<< Go Back  


            วัน  เวลากับประวัติศาสตร์มีความเกี่ยวข้องกันมาก  ในทุกๆวัน ได้มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน ย่อมมีผลต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่หลัง  ดังนั้นจึงมีการกำหนดช่วงเวลา เพื่อให้รู้ว่าเหตุการณ์ใดเกิดก่อน เหตุการณ์ใดเกิดหลัง เพื่อให้รู้ว่าเหตุการณ์นั้น มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร การนับและการเทียบวัน  เวลา  จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญในการเรียนประวัติศาสตร์

        การนับเวลามีทั้งการนับเป็น  วัน  เดือน  ปี  และการนับเป็นศักราช

               1.1.1  การนับเป็น  วัน  เดือน  ปี
                        การนับเวลาเป็น  วัน  เดือน  ปี  มีทั้งการนับแบบจันทรคติ  และแบบสุริยคติ

จันทรคติ คือ วิธีนับวัน เดือน ปี  โดยถือเอาการโคจรของดวงจันทร์ หรือการกำหนดตำแหน่งของดวงจันทร์ เป็นหลักหรือเป็นเกณฑ์ 
สุริยคติ คือคือ  วิธีนับวัน  เดือน  ปี  แบบสากล  โดยถือเอาการโคจร หรือการกำหนดตำแหน่งของดวงอาทิตย์ เป็นหลักหรือเป็นเกณฑ์ 

           การนับเวลาทางจันทรคติ  คือ               

           การนับช่วงเวลาโดยยึดการโคจรของดวงจันทร์รอบโลก ซึ่งเมื่อดวงจันทร์รอบโลก ทำให้เกิดปรากฏการณ์ข้างขึ้น ข้างแรม วันทางจันทรคติ จึงเรียกว่า วันขึ้นวันแรมโดยดูจากลักษณะของดวงจันทร์
           ข้างขึ้น คือช่วงเวลาตั้งแต่หลังจากดวงจันทร์มืดสนิท และค่อยๆ มองเห็นดวงจันทร์สว่างขึ้น จนกระทั่งมองเห็นดวงจันทร์เต็มดวง ซึ่งกินเวลาทั้งหมด 15 วันโดยนับตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำไปจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ
           ข้างแรม คือช่วงเวลาตั้งแต่หลังจากดวงจันทร์เต็มดวง และค่อยๆมองเห็นดวงจันทร์มืดลง จนกระทั่งมองเห็นดวงจันทร์มืดจนหมดดวง ซึ่งกินเวลาทั้งหมด 15 วันโดยนับตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำไปจนถึงวันแรม 15 ค่ำส่วนการนับเดือนตามจันทรคติ จะเรียกชื่อเดือนแบบง่ายๆ ดังนี้เดือนอ้าย (เดือนหนึ่ง) เดือนยี่ (เดือนสอง) เดือนสามเดือนสี่เรื่อยไปจนถึงเดือนสิบสอง

ข้างขึ้น ข้างแรม


การเกิดข้างขึ้นข้างแรม

                ถ้าพระจันทร์ส่องแสงสว่าง  เรียกว่า  ข้างขึ้น เริ่มตั้งแต่ขึ้น 1 ค่ำ ถึงขึ้น 15  ค่ำ
                ถ้าพระจันทร์มืด  เรียกว่า  ข้างแรม  เริ่มตั้งแต่แรม 1 ค่ำถึงแรม  15 ค่ำ

 

             การนับช่วงเวลาแบบจันทรคติ เป็นการนับช่วงเวลาในสมัยก่อนของประเทศไทย ซึ่งจะพบได้ในการบันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ เช่น  ครั้นถึง ณ วันจันทร์แรม 2 ค่ำเดือน 8 ปีจออัฐศกพม่า ก็ยกทัพเข้าตีค่ายใหญ่บ้านระจันแตก ฆ่าคนเสียเป็นอันมาก บรรดาครอบครัวชายหญิงเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งคงเหลือตายอยู่นั้น ให้กวาดเอาไปสิ้นตั้งแต่รบกันมาห้าเดือนจน เสียค่ายนั้นไทยตายประมาณพันเศษพม่าตาย ประมาณสามพันเศษ
 (จากสารานุกรมประวัติศาสตร์ไทยของส.พลายน้อย)
             การนับช่วงเวลาแบบจันทรคตินั้น ในปัจจุบันนี้ก็ยังคงมีใช้กันอยู่ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ซึ่งนักเรียนได้เรียนรู้มาบ้างแล้ว เมื่อเรียนวิชาพระพุทธศาสนา

