|
วัฒนธรรม หมายถึง สิ่งที่เป็นที่ยอมรับในการปฏิบัติร่วมกันในชุมชนในท้องถิ่นจนเป็นเอกลักษณ์ เช่นภาษาพูด การแต่งกาย ประเพณีต่างๆ ปฏิบัติจนเป็นวิถีชีวิตของชุมชน สิ่งต่างๆเหล่านี้ที่เราเรียกกันว่าวัฒนธรรม จึงมีอิทธิพลต่อการแสดงนาฏศิลป์ของไทย ซึ่งเราแบ่งวัฒนธรรมของท้องถิ่นออกเป็น 4 ภาค คือ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคอีสาน การแสดงนาฏศิลป์ไทยจึงมีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นที่เกิดจากอิทธิพลทางวัฒนธรรม ในรูปแบบของการแสดงพื้นเมือง นิทานพื้นบ้าน ละครไทยและละครพื้นบ้าน


เรื่องที่ 1 ลักษณะเฉพาะของนาฏศิลป์ไทยในวัฒนธรรมต่างๆ
1.1 วัฒนธรรมภาคเหนือกับการแสดง
นาฏศิลป์พื้นเมืองภาคเหนือของไทยมีชนเผ่าต่างๆอาศัยอยู่มากมาย และยังได้รับอิทธิพลของประเทศพม่าและลาว เข้ามาผสมผสานกัน จึงเกิดเป็นวัฒนธรรม ล้านนาชาวเหนือมีอุปนิสัยรักธรรมชาติ อ่อนโยน โอบเอื้ออารี สาวชาวเหนือพูดภาษาถิ่น สำเนียงไพเราะ อ่อนหวานรักสงบ ภาษาที่พูดเรียกว่า “อู้คำเมือง”  และด้วยธรรมชาติที่งดงาม อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ ภูเขา น้ำตก ดอกไม้สวยๆ จึงได้ชื่อว่า “ถิ่นไทยงาม” ที่อยู่อาศัยของชาวเหนือมีลักษณะเฉพาะที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง เช่น สร้างบ้านด้วยไม้ มุงด้วยกระเบื้องดินเผา และใบตองตึง มีสัญลักษณ์ที่หน้าจั่วบ้าน คือ มีไม้กาแลแกะสลักสวยงาม การรับประทานอาหารก็เป็นลักษณะอาหารล้านนา มีน้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกอ่องแกล้มกับแคบหมูและผักสด ไส้อั่ว ขนมจีนน้ำเงี้ยว ลาบหมู ข้าวซอย แกงโฮะ แกงฮังเล แกงผักกาดจอ การแต่งกายผู้ชายชาวเหนือ นิยมสวมเสื้อผ้าฝ้ายทอมือ คอกลมหรือคอจีน สวมกางเกงป้ายหน้า มีผ้าคาดเอว พาดบ่า หรือผ้าโพกศีรษะ บางครั้งก็สวมเสื้อม่อฮ่อม (ผ้าฝ้ายย้อมสีน้ำเงินหรือสีดำ) หรือผู้หญิงสวมเสื้อผ้าฝ้ายหรือผ้าไหมคอกลมหรือคอจีนแขนยาว ห่มสไบทับ และเกล้าผมมวยสูง เครื่องประดับเป็นเครื่องเงินแลทอง ภาคเหนือยังมีรูปแบบของประเพณีที่แตกต่างไปจากภาคอื่น เช่น ประเพณียี่เป็ง ประเพณีบวชลูกแก้ว ประเพณีตานก๋วยสลาก เป็นต้น
ดังนั้นภาคเหนือจึงมีลักษณะเฉพาะของการแสดงนาฏศิลป์ที่ได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรม คือ การฟ้อน ลักษณะของการฟ้อนจะมีลีลาท่าฟ้อนรำที่นุ่มนวล สวยงามด้วยเครื่องแต่งกายประจำถิ่น เช่น ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน ฟ้อนชมเดือน
นอกจากนี้ยังมีการแสดงที่แสดงถึงพลังความเข้มแข็งของลูกผู้ชายชาวเหนือที่แสดงถึงความฮึกเหิม สนุกสนาน ตื่นเต้น เช่น ตีกลองสะบัดชัย การฟ้อนดาบ
อิทธิพลของการแสดงนาฏศิลป์ที่ได้รับมาจากอิทธิพลของพม่าและชนเผ่าต่างๆ เช่น ฟ้อนม่านมงคล ฟ้อนม่านมุ้งเชียงตา ฟ้อนกิงกะหล่า ระบำเก็บใบชา เป็นต้น
ดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงเป็นดนตรีประจำถิ่นล้านนา


1.2 วัฒนธรรมภาคกลางกับการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมืองภาคกลาง
ดินแดนภาคกลางของไทย อันเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของไทยเป็นดินแดนราบลุ่ม มีแม่น้ำไหลผ่าน จึงมีความอุดมสมบูรณ์ในน้ำมีปลาในนามีข้าว เป็นดินแดนเกษตรกรรมที่หล่อเลี้ยงชีวิตความเป็นอยู่ด้วยเรือกสวนไร่นา พืชพันธุ์ธัญญาหาร ภาคกลางจึงมีวิถีชีวิตเรียบง่าย ช่วยเหลือพึ่งพาอาศัยกัน รักสงบและชอบความสนุกสนาน งานรื่นเริงสร้างความบันเทิงใจได้ตลอดปี มีงานบุญประเพณีที่แสดงถึงความสามัคคีในท้องถิ่น เช่น ประเพณีแข่งเรือ ประเพณีตักบาตรดอกไม้ ประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าว


การสร้างบ้านเรือนอยู่อาศัยของคนภาคกลาง จะปลูกเรือนใต้ถุนสูงเพื่อป้องกันน้ำท่วม และเก็บสิ่งของเครื่องมือ ผลผลิตทางการเกษตร หลังคาบ้านทรงจั่ว เพื่อให้น้ำฝนระบายไหลได้สะดวกวัฒนธรรมด้านภาษาในบางจังหวัดจะมีสำเนียงเหม่ง เช่น สุพรรณบุรี กาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรีและอ่างทอง อาหารของชาวภาคกลางมีหลากหลายทั้งอาหารคาวและอาหารหวาน อาหารกลาง เช่น แกงเขียวหวาน แกงส้ม ต้มยำ น้ำพริกปลาทู น้ำพริกกะปิ น้ำพริกลงเรือ เป็นต้น อาหารหวาน เช่น ลูกชุบ ขนมช่อม่วง อาหารที่ทำจากไข่แดง เช่น ทองหยิบทองหยอด ฝอยทอง เม็ดขนุน (ได้รับอิทธิพลจากประเทศโปรตุเกส) และอาหารของชาวภาคกลางจะถูกประดิษฐ์ให้สวยงามด้วยการแกะสลักผักและผลไม้ที่ใช้ประกอบอาหารประเภทต่างๆ ทั้งคาวและหวาน


จากอิทธิพลของวัฒนธรรมและประเพณีของชาวภาคกลาง ลักษณะของการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมืองภาคกลาง จึงสะท้อนถึงวิถีชีวิตในการเป็นอยู่ การประกอบอาชีพที่มีความเรียบง่าย ความสนุกสนาน รื่นเริงบันเทิงใจเพื่อผ่อนคลายอารมณ์จากการทำงานในไร่นา การแสดงบางอย่างใช้ดนตรีประกอบง่ายๆ ได้แก่ ฉิ่ง ฉาบ กรับ โหม่ง กลองยาว โทน เช่น ระบำชาวนา ระเถิดเทิง เต้นกำรำเคียว
การแสดงบางประเภท เป็นการขับร้องโต้ตอบระหว่างหนุ่มสาวด้วยกลอนสด เรียกว่า “ด้นสด” หรือ “ด้นกลอนสด” เช่น เพลงฉ่อย เพลงเรือ เพลงอีแซว ลำตัด เป็นต้น
นอกจากการแสดงพื้นบ้านแล้ว ภาคกลางเป็นท้องถิ่นที่มีวัฒนธรรมของหลวงที่ปลูกฝังค่านิยมของชุมชนให้เกิดความสามัคคี ความรักชาติ เห็นคุณค่าของความเป็นไทย เช่น รำวงมาตรฐานที่เป็นแบบแผน และมีการขับร้องและบรรเลงดนตรีประกอบ
1.3 วัฒนธรรมภาคอีสานกับการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมืองภาคอีสาน
ภาคอีสานหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีภูมิประเทศในที่ราบสูง มีเทือกเขาสลับดินแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน คือ กัมพูชา และลาว ซึ่งมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมและประเพณีของชาวอีสาน ที่บ่งบอกถึงวิถีชีวิต ค่านิยม และความเชื่อ ภูมิอากาศของภาคอีสานได้รับอิทธิพลลมหนาวจากประเทศจีน หน้าหนาวจึงแห้งแล้ง มีลมพัดแรง สร้างความหนาวเย็น การสร้างบ้านเรือนจึงใช้การฝังเสาและไม่นิยมติดบานหน้าต่าง
ชาวอีสานมีชีวิตความเป็นอยู่ที่เป็นเรียบง่าย อยู่ง่าย กินง่าย มีน้ำใจ มีความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทวดาและผี ทำให้เกิดประเพณีมากมาย โดยเฉพาะประเพณีบุญบั้งไฟ  ประเพณีแห่นางแมว เพื่อขอให้เกิดฝนตกเพื่อความอุดมสมบูรณ์ อาหารของชาวอีสานจะมีปลาร้าเป็นส่วนประกอบสำคัญ และรับประทานร่วมกับข้าวเหนียว เช่น ลาบ ก้อย อ่อม หมก หม่ำ ซุปหน่อไม้ ส้มตำ การแต่งกายจะแต่งกายคล้ายๆ กับชาวเหนือ แต่ผ้านุ่งจะมีลวดลายเฉพาะตัว และจะไม่นุ่งซิ่นกรอมเท้า ผ้าจะทอจากผ้าไหมที่เป็นภูมิปัญญาของคนอีสาน ภาษาที่ใช้พูดจะมีสำเนียงต่างกัน เรียกว่า ภาษาถิ่นอีสาน แบ่งเป็น 3 ลักษณะ คือ อีสานเหนือ และอีสานกลางจะมีสำเนียงลาว อีสานใต้จะมีสำเนียงเขมร กลุ่มวัฒนธรรมโคราชจะมีสำเนียงโคราช ภาษาถิ่นอีสาน ทั้ง 3 สำเนียง จะมีลักษณะของคำและความหมายคล้ายกัน สามารถสื่อความหมายกันได้
ลักษณะเฉพาะของนาฏศิลป์พื้นเมืองอีสาน มีการแสดงที่เรียบง่าย มีดนตรีประกอบจังหวะและทำนองที่สนุกสนาน เช่น วงโปงลาง การแสดงจะสะท้อนวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น เรื่องความเชื่อ อาชีพ การทำมาหากิน เช่น เซิ้งกระติ๊บ เซิ้งสวิง เซิ้งแหย่ไข่มดแดง เซิ้งโปงลาง เป็นการแสดงของกลุ่มอีสานเหมือนที่ได้รับอิทธิพลจากลาว ส่วนการแสดงที่ได้รับอิทธิพลเขมรของกลุ่มอีสานใต้ ได้แก่ เรือมอันเร (รำกระทบสาก) รำกระโน้บติงต็อง(รำตั๊กแตนตำข้าว) เครื่องดนตรีประกอบการแสดง ได้แก่ พิณ รำมะนากลองกันตรึม ปี่สไน
1.4 วัฒนธรรมภาคใต้กับการแสดงภาคใต้
ลักษณะภูมิประเทศของภาคใต้ติดกับฝั่งทะเลเป็นแนวยาว มีอากาศชื้นฝนตกตลอดทั้งปี มี 2 ฤดู คือ อากาศร้อนและฝนตก ชาวใต้ประกอบอาชีพทำประมงและสวนยางพารา ดินแดนทางใต้มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศมาเลเซีย จึงทำให้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมกับมุสลิม และประชากรส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาอิสลาม ชาวใต้มีวิถีชีวิตเรียบง่าย รักพวกพ้อง มีความเข้มแข็ง อดทน ห้าวหาญ และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ชาวใต้สร้างภาษาถิ่น คือ ภาษาปักษ์ใต้ มีสำเนียงแตกต่างกันในบางจังหวัด และใช้ภาษายาวี ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส อาหารใต้จะมีรสเผ็ดจัด และใส่เครื่องเทศโดยเฉพาะขมิ้นเพื่อดับกลิ่นคาวของอาหารทะเล จึงมีสีสันของอาหารเป็นสีเหลือง เช่น แกงเหลือง แกงไตปลา คั่วกลิ้ง แกงพริก และมีผักสดรับประทานเป็นเครื่องเคียง
