<< Go Back

ทัศนศิลป์ไทยหมายถึงอะไร
                ทัศนศิลป์ไทยหมายถึง ศิลปะที่มองเห็นความงามได้จากรูปลักษณ์ รับรู้ได้จากประสาทสัมผัสทางตา  สัมผัสจับต้องได้  และกินระวางพื้นที่ในอากาศ  ได้แก่ จิตรกรรมไทย ประติมากรรมไทย  และสถาปัตยกรรมไทย  ที่มีรูปแบบเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติของไทย

ภาพทวารบาลหลังบานประตูพระอุโบสถวัดสุวรรณาราม ธนบุรี เป็นภาพจิตรกรรมไทย
ที่แสดงความงามของเทวดาซึ่งอยู่ในแบบแผนการเขียนภาพของไทยที่เป็นเอกลักษณ์ของหมวดนารี
ด้วยการแสดงความงามรูปลักษณะแบบสลับด้านของใบหน้าและร่างกาย

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ

 

 

                      ลักษณะของงานเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์ขึ้นจากอุดมคติ (IDEALISTIC) มาสู่ความจริงตามธรรมชาติ ซึ่งมีรากฐานแนวคิดเชื่อมโยงมาจากคตินิยม ความเชื่อทางพระพุทธศาสนา เนื้อหาในวรรณคดีไทย และวิถีชีวิตความเป็นอยู่แบบ วัฒนธรรมไทย   เช่น การวาดภาพหญิงงามในงานจิตรกรรมไทย ถูกเนรมิตรูปขึ้นจากอุดมคติซึ่งพรรณนาไว้ในวรรณคดีไทยว่าจะต้องมีลักษณะ “คิ้วโก่งดังคันศร ตางามดังกวาง ปากงามดังกระจับ หน้างามดังดวงจันทร์ แขนอ่อนดังงวงช้าง” การสร้างพระพุทธรูปในงานปฏิมากรรมตามอุดมคติของไทยนั้นจะต้องมีพระพักตร์เปี่ยมไปด้วยเมตตา แฝงไว้ซึ่งอาการอันสงบนิ่งเป็นสมาธิ พระวรกายอ่อนช้อยปราศจากกล้ามเนื้ออย่างมนุษย์และให้ความรู้สึกเบาลอย เพื่อแสดงให้เห็นถึงความหลุดพ้นอยู่เหนือโลกีย์ ประติมากรรมรูปยักษ์แบกรอบฐานเจดีย์ในพระบรมมหาราชวัง และวัดพระศรีรัตนศาสดารามสร้างขึ้นจากอุดมคติความเชื่อตามลัทธิศาสนาพราหมณ์ฮินดูของอินเดีย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการแบกเขาพระสุเมรุ และการสร้างหลังคาหลายชั้นในงานสถาปัตยกรรมไทย คนไทยมีความเชื่อตามคติอย่างอินเดียว่าการอยู่ใต้หลังคาที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ เปรียบเหมือนอยู่ใต้ร่มฉัตรซึ่งถือกันว่าเป็นสิริมงคล เป็นต้น

ภาพจิตรกรรมไทยที่แสดงความงามของผู้หญิงตามอุดมคติซึ่งพรรณนาไว้ในวรรณคดีไทย

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ

พระพุทธรูปปางลีลา ศิลปะสุโขทัย ที่เนรมิตสร้างสรรค์ความงามขึ้นตามอุดมคติด้วยฝีมือของช่างชั้นสูง

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ

  ประติมากรรมรูปยักษ์แบกรอบฐานเจดีย์ในพระบรมมหาราชวัง

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ

พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง ศิลปะรัตนโกสินทร์
มีหลังคาซ้อนกันหลายชั้นสร้างสรรค์ได้อย่างงดงามตามอุดมคติ

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ

           งานทัศนศิลป์ไทยกับการเขียนภาพตามแบบแผน
                ในการสร้างผลงานทัศนศิลป์ไทยทั้งในด้านจิตรกรรม ประติมากรรมและสถาปัตยกรรม หากพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่ามีที่มาจากการเขียนภาพตามแบบแผนของไทย 4 หมวดสำคัญ ได้แก่ กระหนก นารี กระบี่ และ
คชะ
                1. กระหนก คือ  ภาพลวดลายที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติของต้นไม้ ดอกไม้ ใบไม้ เปลวไฟ ฯลฯ แล้วนำมาออกแบบสร้างสรรค์เป็นศิลปะลวดลายไทย เช่น กระหนกเปลว ประจำยามก้ามปู และกระจังตาอ้อย เป็นต้น
                2.  นารี คือภาพเขียนหน้าและร่างกายทั้งตัวของเทวดา นางฟ้า พระ นาง กุมาร และคนในอิริยาบถต่างๆ ภาพจะไม่แสดงอารมณ์ในส่วนของใบหน้า แต่จะแสดงออกด้วยท่าทาง 

