|

นาฏศิลป์ ไทยเป็นการแสดงที่เกิดขึ้นจากกระบวนการทางความคิดที่นำเอาวิถีชีวิต ภูมิปัญญาท้องถิ่น แม้กระทั่งขนบธรรมเนียมประเพณีทั้งแบบวิถีชาวบ้านและในราชสำนัก ซึ่งปรมาจารย์ทางด้านนาฏศิลป์ไทยได้ทำการศึกษาและนำเอาภูมิปัญญาท้องถิ่น ขนบธรรมเนียมของคนไทยมาเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์การแสดงนาฏศิลป์ไทยที่มีความสวยงามน่าดูน่าชม และมีคุณค่าในฐานะศิลปะการแสดงประจำชาติไทย
ประเทศไทยมีการแบ่งเขตวัฒนธรรมออกเป็นภูมิภาคต่างๆดังนี้
- ภาคเหนือ
- ภาคกลางและภาคตะวันออก
- ภาคใต้
- ภาคอีสาน แบ่งเป็น อีสานเหนือและอีสานใต้
ซึ่งในการแบ่งเขตวัฒนธรรมต่างๆนั้นจะมีการแสดงที่เกิดขึ้นจากภูมิปัญญาท้องถิ่นของในแต่ละภูมิภาค ดังจะได้ยกตัวอย่างของการแสดงที่เกิดขึ้นจากภูมิปัญญาท้องถิ่นของในแต่ละภาคดังต่อไปนี้
1. ภาคเหนือ : ฟ้อนสาวไหม 
ฟ้อนสาวไหมปรากฏอยู่สองแบบ คือสาวไหมในการฟ้อนเจิงหรือร่ายรำ ท่าต่อสู้ด้วยมือเปล่า ซึ่งมีลีลากระบวนท่าที่แน่นอน และการฟ้อนสาวไหมที่เป็นการฟ้อนของผู้หญิงที่แสดงความเคลื่อนไหวในลีลาร่าย รำที่นุ่มนวล มิได้ร้อนแรงเหมือนอย่างที่ปรากฏในเชิงต่อสู้ เป็นการแสดงที่นำมาจากวิถีชีวิตของคนไทยในภาคเหนือเกี่ยวกับการสาวไหม ทอผ้า
ที่มา : http://topicstock.pantip.com/blueplanet/topicstock/
2011/07/E10779631/E10779631.html
2. ภาคกลางและภาคตะวันออก : ระบำชาวนา  
เป็นระบำชุดหนึ่งที่กรมศิลปากรมอบให้นายมน¬ตรี ตราโมท ผู้เชี่ยวชาญดนตรีไทยและศิลปินแห่งชาติ เป็นผู้แต่งทำนองเพลง และท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี ผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ไทยและศิลปินแห่งชาติ เป็นผู้ประดิษฐ์ท่ารำ ลีลาท่ารำและทำนองเพลงสะท้อนให้เห็นชีวิต ค¬วามเป็นอยู่ การประกอบอาชีพกสิกรรมของชาวนาผู้เป็นกระดูกสันหลังของชาติ

ที่มา : http://bangkok.coconuts.co/2013/12/04/go-native-6-terrifically-thai-gifts-fathers-day
3. ภาคใต้ : ระบำร่อนแร่ 
ระบำร่อนแร่ เป็นระบำที่ปรับปรุงขึ้นตามลีลาท่าทางในการประกอบอาชีพของชาวไทยภาคใต้ จัดแสดงถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยือนภาคใต้เป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. ๒๕๐๒ ต่อมานักศึกษาระดับปริญญา วิทยาลัยนาฏศิลป์สมทบในคณะนาฏศิลปและดุริยางค์ วิทยาลัยเทคโนโลยีอาชีวะศึกษา พ.ศ. ๒๕๒๑ ได้นำระบำร่อนแร่มาปรับปรุง และเรียบเรียงท่าขึ้นใหม่ โดยใช้เพลง "ตลุงราษฎร์" ซึ่งนายประสิทธิ์ ถาวร ผู้เชี่ยวชาญดนตรีไทยและศิลปินแห่งชาติ เป็นผู้แต่งทำนองเพลง ทั้งนี้อยู่ในความควบคุมของนางสาวปราณี สำราญวงศ์ หัวหน้าภาควิชานาฏดุริยางค์ คีตศิลปศึกษา

