกด้าน รวมถึงความสามารถในการรับมือกับปัญหาใหม่ๆ ในระดับโลกที่ส่งผลกระทบมาถึงภูมิภาคอาเซียน เช่น ภาวะโลกร้อน การก่อการร้าย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การเป็นประชาคมอาเซียน คือการทำให้ประเทศ สมาชิกอาเซียน เป็น "ครอบครัวเดียวกัน" ที่มีความแข็งแกร่งและมีภูมิต้านทานที่ดี โดยสมาชิกในครอบครัวมีสภาพความอยู่ที่ดี ปลอดภัย และสามารถทำมาค้าขายได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น แรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนตกลงกันที่จัดตั้งประชาคม อาเซียน อันถือเป็นการปรับปรุงตัวครั้งใหญ่และวางรากฐานของการพัฒนาของอาเซียน คือ สภาพแวดล้อมระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ที่ทำให้อาเซียนต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ เช่นโรคระบาด อาชญากรรมข้ามชาติ ภัยพิบัติธรรมชาติ และปัญหาสิ่งแวดล้อม ภาวะโลกร้อน และความเสี่ยงที่อาเซียนอาจจะไม่สามารถแข่งขันทางเศรษฐกิจได้กับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะจีนและอินเดีย ซึ่งมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด
ในสภาวะแห่งยุคทุนนิยม ที่เศรษฐกิจเป็นตัวขับเคลื่อนและผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ ก้าวรุดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ประกอบกับประเทศต่าง ๆ นั้นอยู่รวมกันเป็นสังคมโลก ไม่สามารถอยู่โดดเดี่ยวเดียวดายได้ จึงต้องมีการรวมตัวกันของประเทศในแต่ละภูมิภาคเพื่อเพิ่มอำนาจในการต่อรอง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีระหว่างประเทศ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ร่วมและพัฒนาประเทศในภูมิภาคไปพร้อม ๆ กัน ด้วยเหตุนี้ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือ อาเซียน จึงได้มีข้อตกลงให้อาเซียนรวมตัวเป็นชุมชนหรือประชาคมเดียวกันให้สำเร็จภาย ในปี พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015) ปัจจุบันอาเซียนมีประเทศสมาชิกทั้งหมด 10 ประเทศ
อา เซียนหรือสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Assciation of Southeast Asian Nations หรือ ASEAN) ก่อตั้งขึ้นโดยปฏิญญากรุงเทพ(The Bangkok Declaration ) เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2510โดยมีสมาชิกผู้ก่อตั้ง 5 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก-เฉียงใต้ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ได้ลงนามใน