 

วันขึ้น 1 ค่ำ  ถึง  ขึ้น 15 ค่ำ  และวันแรม 1 ค่ำ  ถึง  แรม 15 ค่ำ  เป็นการนับวันทางจันทรคติ
 เดือนอ้าย  ถึง  เดือน 12                                                            เป็นการนับเดือนทางจันทรคติ
 ปีชวด  ถึง  ปีกุน                                                                       เป็นการนับปีทางจันทรคติ     

            การนับช่วงเวลาแบบสุริยคติ  คือ  การนับช่วงเวลาโดยยึดการโคจรของโลกรอบ
ดวงอาทิตย์ 1 รอบซึ่งกินเวลาทั้งสิ้นประมาณ 365 วันหรือ 1 ปีและใน 1 ปีมี 12 เดือนเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม จนถึงเดือนธันวาคม การนับช่วงเวลาแบบสุริยคติ เป็นการนับเวลาที่นิยมใช้กันทั่วไป ในปัจจุบันมีวิธีการนับดังนี้

  • นับเป็นวัน  นับตามระยะเวลาที่โลกหมุนรอบตัวเอง 1 รอบ นับเป็น 1 วัน หรือ 24 ชั่วโมง



  • นับเป็นปี  นับตามระยะเวลา ที่โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์  1รอบ  เป็นเวลา  365.25  วัน  หรือ365 วัน 6 ชั่วโมงหรือ 1 ปี  เมื่อครบ  4 ปี เศษวันที่เหลือในแต่ละปี คือ  .25  หรือ  6  ชั่วโมง รวมได้ 1 วัน พอดีจึงมีการเพิ่มวันชดเชยในเดือนกุมภาพันธ์  ดังนั้นทุก 4 ปีเดือนกุมภาพันธ์จะมี  29  วัน และปีนั้นจะมีจำนวนวัน  366  วัน

โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์

 

          การนับเวลาทางสุริยคติ  คือ การนับเวลาแบบสากล  ซึ่งนิยมใช้กันทั่วไป   เช่น 
วันจันทร์ที่   20   เมษายน  พ.ศ.    2550   วันศุกร์ที่   19    สิงหาคม   พ.ศ.   2550

วัน มี 7 วัน เป็น 1 สัปดาห์

เดือน  มี  12  เดือน เป็น ปี

เดือนที่ลงท้ายด้วยคำว่า    “คม”  มี  31  วัน
เดือนที่ลงท้ายด้วยคำว่า    “ยน”  มี  30  วัน
 เดือนภุมภาพันธ์  มี  28  หรือ  29  วัน

           วันอาทิตย์  ถึง  วันเสาร์                                   เป็นการนับวันทางสุริยคติ
            เดือนมกราคม  ถึง  เดือนธันวาคม                   เป็นการนับเดือนทางสุริยคติ
            ปี พ.ศ.  และปี ค.ศ. ต่าง ๆ                               เป็นการนับปีทางสุริยคติ

การนับเวลาเป็นศักราชในประเทศไทยนิยมนับ  2  แบบ  คือ

  1. พุทธศักราช    หรือ  พ.ศ.  เป็นการนับเวลาทางพระพุทธศาสนาโดยเริ่มนับตั้งแต่ปีที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานไปแล้ว 1 ปี เป็น  พ.ศ. 1
  2. คริสต์ศักราช   หรือ   ค.ศ.  เป็นการนับเวลาทางคริสต์ศาสนาโดยเริ่มนับตั้งแต่ปีที่พระเยซู ประสูติเป็น ค.ศ.1

            การใช้ศักราชที่แตกต่างกัน อาจทำให้เกิดความสับสนได้ ดังนั้นจึงต้องมีการระบุว่าเป็น พ.ศ. หรือ  ค.ศ. และรู้วิธีเทียบศักราชจากพุทธศักราชเป็นคริสต์ศักราช และจากคริสต์ศักราชเป็นพุทธศักราช  และการคำนวณปีศักราชแบบต่างๆด้วย