การแต่งกายของชาวใต้ ผู้หญิงนุ่งผ้าปาเต๊ะ หรือผ้าบาติก ยาวกรอมเท้า สวมเสื้อผ้าลกไม้ปล่อยชาย ผู้ชายนิยมนุ่งผ้าโสร่ง สวมเสื้อคอกลมตัวยาว ชาวใต้มีประเพณีที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและความเชื่อที่แสดงถึงความสมัครสมานสามัคคี เคารพบูชาศาสนา มีความเชื่อเรื่องการทำบุญให้กับบรรพบุรุษ เช่น ประเพณีสารทเดือนสิบ ประเพณีชิงเปรต ประเพณีชักพระ เป็นต้น
การแสดงนาฏศิลป์พื้นเมืองภาคใต้ มีลักษณะการแสดงที่มีจังหวะทำนองสนุกสนานคึกคัก การแสดงจะมีเครื่องดนตรีที่มีอิทธิพล ของมาเลเซียเข้ามา เช่น ไวโอลิน แทมมารีน กลองมลายู ตัวอย่างการแสดงนาฏศิลป์ภาคใต้ ได้แก่ ระบำร่อนแร่ ระบำกรีดยาง การแสดงโนรา ระบำปาเต๊ะ รองเง็ง ลิเกฮูลู เป็นต้น เป้นการแสดงที่ทำเอาวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เข้ามาผสมผสานอย่างลงตัว
เรื่องที่ 2 อิทธิพลของวัฒนธรรมกับเนื้อหาของตัวละคร
ลักษณะเนื้อหาในละครไทยส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพล ของวัฒนธรรมในชาติตามยุคสมัยของละคร และบางสวนก็ได้รับอิทธิพลของต่างชาติ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับชาติไทยในยุคสมัยนั้นๆ การแสดงละครไทยจึงมีเรื่องราวที่เกิดวิถีชีวิต ของคนในสังคมที่มีความหลากหลาย ทางวัฒนธรรมในสมัยกรุงศรีอยุธยา
เนื้อหาของละครส่วนใหญ่จะมีโครงเรื่องในลักษณะเดียวกัน คือ ตัวเอกจะเป็นกษัตริย์รูปงาม เป็นเจ้าชายที่เก่งกล้าสามารถในการรบ นางเอกจะเป็นเจ้าหญิงตกยาก ตกระกำลำบาก โดนกลั่นแกล้ง อิจฉา ริษยาจากตัวร้ายที่เป้นยักษ์มารหรือเป็นแม่ของพระเอก หรือเป็นเรื่องความหึงหวงของมเหสีและนางสนมเอก ตัวนางเอกจะทำแต่ความดี จนในที่สุดความดีก็จะชนะความชั่วร้ายของตัวอิจฉา นางเอกหรือพระเอกจะได้รับการช่วยเหลือจากเทวดา พระอินทร์ ฤษี และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และจบลงด้วยความสุข อภิเษกสมรส ขึ้นครองเมืองปกครองไพร่ฟ้าประชาชนให้ได้รับความสุขตลอดไป ในเนื้อก็จะสอดแทรกเรื่องของความกตัญญู เรื่องของความซื่อสัตย์ เรื่องของคุณธรรมการปกครองของกษัตริย์ที่อยู่ในทศพิธราชธรรม ความมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การทำบุญให้ทาน ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นวัฒนธรรมที่อยู่ในวิถีชีวิตของคนไทย เนื้อหาของตัวละครประเภทนี้ เรียกว่า เรื่องจักรๆวงศ์ๆ และดำเนินมาเรื่อยๆ จนถึงมีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมไทยที่เริ่มมีวัฒนธรรมของต่างชาติเข้ามาในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีการทำเนื้อเรื่องของพงศาวดารต่างชาติเข้ามาแสดงในรูปแบบของละครไทย เช่น เรื่องสามก๊ก เป็นพงศาวดารจีน ราชาธิราช พงศาวดารมอญ พระลอ ตำนานรักของกษัตริย์เมืองสอง (จังหวัดพิษณุโลก) ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมลาว เนื้อหาของตัวละครจะเปลี่ยนไปบ้าง ซึ่งเป็นความแปลกใหม่ในเนื้อหาและลีลาการแสดงละคร ที่เรียกว่าละครพันทาง อิทธิพลเรื่องของวัฒนธรรมการแต่งกายตามเชื้อชาติเข้ามาทำให้เนื้อหาของละครมีความสมจริงยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ชมเกิดความสนุกสนาน