"ปฏิญญา กรุงเทพฯ" (Bangkok Declaration) เพื่อจัดตั้งสมาคมความร่วมมือกันในการเพิ่มอัตราการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจ การพัฒนาสังคม การพัฒนาวัฒนธรรมในกลุ่มประเทศสมาชิก และการธำรงรักษาสันติภาพและความมั่นคง ในพื้นที่และเป็นการเปิดโอกาสให้คลายข้อพิพาทระหว่างประเทศสมาชิกอย่างสันติ ของระดับภูมิภาคของประเทศต่างๆ ในเอเชีย ในเวลาต่อมาได้มี บูรไนดารุสซาราม (เข้าเป็นสมาชิกตั้งแต่ 8 มกราคม 2527)สาธารณรัฐสังคมคมนิยมเวียดนาม (เข้าเป็นสมาชิกตั้งแต่ 28 กรกฎาคม 2538) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (เข้าเป็นสมาชิกตั้งแต่ 23 กรกฎาคม 2540) สหภาพพม่า (เข้าเป็นสมาชิกตั้งแต่ 23 กรกฎาคม 2540) ราชอาณาจักรกัมพูชา (เข้าเป็นสมาชิกตั้งแต่ 30 เมษายน 2542) ตามลำดับทำให้อาเซียนมีสมาชิกครบ 10ประเทศ
วัตถุประสงค์หลัก
ปฏิญญากรุงเทพฯ ได้ระบุวัตถุประสงค์สำคัญ 7 ประการของการจัดตั้งอาเซียน ได้แก่
1. ส่งเสริมความร่วมมือและความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยีวิทยาศาสตร์ และการบริหาร
2. ส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงส่วนภูมิภาค
3. เสริมสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจพัฒนาการทางวัฒนธรรมในภูมิภาค
4. ส่งเสริมให้ประชาชนในอาเซียนมีความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดี
5. ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในรูปของการฝึกอบรมและการวิจัย และส่งเสริมการศึกษาด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
6. เพิ่มประสิทธิภาพของการเกษตรและอุตสาหกรรม การขยายการค้า ตลอดจนการปรับปรุงการขนส่งและการคมนาคม
7. เสริมสร้างความร่วมมืออาเซียนกับประเทศภายนอก องค์การ ความร่วมมือแห่งภูมิภาคอื่นๆ และองค์การระหว่างประเทศ
ตลอด ระยะเวลา กว่า 40ปีที่มีการก่อตั้งอาเซียน ถือว่าได้ประสบความสำเร็จจนเป็นที่ยอมรับจากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมืองและความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาด้านสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งประเทศไทยได้รับ ประโยชน์อย่างมากจากความร่วมมือต่างๆของอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์จากการที่ภูมิภาค เป็นเสถียรภาพและสันติภาพ อันเป็นผลจากกรอบความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ความร่วมมือด้านสังคมและ วัฒนธรรม ซึ่งถ้าหากไม่มีความร่วมมือเหล่านี้แล้ว คงเป็นการยากที่จะพัฒนาประเทศได้โดยลำพัง
ลักษณะนาฏศิลป์ในอาเซียน
ภูมิภาคในอาเซียน มีวัฒนธรรมการแสดงที่มีความคล้ายคลึงกันบ้าง แตกต่างกันบ้าง ซึ่งในแต่ละประเทศจะมีลักษณะการแสดงเฉพาะของตนเอง ซึ่งเกิดจากภูมิปัญญาของบรรพบุรุษและประชาชนของประเทศในปัจจุบัน