 

            แต่เดิมไทยใช้การนับเวลาทางจันทรคติ  โดยนับเป็นข้างขึ้น  ข้างแรม  เช่น  วันแรม 10 ค่ำ  เดือน 5 วันขึ้น   15  ค่ำ  เดือน  12  และเรียกชื่อเดือนอย่างง่ายๆ ว่า เดือนอ้าย ( เดือนที่ 1 ) เดือนยี่ 
( เดือนที่ 2 )  เดือนสาม    เดือนสี่  จนถึงเดือนสิบสอง  ต่อมาเมื่อ  พ.ศ. 2432 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ 5 ได้เปลี่ยนมาใช้การนับเวลาทางสุริยคติตามแบบสากล และกำหนดชื่อเดือนทางสุริยคติทั้ง 12 เดือน ตามกลุ่มดาวฤกษ์ที่ดวงอาทิตย์โคจรผ่าน  เช่น  เดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์  เดือนมีนาคม  เดือนเมษายน 
           
ส่วนการนับปีนั้น  เดิมไทยนับตามปีนักษัตร กำหนด  12  ปี เป็น 1 รอบ โดยมีชื่อเรียกเรียงตามลำดับดังนี้  ปีชวด  ฉลู  ขาล  เถาะ  มะโรง   มะเส็ง    มะเมีย  มะแม  วอก ระกา  จอ  กุน และใช้ศักราชแบบต่างๆจนเมื่อ พ.ศ.2455 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ 6 ทรงกำหนดให้ใช้พุทธศักราช  หรือ  พ.ศ.  เป็นศักราชของไทยอย่างเป็นทางการ

การนับปีตามปีนักษัตร



           การที่วัน เวลาผ่านไปทุกวัน และมนุษย์ประกอบกิจกรรมต่าง ๆที่ใช้เวลายาวนานกว่าหนึ่งปี  เมื่อพูดถึงอดีตหรืออนาคตที่ห่างจากช่วงเวลาปัจจุบันมาก  ทำให้มนุษย์ต้องมีการกำหนดช่วงเวลา เพื่อให้สามารถกล่าวถึงช่วงเวลากว้าง ๆ ได้  การแบ่งช่วงเวลาของมนุษย์มีหลายแบบ  ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์การนำไปใช้ประโยชน์  เช่น  การแบ่งช่วงเวลาเป็น  วัน  เดือน  ปี  วินาที  นาที  ชั่วโมง  พุทธศักราช (พ.ศ.)  คริสต์ศักราช (ค.ศ.)  เป็นต้น

 

 

              วิธีการนับช่วงเวลาต่อจากปี  ยังคงใช้ปีเป็นหลัก โดยนับเวลาเป็น 2 ปี 3 ปี 4 ปี 5 ปี ต่อไปเรื่อยๆ แต่เมื่อกล่าวถึงช่วงเวลาที่ผ่านไปแล้ว  หรือช่วงเวลาที่ยังมาไม่ถึงเป็นเวลานาน ๆ เช่น  10 ปีก่อน 10 ปีข้างหน้า 100 ปีก่อน  100 ปีข้างหน้า  1000  ปีก่อน 1000 ปีข้างหน้า  ได้มีการกำหนดคำขึ้นมา เพื่อกล่าวถึงช่วงเวลากว้าง ๆ ในรอบ 10 ปี  รอบ 100 ปี  และรอบ 1000 ปี  ให้เข้าใจง่าย และเป็นที่ยอมรับร่วมกัน  ได้แก่  คำว่า "ทศวรรษ  ศตวรรษ  และสหัสวรรษ"

       ทศวรรษ  อ่านว่า   ทด – สะ – วัด    หมายถึง  ช่วงเวลาในรอบ 10 ปี  เริ่มนับตั้งแต่ปีที่ขึ้นต้นด้วยเลข 0  เป็นปีแรกของทศวรรษ  และนับไปสิ้นสุดที่เลข 9  เรานิยมใช้ทศวรรษ ในการบอกช่วงเวลาทางคริสต์ศักราช
                    แม้ว่าการใช้พุทธศักราช จะไม่นิยมพูดถึงช่วงเวลาเป็นทศวรรษ  แต่เราสามารถใช้ทศวรรษ ในการกล่าวถึงช่วงเวลา 10 ปีได้  เช่น