ตัวอย่างภาพหมวดนารีตั้งแต่เทวดาลงมาถึงภาพคน

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ

                  3.  กระบี่ คือภาพเขียนอมนุษย์ต่างๆ เช่น ภาพยักษ์และภาพลิง ภาพหมวดกระบี่นี้จะมีปรากฏอยู่ในงานจิตรกรรมฝาผนัง เรื่องรามเกียรติ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ยักษ์มักจะเป็นตัวผู้ร้าย เช่น ทศกัณฐ์ ส่วนลิงมักจะเป็นทหารของพระราม เช่น หนุมานและสุครีพ เป็นต้น

ภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์ ตอนหนุมานทอดตนเป็นสะพานให้กองทัพพระรามข้ามมหาสมุทรกลับกรุงศรีอยุธยา
จิตรกรรมฝาผนังพระระเบียงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม สีที่ใช้เป็นสัญลักษณ์ของผิวกายหนุมานคือสีขาว

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ

สุครีพทหารของพระรามมีผิวกายเป็นสัญลักษณ์สีแดง

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ

             4.  คชะ คือภาพสัตว์ต่างๆ ที่เขียนสร้างสรรค์ขึ้นโดยได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ และจินตนาการขึ้นมาใหม่จากเนื้อหาเรื่องราว ภาพสัตว์ในหมวดคชะแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ ภาพสัตว์สามัญ และภาพสัตว์หิมพานต์
                                4.1  ภาพสัตว์สามัญ ได้แก่ ภาพสัตว์ทั่วไปในธรรมชาติที่นำมาเขียนแสดงความงามของรูปร่าง สัดส่วน ด้วยเส้นให้ดูอ่อนช้อย เช่น ภาพช้าง ม้า วัว ควาย กวาง กระต่าย กระรอก และนก เป็นต้น

ภาพวาดรูปสัตว์สามัญในงานศิลปะไทย

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ

                        4.2  ภาพสัตว์หิมพานต์ ได้แก่  ภาพสัตว์ที่เขียนขึ้นจากจินตนาการ โดยได้ข้อมูลและแรงบันดาลใจมาจากเนื้อหาเรื่องราวในคัมภีร์ ชาดก ตำนาน และวรรณคดีไทย เช่น พญานาค พญาราชสีห์ คชสีห์ กินรี กิเลน และม้านิลมังกร เป็นต้น

ภาพกินรีกับลูกในป่าหิมพานต์
จิตรกรรมฝาผนังวิหารพระศรีศากยมุนี วัดสุทัศเทพวรารามราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ

ภาพพญาราชสีห์

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ

            กระหนก นารี กระบี่ และคชะกับการสร้างงานทัศนศิลป์ไทย
                มีปรากฏอยู่ในงานจิตรกรรมไทย ประติมากรรมไทย และสถาปัตยกรรมไทยทั้ง 3 ด้านคือ
                1.  จิตรกรรมไทย การเขียนภาพตามแบบแผนของไทย 4 หมวด ซึ่งได้แก่ กระหนก นารี กระบี่ และ คชะได้ถูกช่างไทยชั้นครูนำมาออกแบบหลอมรวมจัดเป็นองค์ประกอบภาพในผลงานมีอยู่ 3 ลักษณะ ได้แก่
                                1.1  จิตรกรรมลวดลาย เช่นนำมาออกแบบใช้เขียนเป็นลายไทยต่างๆ ด้วยวิธีการเขียนแบบลายเส้นหรือลงสี และแบบลายรดน้ำ เพื่อใช้ในการประดับตกแต่งเพดาน ต้นเสา ฝาผนังโบสถ์ วิหาร บานประตู บานหน้าต่าง ตู้ และฉากบังตา เป็นต้น

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ

           1.2  จิตรกรรมประกอบหนังสือ เช่น นำมาออกแบบเป็นภาพประกอบหนังสือเกี่ยวกับศาสนาพุทธ ตำรา คัมภีร์ ในสมุดข่อยของคนไทยสมัยก่อน เป็นต้น

ภาพจิตรกรรมประกอบในสมุดข่อย

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ

           1.3  จิตรกรรมฝาผนัง เช่นนำมาออกแบบเขียนเป็นภาพประกอบเรื่องแบบพหุรงค์ เพื่อใช้เล่าเรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนา วรรณคดีไทยและ ประวัติศาสตร์    เป็นต้น

จิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์ สังเกตได้ว่าการเขียนภาพคน ลิง ยักษ์และสัตว์ใช้วิธีร่างภาพ
ตามแบบการเขียนของหมวดนารี กระบี่ คชะ ส่วนรายละเอียดในเครื่องแต่งกาย
และพาหนะใช้หมวดกระหนกช่วยเสริมให้ดูงามวิจิตรขึ้น

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ

            2.  ประติมากรรมไทย ในการปั้น แกะสลักเมื่อได้รูปร่าง รูปทรงของนารี กระบี่ และคชะแล้ว ก็ต้องนำลายไทยหมวดกระหนกมาเสริมแต่งให้ดูงามสมบูรณ์แบบ เช่นงานสลักไม้ ลงรักปิดทองตกแต่งโขนเรือครุฑเหินเห็จ เป็นต้น