ซึ่งลักษณะของนาฏศิลป์ในภูมิภาคอาเซียน ก็จะมีลักษณะของการแสดงไปในรูปแบบ ระบำ รำ ฟ้อน เหมือนกันทั้งภูมิภาค ซึ่งจะตัวอย่างลักษณะการแสดงของนาฏศิลป์อาเซียนในแต่ละประเทศให้นักเรียนได้ศึกษาดังต่อไปนี้
1.
นาฏศิลป์ไทย
เป็นศิลปะการแสดงประกอบดนตรีของไทย เช่น ฟ้อน รำ ระบำ โขน แต่ละท้องถิ่นจะมีชื่อเรียกและมีลีลาท่าการแสดงที่แตกต่างกันไป สาเหตุหลักมาจากภูมิประเทศ ภูมิอากาศของแต่ละท้องถิ่น ความเชื่อ ศาสนา ภาษา นิสัยใจคอของผู้คน ชีวิตความเป็นอยู่ของแต่ละภาค
นาฏศิลป์ไทยเป็นศิลปะการละครฟ้อนรำและดนตรีอันมีคุณสมบัติตามคัมภีร์นาฏะ หรือนาฏยะกำหนดว่า ต้องประกอบไปด้วยศิลปะ 3 ประการ คือ การฟ้อนรำ การดนตรี และการขับร้อง รวมเข้าด้วยกัน ซึ่งทั้ง 3 สิ่งนี้ เป็นอุปนิสัยของคนมาแต่ดึกดำบรรพ์ นาฏศิลป์ไทยมีที่มาและเกิดจากสาเหตุแนวคิดต่าง ๆ เช่น เกิดจากความรู้สึกกระทบกระเทือนทางอารมณ์ไม่ว่าจะอารมณ์แห่งสุข หรือความทุกข์และสะท้อนออกมาเป็นท่าทางแบบธรรมชาติและประดิษฐ์ขึ้นมาเป็นท่าทางลีลาการฟ้อนรำ
นาฏศิลป์ไทย แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ ระบำ รำ ฟ้อน โขน-ละคร
 |
 |
| ระบำ |
รำ |
| ที่มา : http://nicha-borankadee.blogspot.com/p/blog-page.html |
ที่มา : http://รําไทย.blogspot.com/ 2010/01/blog-post.html |
 |
 |
| ฟ้อน |
โขน-ละคร |
| ที่มา : http://www.pixpros.net/forums/ showthread.php?t=20429&page=5 |
ที่มา : http://drama.kapook.com/view18987.html |
2. นาฏศิลป์ลาว
เป็นนาฏศิลป์ที่เป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวซึ่งพบในภาคตะวันออกเฉียง เหนือของไทยด้วย และการแสดงพื้นบ้านของกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ มีทั้งนาฏศิลป์ในราชสำนัก และนาฏศิลป์พื้นบ้าน เช่น หมอลำ หนังตะลุง หลวงพระบาง และเวียงจันทน์เป็นแหล่งของนาฏศิลป์คลาสสิกในราชสำนัก และนาฏศิลป์ที่ได้รับอิทธิพลจากเขมซึ่งเป็นนาฏศิลป์ที่พัฒนาขึ้นในราชสำนักล้านช้างซึ่งคล้ายกับที่พบในราชสำนักสยามและกัมพูชา ส่วนใหญ่แสดงเรื่องพระลักพระลาม (รามเกียรติ์หรือรามายณะฉบับลาว) หรือจากนิทานชาดก รวมทั้งวรรณคดีท้องถิ่นเช่นสินไซ (สังข์ศิลป์ชัย) การแสดงแบบนี้มีสองประเภทคือโขนและละคร โขนเป็นการแสดงเรื่องพระลักพระลาม ใช้ตัวแสดงชายหญิง ละครเป็นการแสดงที่ส่วนใหญ่ใช้ผู้หญิง ส่วนหนังตะลุงเป็นการแสดงที่คล้ายวายังของชาวมลายู และเล่นเรื่องราวที่หลากหลายกว่าโขนและละคร
นาฏศิลป์ลาวมีประเภทของการแสดงดังนี้
- นาฏศิลป์คลาสสิก ได้แก่ เรื่องรามเกียรติ์ลาว (พระลามพระลัก) เป็นต้น
- ลำลาว ลำลาวหรือหมอลำเป็นการแสดงดนตรีพื้นบ้านของลาว โดยนักร้องเป็นผู้เล่าเรื่อง ใช้แคนเป็นเครื่องดนตรีหลัก