 

 

 

   -  ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา  บ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  หมายถึง  ในช่วงระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา
   -  มีการคาดการณ์ว่า ในทศวรรษหน้าทุกครัวเรือนจะมีคอมพิวเตอร์ใช้ หมายถึง ในช่วง 10 ปีข้างหน้า

          ศตวรรษ   อ่านว่า  สะ – ตะ – วัด   หมายถึง  ช่วงเวลาในรอบ 100 ปี  เริ่มนับตั้งแต่ปีที่ขึ้นต้นด้วยเลข 1 เป็นปีแรกของศตวรรษ  จนถึง 100  เช่น

พุทธศตวรรษ   นับจากปีที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว  1  ปี เป็นปีที่ 1 ไปจนถึงปีที่
                        100 เป็นพุทธศตวรรษที่ 1
ตัวอย่างเช่น      พุทธศตวรรษที่ 1 เริ่มนับตั้งแต่ พ.ศ. 1 ถึง พ.ศ. 100
ดังนั้น               พุทธศตวรรษที่ 1  หมายถึง  ช่วงเวลาตั้งแต่  พ.ศ. 1 - พ.ศ. 100
                         พุทธศตวรรษที่ 2  หมายถึง  ช่วงเวลาตั้งแต่   พ.ศ. 101 - พ.ศ. 200
                         พุทธศตวรรษที่ 25  หมายถึง  ช่วงเวลาตั้งแต่   พ.ศ.2401 - พ.ศ. 2500
                         พุทธศตวรรษที่ 26  หมายถึง  ช่วงเวลาตั้งแต่   พ.ศ. 2501 - พ.ศ. 2600

 

พระพุทธเจ้าปรินิพพาน

คริสต์ศตวรรษ   นับจากปีที่พระเยซูประสูติเป็นปีที่  1  ไปจนถึงปีที่  100 เป็นคริสต์ศตวรรษที่ 1
ตัวอย่างเช่นคริสต์ศตวรรษที่ 1 เริ่มนับตั้งแต่ ค.ศ. 1 ถึง ค.ศ. 100
ดังนั้น          คริสต์ศตวรรษที่ 1  หมายถึง  ช่วงเวลาตั้งแต่  ค.ศ. 1 –ค.ศ. 100
                    คริสต์ศตวรรษที่ 2  หมายถึง  ช่วงเวลาตั้งแต่   ค.ศ. 101 –ค.ศ. 200
                    คริสต์ศตวรรษที่ 21  หมายถึง  ช่วงเวลาตั้งแต่   พ.ศ.2001 - พ.ศ. 2100

พระเยซูประสูติ

             สหัสวรรษ    อ่านว่า    สะ – หัด – สะ – วัด หมายถึง  ช่วงเวลาในรอบ 1000 ปี  เริ่มนับตั้งแต่ปีที่ขึ้นด้วยเลข 1  เป็นปีแรกของสหัสวรรษ  จนถึงปีที่ลงท้ายด้วยหลัก 1000 ตัวอย่างเช่น

             สหัสวรรษของพุทธศักราช    นับจากปีที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว  1  ปี  เป็นปีที่ 1 ไปจนถึง ปีที่ 1000  เป็นสหัสวรรษที่ 1 ของพุทธศักราช
ตัวอย่างเช่น     สหัสวรรษที่ 1 ของพุทธศักราชเริ่มนับตั้งแต่ พ.ศ. 1 ไปจนถึง พ.ศ. 1000
            ดังนั้น       สหัสวรรษที่ 1 ของพุทธศักราช  หมายถึง   ช่วงเวลาตั้งแต่  พ.ศ.1 ถึง พ.ศ. 1000
สหัสวรรษที่ 2 ของพุทธศักราช  หมายถึง   ช่วงเวลาตั้งแต่  พ.ศ.1001  ถึง พ.ศ. 2000

 