ที่มา : http://www.oceansmile.com/S/Ranong/Ranong5.htm
4. ภาคอีสานเหนือ : แหย่ไข่มดแดง 
ในอดีตนั้น การประกอบอาหารและการเสาะหาแหล่งอาหารของชาวไทอีสานในความเป็นอยู่แบบพอ เพียงไม่ได้ซื้อหาจากตลาดหรือร้านค้าดั่งเช่นในปัจจุบัน ชาวอีสานในอดีตจึงออกแสวงหาอาหารในแหล่งธรรมชาติใกล้ชุมชน เช่น ในท้องนา ป่าชุมชน รวมไปถึงในแหล่งน้ำตามธรรมชาติ แม้ว่าปัจจุบันวิถีชีวิตบางอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปบ้างก็ตาม ด้วยกระแสบริโภคนิยม บางท้องที่หรือบางชุมชนก็ยังหาอยู่หากินอย่างพอเพียงตามวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมกันอยู่ การแสดงชุดนี้จึงถือกำเนิดด้วยวิถีชิวิตและภูมิปัญญาของชาวบ้านโดยแท้

ที่มา : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?
id=rouenrarai&month=12-2011&date=21&group=16&gblog=21
5. ภาคอีสานใต้ : เรือมอันเร 
เรือมอันเร หรือ ลูดอันเร เป็นศิลปะการแสดงอย่างหนึ่งในหมู่ชาวไทยเชื้อสายเขมร ในบริเวณอีสานใต้ มีลักษณะคล้ายการละเล่นลาวกระทบไม้ของไทย เป็นการแสดงที่นำเอาอุปกรต่างๆในชีวิตประจำวันมาคิดประดิษฐ์เป็นการแสดงเพื่อให้เกิดความรื่นเริงบันเทิงใจ จึงเป็นการแสดงที่เกิดขึ้นจากภูมิปัญญาชาวบ้าน

ที่มา : https://www.l3nr.org/posts/401438
จะเห็นได้ว่าการแสดงที่เกิดขึ้นมาจากภูมิปัญญาของคนไทยนั้นมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ รวมการประกอบสัมมาอาชีพ ซึ่งนาฏศิลปินที่เป็นปรมาจารย์ผู้มีความสามารถในการคิดประดิษฐ์ท่ารำและการแสดงต่างๆ จึงได้นำเอาวิถีชีวิต ความเป็น การประกอบสัมมาอาชีพ มาเป็นแนวคิดในการประดิษฐ์ท่ารำและการแสดงนาฏศิลป์ไทยและนาฏศิลป์พื้นเมืองขึ้น เพื่อให้เป็นสมบัติที่ล้ำค่าทางวัฒนธรรมของชาติไทยสืบต่อไป