- ฟ้อนรำพื้นเมือง ฟ้อนรำพื้นเมืองเป็น การฟ้อนรำ
ที่มีความหลากหลาย โดยที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ ลำตังหวาย และลำสาละวันทางภาคใต้ของลาว ฟ้อนรำพื้นเมืองที่เป็นที่นิยมคือรำวง ซึ่งเป็นการแสดงประจำชาติของลาวที่มีลักษณะร่วมกับรำวงในไทยและกัมพูชา นิยมเล่นในงานฉลองรื่นเริงต่างๆ
ลำเรื่อง เป็นหมอลำประเภทหนึ่ง โดยหมอลำผู้ขับร้องจะแต่งตัวและแสดงท่าทางประกอบได้หลากหลาย เรื่องราวที่แสดงมีหลากหลาย เช่นนิทานชาดก ไปจนถึงโครงการพัฒนาและปัญหาในชุมชน ดนตรีที่ใช้บรรเลงประกอบมีหลากหลายทั้งดนตรีคลาสสิกและดนตรีสมัยใหม่ ขึ้นกับลักษณะของเรื่องที่จะเล่า
3. นาฏศิลป์กัมพูชา
Dance in Cambodia แบ่งได้เป็นสามประเภทคือนาฏศิลป์คลาสสิกของราชสำนัก ระบำพื้นบ้าน และระบำในงานสังคมต่างๆ แบ่งได้เป็น
1.1 นาฏศิลป์คลาสสิก เป็นการแสดงที่เกิดขึ้นในราชสำนัก ใช้วงพิณพาทย์บรรเลงประกอบ ภายหลังได้แพร่หลายและกลายเป็นเอกลักษณ์ของกัมพูชา ตัวอย่างเช่นระบำเทพอัปสร ระบำอัปสราบายน  
1.2 ระบำพื้นบ้าน เป็นนาฏศิลป์ที่ใช้แสดงในกลุ่มประชาชนทั่วไป และชนเผ่าต่างๆของกัมพูชา เช่น ชาวจาม เขมรบน และการแสดงของชาวนาและกรรมกร ส่วนใหญ่ใช้ วงมโหรี บรรเลงประกอบ บางส่วนเกี่ยวข้องกับความรักและนิทานพื้นบ้าน เช่น
- ระบำเกนียกไพลิน เป็นการแสดงของชาวกุลาในเมืองไพลิน
- เสนียกโตเซีย เป็นระบำที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ชนิดต่างๆ มีต้นกำเนิดมาจากชาวเปียร์ในจังหวัดโพธิสัตว์
- ระบำก็อมบาเรียก คล้ายกับรำลาวกระทบไม้ของไทย เป็นการแสดงระบำที่มีไม้ไผ่กระทบกันเป็นจังหวะ บ้างว่ามาจากการแสดงของชาวกุย บ้างว่าได้รับอิทธิพลจากประเทศฟิลิปปินส์
- ระบำโทรต เป็นระบำที่กล่าวถึงพรานกับกวาง
- ชยัม เป็นการแสดงแบบเขมรแท้ มีการแสดงตลกและใช้เด็กหญิงที่สวยงาม นิยมแสดงในวันหยุด
4. นาฏศิลป์พม่า


ที่มา : http://2g.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E9989076/E9989076.html
ประวัตินาฏศิลป์พม่าที่มีหลักฐานแน่นอน ภายหลัง พ.ศ. 2310 คือ หลังจากกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 2 พม่าได้รับอิทธิพลนาฏศิลป์ไปจากไทย ก่อนหน้านี้ นาฏศิลป์ของพม่าเป็นของพื้นเมืองมากกว่าที่จะได้รับอิทธิพลมาจากภายนอก ประเทศ เหมือนกับประเทศอื่นๆ นาฏศิลป์พม่าเริ่มต้นจากพิธีทางศาสนา ต่อมาเมื่อพม่ามีการติดต่อกับอินเดียและจีน ท่าร่ายรำของ 2 ชาติดังกล่าว ก็จะมีอิทธิพลแทรกซึมในนาฏศิลป์พื้นเมืองของพม่า แต่ท่าร่ายรำของเดิมมีความเป็นเอกลักษณ์ของพม่าจริงๆ