สหัสวรรษของคริสต์ศักราช   นับจากปีที่พระเยซูประสูติเป็นปีที่    1  ไปจนถึง ปีที่ 1000  เป็นสหัสวรรษที่ 1 ของคริสต์ศักราช
ตัวอย่างเช่น     สหัสวรรษที่ 1 ของคริสต์ศักราช  เริ่มนับตั้งแต่ ค.ศ. 1 ไปจนถึง ค.ศ. 1000
            ดังนั้น    สหัสวรรษที่ 1 ของคริสต์ศักราช  หมายถึง   ช่วงเวลาตั้งแต่  ค.ศ.1 ถึง ค.ศ. 1000
 สหัสวรรษที่ 2 ของคริสต์ศักราช  หมายถึง   ช่วงเวลาตั้งแต่  ค.ศ.1001  ถึง ค.ศ. 2000

 

            ในเอกสารต่างๆ เช่น หนังสือพิมพ์  วารสาร    เอกสารประวัติศาสตร์ เป็นต้น  จะมีการบอกช่วงเวลาเป็นทศวรรษ  ศตวรรษ  และสหัสวรรษปรากฏอยู่  การศึกษาเกี่ยวกับการใช้ทศวรรษ  ศตวรรษ  และสหัสวรรษ  ทำให้ทราบว่าเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นในช่วงเวลาใด  ดังตัวอย่าง

 

                    ร่วมเปิดชีวิต  ปู่เย็น....เฒ่าใจทระนงวัยกว่า 10 ทศวรรษ
คุณเคยตั้งคำถามให้กับตัวเองหรือไม่  ถ้าในวันหนึ่งคุณมีอายุ 100  ปี  วันนั้นคุณจะเป็น
อย่างไรอยู่กับใคร  อยู่ในสภาพไหน  และที่สำคัญการมีชีวิตในวัยชราของคุณในวันนั้น
จะเป็นอย่างไร  คนค้นคนจะพาคุณผู้ชมไปพบกับ  1  คำตอบของคำถามนี้  จากชีวิตของ
ชายชราคนหนึ่ง ที่มีอายุเลยข้ามศตวรรษมาถึง 106 ปี  เย็น  แก้วมณี  หรือปู่เย็น  ชายชรา
หลงยุคผู้มีร่างกายแข็งแรง(10  ทศวรรษ  หมายถึง  100  ปี)

 

          หนังสือการขุดค้นทางโบราณคดี ในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยของกรมศิลปากร  ระบุว่า  วัดศรีสวาย   สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่  18 เช่นเดียวกับศาลาผีตาแดง  และโบราณสถานที่วัดพระพายหลวง   ( พุทธศตวรรษที่  18  หมายถึง  ช่วงเวลาตั้งแต่  พ.ศ.1800 )

 

วัดพระพราย

           หนังสือนครหลวงไทย  ของสำนักพิมพ์เมืองโบราณ ระบุว่า  “ ราวคริสต์ศตวรรษที่  2 ลงมา  มีชุมชนที่มีการติดต่อกับอินเดียเกิดขึ้นแล้ว ในบริเวณเขตชายทะเลของอ่าวไทย โดยเฉพาะในเขตลุ่มน้ำท่าจีน และบริเวณลุ่มน้ำบางปะกง ” (คริสต์ศตวรรษที่  2 หมายถึง ช่วงเวลาตั้งแต่  ค.ศ. 101 – 200 )

 

ใครจะเป็นทารกคนแรก แห่งสหัสวรรษที่ 3
            ก่อนที่จะขึ้น  ค.ศ.  ใหม่  เป็น ค.ศ.   2001  มีความตื่นเต้น ที่จะได้ลุ้นกันว่าใครจะเป็นทารกคนแรก แห่งสหัสวรรษใหม่ความน่าจะเป็นก็คือ  ชนชาติแรก ที่จะได้มีโอกาสสัมผัสวันแรกแห่งสหัสวรรษใหม่  หรือ  ค.ศ. 2001 ก่อนใคร ก็คือ  นิวซีแลนด์และฟิจิ  เพราะ 2  ประเทศนี้อยู่ทางทิศตะวันออกสุดของโลก ( สหัสวรรษที่  3  หมายถึง  ค.ศ. 2001  ถึง  ค.ศ. 3000 )

           เมื่อเข้าใจความหมายของการนับทศวรรษ  ศตวรรษ  และสหัสวรรษแล้ว  ทำให้สามารถอ่าน และเขียนเกี่ยวกับเวลาได้อย่างชัดเจน  เข้าใจเนื้อหาประวัติศาสตร์ได้ดีขึ้น  และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้




    << Go Back