ยังมีละครที่เป็นรูปแบบเกิดจากการเล่านิทาน คือ ละครเสภา โดยนำเอานิพานพื้นบ้าน เรื่องขุนช้างขุนแผน มาแสดงเนื้อหาในละครเรื่องขุนช้างขุนแผน เป็นเรื่องของวิถีชีวิตของชาวบ้าน บาปบุญคุณโทษ ชิงรักหักสวาท การรบทัพจับศึก ซึ่งต้องใช้ความสามารถของตัวละครที่เรียนวิชาอาคม มีความรู้ ทำให้คนตื่นตัวในเรื่องการศึกษาเล่าเรียน
บทละครเรื่องพระอภัยมณี มีการแสดงหลายรูปแบบ เนื้อหาของละครก็เป็นเนื้อหาของเรื่องของการศึกษาเล่าเรียน จนมีความรู้ความสามารถที่เชี่ยวชาญในวิชาที่ศึกษา ใช้เป็นเครื่องป้องกันตัวได้ และเริ่มมีวัฒนธรรมของชาติตะวันตกเข้ามาเป็นบทบาท ของตัวละครที่แต่งกายแบบฝรั่ง คือ นางละเวงวัณฬา น้องสาวของอุสเรนทร์ ฝรั่งลังกาตามจินตนาการของสุนทรภู่ที่แล่นเรืออยู่ในมหาสมุทร และได้ช่วยเหลือพระอภัยมณีไว้
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ถึง รัชกาลที่ 7 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ การละครมีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาขึ้นเป็นอย่างมากจนกล่าวกันว่า ในสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นยุคทองแห่งการละคร ในช่วงเวลา 3 รัชกาลนี้การละครไทยได้รับอิทธิพลจากชาติตะวันตกมาก เนื้อหาของการละครมีความเป็นปัจจุบันสมัย คือ เรื่องราวปกติของบุคคลธรรมดาในสังคมเป็นเนื้อหาของละคร การแสดงละครรำแบบโบราณลดน้อยลง เรื่องที่นิยมแสดง เช่น ศึกถลาง อานุภาพพ่อขุนรามคำแหง เนื้อหามีความศรัทธาในตัวนำที่มีความสามารถ เพื่อปลุกใจให้คนไทยรักชาติและมีละครรูปแบบใหม่อีกหลายประเภท เช่น ละครร้อง ละครพูด ละครเวที ฯลฯ
ในยุคสมัยปัจจุบัน เนื้อหาของละครก็เปลี่ยนไป มีการเผยแพร่ทางสื่อมากขึ้น เนื่องจากอิทธิพลของเทคโนโลยี เกิดละครเวที ละครวิทยุ ละครโทรทัศน์ ซึ่งมีเนื้อหาเป็นเรื่องของสังคมไทยปัจจุบันมากขึ้น ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลินแก่ผู้ชมอย่างแพร่หลายและทั่วถึง มีการวิจารณ์การแสดงในวงกว้างและบางครั้งสังคมก็เอาแบบอย่างละครมาปฏิบัติ แต่ในการชมละครนั้นผู้ชมก็ควรได้ศึกษา เรียนรู้ให้เหมาะสม คิดวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียก่อนนำมาเป็นแบบอย่าง
สรุป จากการที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนั้น เป็นความเปลี่ยนแปลงของละครไทยตามยุคสมัย และมีวัฒนธรรมในสังคมไทยเป็นตัวกำหนดเนื้อหา ของละครไทยที่เราจะต้องเรียนรู้เพื่ออนุรักษ์จะสืบ
ทอดสิ่งที่เป็นวัฒนธรรมที่ดีงาม เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยให้ดำรงคงอยู่ตลอดไป


|