นาฏศิลป์การละครในประเทศพม่า มีลักษณะพิเศษ คือ ในแต่ละยุคสมัยลักษณะนาฏศิลป์และการละคร จะแตกต่างกันออกไปตามอิทธิพลภายนอกที่ได้รับ ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ยุค คือ
1. ยุคก่อนรับนับถือพระพุทธศาสนา
เป็นยุคของการนับถือผี การฟ้อนรำเป็นไปใน การทรงเจ้าเข้าผี บูชาผีและบรรพบุรุษที่ตายไปแล้ว ต่อมาก็มีการฟ้อนรำในงานพิธีต่างๆ เช่น โกนจุก
2. ยุคนับถือศาสนาพุทธ
พม่ารับนับถือศาสนาพุทธหลังปี พ.ศ. 1559 ในสมัยนี้การฟ้อนรำเพื่อบูชาผีก็ยังมีอยู่ และการฟ้อนรำกลายเป็นส่วนหนึ่งของการบูชาในพุทธศาสนาด้วย
หลังปี พ.ศ. 1800 เกิดมีการละครแบบหนึ่ง เรียกว่า "นิพัทขิ่น" เป็นละครเร่ แสดงเรื่อง พุทธประวัติเพื่อเผยแพร่ความรู้ในพุทธศาสนา เพื่อให้ชาวบ้านเข้าใจเรื่องราวได้ง่าย ต่อมาเพื่อให้ความสนุกสนานจึงได้เพิ่มบทตลกให้มากขึ้น บทตลกนี้ไม่มีเขียนไว้ ผู้แสดงต้องหามุขแทรกเอาเอง ตัวตลกนั้นมีทั้งหญิงและชาย มักจะเป็นสาวใช้ คนใช้ คนสนิทของตัวเอก ต่อมาบทของเทวทัตต์ก็กลายเป็นบทตลกไปด้วย
ละครนิพัทขิ่น มักจะแสดงเรื่องพุทธประวัติ ตอนตรัสรู้ เพราะไม่นิยมแสดงบทบาทของพระพุทธเจ้า หรือพระสาวกองค์สำคัญ
ต่อมาพม่าได้รับอิทธิพลของอินเดียโดยผ่านทางเขมร ละครนิทัทขิ่นจึงแสดงเรื่องอื่นๆ เช่น รามายณะ เทพนิยายต่างๆ และเหตุการณ์ในราชสำนัก
3. ยุคอิทธิพลละครไทย
หลังการเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าในปี พ.ศ. 2310 ชาวไทยก็ถูกกวาดต้อนไปเป็นจำนวนมาก พวกละครและดนตรี ถูกนำไปไว้ในราชสำนัก เกิดความนิยมละครแบบไทยขึ้น จึงถือเป็นเครื่องประดับราชสำนัก นิยมให้เด็กพม่าหัดละครไทย ละครแบบพม่าในยุคนี้เรียกว่า "โยธยาสัตคยี" หรือละครแบบโยธยา ท่ารำ ดนตรี และเรื่องที่แสดงรวมทั้งภาษาที่ใช้ก็เป็นของไทย มีการแสดงอยู่ 2 เรื่อง คือ รามเกียรติ์ เล่นแบบ โขน และอิเหนา เล่นแบบละครใน
ในปี พ.ศ. 2328 เมียวดี ข้าราชการพม่า ได้คิดละครแบบใหม่ขึ้น ชื่อเรื่อง "อีนอง" ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับอิเหนามาก มีสิ่งที่แปลกออกไปคือตัวละคร ตัวละครของเรื่องนี้ มีลักษณะเป็นมนุษย์ธรรมดาสามัญที่มีกิเลส มีความดีความชั่ว ละครเรื่องนี้เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดละครในแนวนี้อีกหลายเรื่อง
ต่อมา ละครในราชสำนักเสื่อมความนิยมลง เมื่อกลายเป็นของชาวบ้านก็ค่อยๆ เสื่อมลง แต่ละครแบบนิพัทขิ่นกลับเฟื่องฟูขึ้น แต่ก็ลดมาตรฐานลงจนกลายเป็นจำอวด
เมื่อประเทศพม่าตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษแล้ว ในปี พ.ศ. 2428 ละครหลวงและละครพื้นเมืองซบเซา ต่อมามีการละครที่นำแบบอย่างมาจากอังกฤษเข้าแทนที่ ถึงสมัย ปัจจุบันนี้ละครของเก่าคู่บ้านคู่เมืองของพม่าจึงหาชมได้ยาก