นาฏศิลป์ไทย นับว่าเป็นมรดกทางภูมิปัญญาของบรรพชนไทยที่ทรงคุณค่า แสดงให้เห็นถึงความเป็นชาติที่มีอารยะธรรม มีวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงาม ซึ่งนาฏศิลป์ไทยมีทั้งโขน ละคร ระบำ รำ ฟ้อน ซึ่งเป็นการแสดงที่น่าดูน่าชม สมกับคำว่า ชาติไทยยิ่งนัก
ในสถานการณ์ทางวัฒนธรรมของประเทศไทยตอนนี้กระแสความนิยมวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามามีบทบาทกับคนไทยมาก ซึ่งนาฏศิลป์ไทยเป็นศิลปะการแสดงที่ต้องอาศัยเวลาในการเรียนและจิตใจที่สุขุม เยือกเย็น ซึ่งตรงกันข้ามกับเยาวชนไทยในสมัยนี้ ซึ่งเหตุปัจจัยต่างๆนั้นที่มีผลต่อความคิดของเยาวชนที่จะหันมาสนใจศิลปะการแสดงของไทยนั้นไม่ได้รับการสนใจเท่าที่ควร เยาวชนจึงไม่ได้รับการสนับสนุน ส่งเสริมให้รู้จัก ศิลปะการแสดงนาฏศิลป์ของไทยเท่าที่ควร หาใช่ว่าเยาวชนไม่สนใจเอง หรือ นาฏศิลป์ไทยไม่น่าสนใจไม่ จึงได้ขอเสนอแนวความคิดว่า "เยาวชนคนไทย อย่างไรก็คือคนไทย ถ้าได้รับการปลูกฝังให้รู้จักศิลปะการแสดงของไทยในสาขาใดสาขาหนึ่งแล้ว และให้ความใส่ใจในการส่งเสริมให้เยาวชนได้เรียนรู้ศิลปะการแสดงของไทย เชื่อว่า เยาวชนนั้นจะได้ฉายแววของความเป็นไทยและคนไทยของเขาออกมาอย่างเต็มภาคภูมิ" จึงมีแนวทางในการอนุรักษ์และสืบทอดนาฏศิลป์ไทย ดังนี้
- สร้างและเพิ่มผู้ชม คือส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสได้รับรู้และเข้าใจในการแสดงนาฏศิลป์ของไทย ผ่านสื่อต่างๆ เช่น รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ เป็นต้น
- สร้างและเพิ่มผู้แสดง ในระดับนี้เป็นระดับที่สำคัญ เพราะว่าผู้แสดงนั้นจะเป็นผู้ที่นำเอาศิลปะการแสดงนาฏศิลป์มาไว้ในตัวเอง ซึ่งเป็นวิธีการรักษาศิลปะการแสดงนาฏศิลป์ได้ดีที่สุดวิธีหนึ่ง เพราะว่าเมื่อเราฟ้อนรำเป็น ศิลปะการแสดงนั้นก็เข้ามาอยู่ในตัวของเรา เท่ากับเป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมให้อยู่ในตัวของเรา ศิลปะการแสดงนาฏศิลป์นั้นก็จะคงอยู่สืบไปคู่กับชีวิตของคน คนหนึ่งและสามารถที่จะถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นต่อไปได้อีกด้วย
- ส่งเสริมให้มีเวทีในการแสดง เมื่อมีผู้ชมและผู้แสดงแล้ว เวทีในการแสดง จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ เพราะว่าเมื่อมีผู้แสดงแล้ว มีผู้ชมแล้วแต่ไม่มีเวทีหรือพื้นที่ ที่จะให้เยาวชนของไทยได้แสดงออกทางด้านนาฏศิลป์ไทยแล้ว การสืบทอดนั้นก็จะไม่เกิดผลอะไร จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาเวทีและโอกาสในการแสดงให้กับเยาวชนได้มีโอกาสแสดงออกทางด้านศิลปะการแสดงนาฏศิลป์
- จัดโครงการที่เกี่ยวข้องกับนาฏศิลป์อย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ ในหน่วยงาน องค์กรต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน แม้แต่ในองค์กรทางการศึกษาต้องให้ความสำคัญกับศิลปะการแสดงนาฏศิลป์นี้ ในฐานะเป็นศิลปวัฒนธรรมประจำชาคติไทยทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนมีการพัฒนาร่างกาย และสติปัญญาผ่านการเรียนการสอน การแสดงนาฏศิลป์ไทย เช่น การจัดโครงการนาฏศิลป์สัญจร โครงการนาฏศิลป์ไทยในระดับต่างๆเช่น นาฏศิลป์ไทยมัธยมศึกษา นาฏศิลป์ไทยอุดมศึกษา กิจกรรมในโอกาสพิเศษต่างๆของประเทศ เป็นต้น
- จัดการเรียนการสอนนาฏศิลป์ไทยในโรงเรียนและสถาบันต่างๆ ในปัจจุบันการเรียนการสอนนาฏศิลป์ไทยนั้นได้ถูกบรรจุให้อยู่ในหลักสูตรของสถานศึกษา และบรรจุอยู่ในหลักสูตรต่างๆของสถาบันระดับอุดมศึกษา ซึ่งเป็นแนวทางที่ดีในการส่งเสริมและอนุรักษ์ศิลปะการแสดงนาฏศิลป์ อีกทั้งยังมีองค์กรต่างๆที่เปิดสอนศิลปะการแสดงนาฏศิลป์ทั้งที่เป็นองค์กรสาธารณะประโยชน์และองค์กรเอกชน เช่น สถาบันศิลปะการแสดงคึกฤทธิ์ โรงเรียนพาทยกุลการดนตรีและนาฏศิลป์ เป็นต้น ซึ่งเป็นองค์กรที่ส่งเสริมการเรียนการสอนนาฏศิลป์ไทยนอกหลักสูตรโรงเรียน เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนผู้สนใจได้เรียนศิลปะการแสดงนาฏศิลป์ซึ่งเป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่ล้ำค่าอีกด้วย
ด้วยแนวทางที่ได้เสนอไว้นั้นเป็นเพียงแค่แนวความคิดที่จะสามารถช่วยทำให้นาฏศิลป์ไทยนั้น ได้ดำรงคงอยู่เป็นสมบัติชาติไทยสืบไปเท่านั้น สิ่งที่สำคัญ ศิลปะการแสดงนาฏศิลป์จะคงอยู่ได้ก็ด้วยคนไทยทุกคนเอาใจใส่ ไม่ละทิ้ง มีความภาคภูมิใจในความชาติไทยของตนเอง มีความหวงแหนศิลปวัฒนธรรมอันล้ำค่าไม่ให้ถูกลืมเลือนหรือมองแค่ว่าเป็นศิลปะที่ล้าสมัย แต่ความจริงแล้วนั้นศิลปะการแสดงของไทยนั้นมีความทันสมัยอยู่เสมอ จึงควรที่เราท่านทั้งหลายจะได้ช่วยกันทำนุบำรุงให้ศิลปะการแสดงของไทยได้คงอยู่กับชาติไทยสืบไป