5. นาฏศิลป์มาเลเซีย
เป็นนาฏศิลป์ที่มีลักษณะคล้ายกับนาฏศิลป์ชวา ซันตน และบาหลีมาก นาฏศิลป์ซันตนและบาหลีก็ ได้รับอิทธิพลมาจากมาเลเชีย ซึ่งได้รับอิทธิพลตกทอดมาจากพวกพราหมณ์ของอินเดียอีกทีหนึ่ง ต่อมาภายหลัง นาฏศิลป์บาหลี จะเป็นระบบอิสลามมากกว่าอินเดีย เดิมมาเลเซียได้รับหนังตะลุงมาจากชวา และได้รับอิทธิพล บางส่วนมาจากอุปรากรจีน มีละครบังสวันเท่านั้นที่เป็นของมาเลเซียเอง ในราวพุทธศตวรรษที่ 19 ถึง 20 ชวามีอิทธิพลและครอบครองมาเลเซียตอนใต้เป็นเมืองขึ้นของสุลต่าน มายาปาหิตแห่งชวา ที่มะละกานั้นเป็นตลาดขายเครื่องเทศที่ใหญ่ที่สุดของชวา ชาวมาเลเซียใช้ภาษาพูดถึง 3 ภาษา คือมาลายู ชวา และภาษาจีน ซึ้งมีทั้งแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน และกวางตุ้ง ชาวมาเลเซียรับหนังตะลุงจากชวา แต่ก็ได้ดัดแปลงจนเป็นของมาเลเซียไป รวมทั้งภาษาพูดมาเลเซียอีก นาฏศิลป์ทึควรรู้จักคือ
1. ละครบังสวันของมาเลเซีย เป็นละครที่สันนิษฐานได้ว่าจะเกิดขึ้นในศตวรรษปัจจุบันนี้ เรื่องที่แสดง มักนิยมนำมาจากประวัติศาสตร์มาเลเซีย ละครบังสวันยังมีหลายคณะ ปัจจุบันนี้เหลืออยู่ 2 คณะ ละครบังสวันเป็นละครพูดที่มีการร้องเพลงร่ายรำสลับกันไป ผู้แสดงมีทั้งชายและหญิง เนื้อเรื่องตัดตอน มาจากประวัติศาสตร์ของอาหรับและมาเลเซีย ปัจจุบันมักใช้เรื่องในชีวิตประจำวันของสังคมแสดง เวลาตัวละคร ร้องเพลงมีดนตรีคลอ สมัยก่อนใช้เครื่องดนตรีพื้นเมือง สมัยนี้ใช้เปียโน กลอง กีตาร์ ไวโอลิน แซกโซโฟนเป็น ต้น ไม่มีลูกคู่ออกมาร้องเพลง การร่ายรำมีมาผสมบ้าง แต่ไม่มีความสำคัญมากนัก ตัวละครแต่งตัวตามสมัยและ ฐานะของตัวละครในเรื่องนั้นๆ ถ้าเป็นประวัติศาสตร์ก็จะแต่งตัวมากแบบพระมหากษัตริย์ และจะแต่งหน้าแต่พองามจากธรรมชาติ แสดงบนเวที เวทีทำเป็นยกพื้น ซึ่งสร้างชั่วคราว มีการชักฉากและมีหลืบ แสดงเวลา กลางคืนและใช้เวลาแสดงเรื่องละ 3-5 ชั่วโมง
2. เมโนราทหรือมโนห์รา คือ นาฏศิลป์ที่จัดว่าเป็นละครรำ ผู้แสดงจะต้องร่ายรำออกท่าทางตรงตาม บทบาท ลีลาการรำอ่อนช้อยสวยงาม ละครรำแบบนี้จะพบที่รัฐกลันตันโดยเฉพาะเท่านั้นที่อื่นหาดูได้ยาก ตาม ประวัติศาสตร์กล่าวกันว่า ละครรำแบบนี้มีมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรลิกอร์ (Ligor) ประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว การ เจรจา การร้องบทในเวลาแสดงใช้ภาษามาเล ตัวละครเมโนรานี้ใช้ผู้ชายแสดงทั้งหมด การแต่งกายของตัวละคร จะมีลักษณะแปลก คือมีการใส่หน้ากากรูปทรงแปลกๆ หน้ากากนั้นทาสีสันฉูดฉาดบาดตาเป็นรูปหน้าคน หน้า ยักษ์ หน้าปีศาจ หน้ามนุษย์นั้นมีสีซีดๆ แลดูน่ากลัว เวลาแสดงสมหน้ากากเต้นเข้าจังหวะดนตรี ตัวละครคล้าย โขน นิยมแสดงเรื่องจักรๆวงศ์ๆ ส่วนละครพื้นบ้าน เครื่องดนตรีที่บรรเลงในระหว่างการแสดงคือ กลอง 2 หน้า และกลองหน้าเดียว นอกจานั้นมีฆ้องราว ปี่ ขลุ่ย
3. แมกยอง (Magyong) มีลักษณะการแสดงเป็นเรื่องราวแบบละคร คล้ายโนราห์ และหนังตะลุงของ ไทย แมกยองเป็นศิลปะพื้นเมืองที่มีชื่อในหมู่ชาวกลันตัน ตรังกานู การแสดง จะมีผู้หญิงกลุ่มหนึ่ง เรียกว่า Jong Dondang จะออกมาเต้นรำเบิกโรง หลังจากนั้นก็เริ่มซึ่งเรื่องที่จะแสดงจะเกี่ยวกับวรรณคดี
6. นาฏศิลป์อินโดนีเซีย

ที่มา : http://www.oknation.net/blog/supawan/2011/11/07/entry-2
นาฏศิลป์ประเทศอินโดนีเซียที่ควรรู้จักนาฏศิลป์ชวา แบ่งได้ดังนี้
1. แบบยอกยาการ์ตา คือ การแสดงแบบอย่างของชาวชวาส่วนกลางจะสอนให้นักเรียนรู้จักนาฏยศัพท์ ของชวาเสียก่อน (Ragam-Ragam) และจะสอนรำจากง่ายไปหายากตามขั้นตอน การใช้ผ้าจะใช้ผ้าพันเอว เรื่อง ของดนตรีจะดังและมีทำนองกับเส้นแบ่งจังหวะมาก
2. แบบซูราการ์ตา เป็นการแสดงส่วนกลาง การเรียนการสอนเหมือนกับยอกยาการ์ตา แต่ท่ารำแปลก ไปเล็กน้อย การใช้ผ้าก็จะใช้ผ้าแพรพาดไหล่ ดนตรีจะมีท่วงทำนองนุ่มนวลและราบเรียบ เส้นแบ่งจังหวะมีน้อย นาฏศิลป์ซุนดา ศิลปะของชาวซุนดาหนักไปทางใช้ผ้า (Sumpun) ซึ่งมีลีลาเคลื่อนไหวได้สวยงามใน การรำซุนดาที่เป็นมาตรฐานที่ชื่นชอบในปัจจุบันในชุมชนตะวันตกเฉพาะ และในชุมชนอินโดนีเซียทั่วไป คือ รำ เดวี (Deve), เลยาปัน (Leyapon), โตเป็ง ราวานา (Topang Ravana), กวนจารัน (Kontjaran), อันจาสมารา (Anchasmara), แซมบ้า (Samba), เค็นดิท(Kendit), บิราจุง (Birajung) และ เรลาตี (Relate) นอกจากนี้ยังมีศิลปะ ที่บุคคลทั่วไปจะนิยมมาก คือ รำ ไจปง (Jainpong) การเรียนการสอนเหมือนแบบ Yogyakarta คือ สอนให้รู้จักนาฏยศัพท์ต่างๆ สอนให้รู้จักเดิน รู้จักใช้ผ้า แล้วจึงเริ่มสอนจากง่ายไปหายาก นาฏศิลป์บาหลี นาฏศิลป์บาหลีได้พัฒนาแตกต่างไปจากชวา โดยมีลักษณะเร้าใจ มีชีวิตชีวามากว่า ส่วนวงมโหรี (Gamelan) ก็จะมีจังหวะความหนักแน่น และเสียงดังมากกว่าชวากลางที่มีท่วงทำนองช้าอ่อนโยน สิ่งสำคัญของบาหลีจะเกี่ยวกับศาสนาเป็นส่วนใหญ่ ใช้แสดงในพิธีทางศาสนาซึ่งมีอยู่ทั่วไปของเกาะบาหลี การสอนนาฏศิลป์แต่เดิมของบาหลีเป็นไปในทางตรงกัน ครูจะต้องจัดท่าทาง แขน ขา มือ นิ้ว ของลูกศิษย์ จนกระทั่งลูกศิษย์สามารถเรียนได้คล่องแคล่วขึ้นใจเหมือนกับการเลียนแบบ ซึ่งวิธีการสอนนี้ยังคงใช้อยู่ จนกระทั่งปัจจุบันทั้งในเมืองและชนบท สำหรับผู้ที่เริ่มหัดใหม่จะต้องผ่านหลักสูตรการใช้กล้ามเนื้ออ่อน หัดง่าย ซึ่งเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว ร่ายรำ การก้มตัว มุมฉาก การเหยียด งอแขน เป็นต้น ต่อมาผู้ฝึกจะเริ่มสอน นาฏศิลป์แบบง่ายๆ เพื่อให้เหมาะสมกับผู้เริ่มฝึก เช่น Pendet Dance ของนาฏศิลป์บาหลี สำหรับเด็กหญิงตัวเล็กๆและจะสอนนาฏศิลป์แบบยากขึ้นเรื่อยๆไปจนถึง Legong Kraton