1. ครูจตุพร รัตนวราหะ ศิลปินแห่งชาติ
ครูจตุพร รัตนวราหะ เกิดวันพุธที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2479 (77 ปี) เป็นศิลปินกรมศิลปากร ผู้ได้รับพระราชทานครอบและรับมอบกระบวนท่ารำเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพ,ได้กราบทูลสอนโขนถวายสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ และ มีผลงานการแสดงเป็นตัวเอกในเรื่องรามเกียรติ์ บทยักษ์ใหญ่ทศกัณฐ์เป็นบทที่อยู่ในความทรงจำของคนรักโขนกรมศิลปากรมานานกว่า ๔๐ ปี เป็นผู้ร่วมงานเคียงข้าง ศ.มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมชในการก่อตั้งและสร้างสรรค์โขนธรรมศาสตร์ เป็นผู้อำนวยการสถานศึกษาที่มีการเรียนการสอนด้านศิลปะการแสดงของรัฐ นอกจากนี้มีผลงานโดดเด่นอื่นๆทางด้านโขนและละครทั้ง ด้านการเป็นศิลปินผู้แสดง เป็นผู้สอน ผู้เผยแพร่ทั้งทางด้านปฏิบัติและทฤษฎี ปัจจุบันแม้จะเกษียณอายุราชการแล้ว ก็ยังทำงานด้านการเผยแพร่ศิลปการแสดงอยู่อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ และได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์-โขน) พุทธศักราช ๒๕๕๒