7. นาฏศิลป์ฟิลิปปินส์
ฟิลิปปินส์เป็นประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของตะวันตก ก่อนจะได้มีโอกาสพัฒนาวัฒนธรรมของตัวเอง วัฒนธรรมฟิลิปปินส์จะมีส่วนคล้ายกับประเทศในละตินอเมริกา ประชาชนแบ่งออกเป็นชุมนุมชนทางเชื้อชาติและภาษาที่แตกต่างกัน ฉะนั้นนาฏศิลป์จึงมีการแสดงไปในรูปแบบของชาติตะวันตกเสียส่วนใหญ่
8. นาฏศิลป์สิงคโปร์
ศิลปะการเต้นรำ (หรือเรียกว่า Tiaowu หรือ เที่ยวอู่ ในภาษาจีน) ของประเทศสิงคโปร์ประกอบด้วยรูปแบบการเต้นรำแบบดั้งเดิมและแบบร่วมสมัย นับเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ค่อนข้างน้อยในเรื่องศิลปะการเต้นรำแบบแปลก ใหม่ วิจิตรบรรจง และเชี่ยวชาญ อัตลักษณ์ของประเทศสิงคโปร์ผ่านศิลปะการเต้นรำถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทาย ซึ่งมักพัฒนาจากการรับรู้จากภายนอก มากกว่าการรับรู้และตระหนักถึงความคิดสร้างสรรค์ที่ได้มีมาแต่เดิมภายในท้อง ถิ่น ศิลปะการเต้นรำสองประเภทที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในสิงคโปร์ คือ การเต้นเชิดสิงโต (Chinese Lion Dance) และ บังสาวัน (Bangsawan) ซึ่งเป็นละครร้องแบบโอเปร่าของมาเลย์ที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับตำนานมาเลย์ หรือนิยายเกี่ยวกับความรักและการทรยศหักหลัง
9. นาฏศิลป์บรูไน
บรูไน มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับมาเลเซียและอินโดนีเซียมาก มีวัฒนธรรม ประเพณี ภาษา และการแต่งกายที่คล้ายคลึงกัน รวมทั้งยังมีวัฒนธรรมที่ได้รับอิทธิพลจากศาสนาอิสลามด้วย
10. นาฏศิลป์เวียดนาม
ด้านศิลปวัฒนธรรมของเวียดนาม มีความแตกต่างกับศิลปวัฒนธรรมของไทยอย่างมาก ที่เป็น อย่างนี้เป็นเพราะเวียดนามถูกปกครองโดยประเทศจีนมาหลายครั้งหลายหน จนอาจเรียกได้ว่า อารยธรรม วัฒนธรรม ของเวียดนาม คือ วัฒนธรรมของประเทศจีน นั่นเอง โดยเฉพาะทางด้านศิลปของโบราณสถาน ต่าง ๆ อาทิ พระราชวัง วัด สุสาน ฯลฯ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันจนไม่สามารถแยกออกให้เห็นอย่าง เด่นชัด แม้ในช่วงหลังมานี้ เวียดนามอาจได้รับอิทธิพลจากประเทศฝรั่งเศล และญี่ปุ่นอยู่บ้าง แต่ใน ภาพรวมแล้วจะคล้ายคลึงกับประเทศจีน และมีหลักฐานให้เห็นอยู่ทั่วไปบริเวณสองข้างทางที่พวกเราผ่านไป เกือบทุกถนน การแสดงของเวียดนามจึงออกมาในรูปแบบของการแสดงในประเทศจีนเป็นส่วนใหญ่
|