ที่มา : http://x.thaikids.com/phpBB2/viewtopic.php?t=3969&
view=previous&sid=05126ab2b17844f7a6ca65aeca884b6c
2. ดร.ศุภชัย จัมทร์สุวรรณ
ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2498 ในวัยเยาว์ ศุภชัยได้แรงบันดาลใจจากความประทับใจจากการแสดงของศิลปินโขนและละคร กอปรกับนโยบายสนับสนุนการเรียนนาฏศิลป์นอกเวลาของโรงเรียน ทำให้ศุภชัยได้แสดงความสามารถทางนาฏศิลป์มาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา และได้ศึกษาต่อด้านนาฏศิลป์และเป็นนักแสดงของกรมศิลปากรควบคู่กันไป ศุภชัยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก ศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต สาขานาฏยศิลป์ไทย จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในปัจจุบัน ได้ดำรงตำแหน่งเป็นคณบดีคณะศิลปนาฏดุริยางค์ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
ในปีพ.ศ. 2529 ศุภชัยได้รับบทเป็นราชบุตรมังตราแห่งเมืองตองอูใน ละครพันทาง เรื่อง ผู้ชนะสิบทิศ ของยาขอบ กำกับและเขียนบทโดยอาจารย์เสรี หวังในธรรม ศิลปินแห่งชาติ คู่กับ ปกรณ์ พรพิสุทธิ์ ผู้ได้รับบทจะเด็ด ซึ่งส่งผลให้ทั้งสองมีชื่อเสียงโด่งดัง กลายเป็นพระเอกละครยอดนิยมมาจนตราบทุกวันนี้
นอกจากนี้ ศุภชัยยังมีผลงานแสดงทางนาฏศิลป์โขนในบทตัวพระ ตัวนางในละครนอก พระเอกและนางเอกในละครอื่นๆ เช่น แสดงเป็นพลายชุมพลในเรื่อง ขุนช้างขุนแผน สุดสาครในเรื่อง พระอภัยมณี สมิงนครอินทร์ในละครพันทางเรื่อง ราชาธิราช เป็นต้น รวมถึงการแสดงระบำ รำ ฟ้อน ประเภทต่างๆ ทั้งในประเทศและในต่างประเทศ

ที่มา : http://www.bloggang.com/viewfb.php?
id=haiku&month=15-07-2011&group=22&gblog=2
3. พิศมัย วิไลศักดิ์
พิศมัย วิไลศักดิ์ เกิดวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2482 เกิดย่านบางลำพู เป็นลูกกำพร้าตั้งแต่เด็ก ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้รับการเลี้ยงดูในวังหลวงโดย ครูจำเรียง พุทธประดับ ศิลปินแห่งชาติ ระหว่างปี 2494-2498 พิศมัยจบการศึกษาจากโรงเรียนบำรุงวิทยา และวิทยาลัยนาฏศิลป์ กรมศิลปากรชีวิตครอบครัว พิศมัย วิไลศักดิ์ สมรสกับผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง สุพรรณ พราหมณ์พันธุ์ พิศมัย วิไลศักดิ์ ได้รับรางวัลศิลปินแห่งชาติ ในปี พ.ศ. 2553 สาขาศิลปะการแสดง (ภาพยนตร์และละครโทรทัศน์) และเป็นนักแสดงอาวุโสเจ้าของฉายา "ดาราเงินล้าน " มีผลงานแสดงภาพยนตร์ประมาณ 300 เรื่อง
พิศมัย วิไลศักดิ์ เป็นนักแสดงและครูสอนศิลปะการแสดง เริ่มแสดง ละครเรื่อง ราชาธิราช ขณะนั้นอายุ 10 ปี ต่อมาได้แสดงเป็นนางเอกและพระเอกในละครอีกหลายเรื่อง พ.ศ. 2501 เริ่มแสดงภาพยนตร์เรื่อง การะเกด และมีฉากการแสดง รำฉุยฉายพราหมณ์ เป็นที่กล่าวขานว่ารำได้อ่อนช้อยงดงามและประทับใจผู้ชม ทำให้โด่งดังติดอันดับนางเอกแถวหน้าของเมืองไทยในทันที และครองความนิยมอย่างต่อเนื่องตลอดหลายสิบปี จากภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้ การรำฉุยฉาย ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงของไทยเป็นที่เผยแพร่และรู้จักกันอย่างกว้างขวาง ต่อมามีผลงานการแสดงภาพยนตร์อีกกว่า 300 เรื่อง ได้แสดงทุกบทบาทและทุกเรื่องที่แสดงได้รับความนิยมจากผู้ชม จนได้รับฉายาว่าดาราเงินล้านและราชินีจอเงิน และมีผลงานการแสดงละครโทรทัศน์กว่า 200 เรื่อง นอกจากนี้ ยังมีผลงานบันทึกแผ่นเสียงเพลงประกอบภาพยนตร์ เพลงหนาวตัก และร่วมขับร้องเพลงในคอนเสิร์ตต่าง ๆ
 
ที่มา : http://album.sanook.com/files/2622754

ที่มา : http://www.manager.co.th/CelebOnline/
ViewNews.aspx?NewsID=9540000032782<
|