โขนเรือครุฑเหินเห็จ

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ



           3. สถาปัตยกรรมไทย บทบาทของกระหนก นารี กระบี่ และคชะ เข้ามาเกี่ยวข้องในลักษณะของการนำจิตรกรรม ประติมากรรมมาช่วยตกแต่งทรงอาคารและบริเวณให้ดูสวยงามขึ้น เช่น การนำจิตรกรรมทางลวดลาย จิตรกรรมฝาผนังมาใช้ตกแต่งภายในอาคารที่เพดาน เสา ฝาผนัง และการนำประติมากรรมมาใช้ตกแต่งภายนอกของอาคารตามหน้าบัน หัวเสา ฐานโบสถ์ ราวบันได และบริเวณ เป็นต้น

ลายปูนปั้นที่นำมาใช้ตกแต่งหน้าบัน วัดเขาบันไดอิฐ จังหวัดเพชรบุรีให้ดูงามวิจิตร

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ

การเขียนภาพลายไทยพื้นฐาน
                ลายไทยพื้นฐานที่เป็นแม่ลายใช้ออกแบบให้เกิดลายต่างๆ และนิยมนำมาใช้ฝึกหัดเขียนกันในศิลปะลายไทย ได้แก่ แม่ลายกระจัง ประจำยาม และกระหนก
           1.  แม่ลายกระจัง เป็นลายที่มีลักษณะเรียงต่อกันและมีฐานเป็นเส้นขอบ นิยมใช้ประดับตามกรอบหรือขอบต่างๆ เช่น ตามขอบชั้นของธรรมมาสน์ ขอบประตู หน้าต่างและขอบผนังอาคารโบสถ์ วิหาร เป็นต้น
            1.1  กระจังฟันปลา เป็นลายที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากลักษณะของฟันปลา ตัวลายอยู่ในโครงร่างรูปสามเหลี่ยมเรียงต่อเนื่องเป็นแนวแถว

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ

               1.2  กระจังตาอ้อย เป็นลายที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากส่วนของตาต้นอ้อย และกลีบของดอกบัว ตัวลายอยู่ในโครงร่างรูปสามเหลี่ยม เมื่ออยู่เฉพาะตัวโดดเดี่ยว เรียกว่า ตาอ้อย ถ้าเขียนประกอบกันเป็นลายเรียงติดต่อกันเรียกว่า บัวคว่ำ และบัวหงาย

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ

               1.3 กระจังใบเทศ เป็นลายที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากใบฝ้ายเทศ ตัวลายอยู่ในโครงร่างรูปสามเหลี่ยม ลักษณะภาพคล้ายกระจังตาอ้อย แต่ภายในมีการสอดไส้รายละเอียดของลายเพิ่มขึ้น

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ

               1.4  กระจังปฏิญาณ เป็นลายที่มีรูปอยู่ในโครงร่างคล้ายทรงพุ่มสามเหลี่ยม ตอนบนมีทรงคล้ายกระจังใบเทศ และตอนล่างมีตัวกระหนกซ้ายและขวาหันหลังชนกัน ลายนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่ากระจังหู

b1b2 b3

ภาพแสดงขั้นตอนการเขียนลายกระจังปฏิญาณ

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ

                1.5  กระจังรวน เป็นลายที่มีลักษณะคล้ายกระจังปฏิญาณ แต่ต่างกันตรงปลายยอดสบัดเอียงไปทางซ้ายหรือทางขวา

c1c2 c3

ภาพแสดงขั้นตอนการเขียนลายกระจังรวน

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ

                    1.6  กระจังเจิม เป็นลายที่มีลักษณะเหมือนกระจังปฏิญาณ แต่มีขนาดเล็กใช้อยู่ระหว่างกระจังปฏิญาณ

                2.  แม่ลายประจำยาม เป็นลายที่มีลักษณะคล้ายกลีบดอกสี่กลีบอยู่ในโครงร่างสี่เหลี่ยมจัตุรัสล้อมรอบไส้วงกลม สันนิษฐานว่าได้แรงบันดาลใจมาจากดอกจัน นิยมใช้เป็นที่ออกลายหรือหยุดลาย เช่น ลายประจำยามก้ามปู ลายประจำยามหน้ากระดานลูกฟักก้ามปู และลายประจำยามก้านแย่ง เป็นต้น

2ยามCCI22032551_00000านมทน 

ภาพแสดงขั้นตอนการเขียนลายประจำยาม

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ

3.  แม่ลายกระหนก เป็นลายที่อยู่ในโครงร่างรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก ประกอบด้วยกาบและตัวลายกระหนกขมวดปลายแหลมอ่อนช้อยซ้อนกันเป็นช่ออยู่สามตัว จึงนิยมเรียกกันว่ากระหนกสามตัว ลายกระหนกนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ใบไม้ เถาไม้เลื้อย เปลวไฟ มีชื่อเรียกลายต่างๆ เช่น กระหนกสามตัว กระหนกใบเทศ กระหนกหางโต และกระหนกเปลว เป็นต้น

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ

ทัศนศิลป์สากล

ความเป็นมาของทัศนศิลป์สากล
                     ทัศนศิลป์สากลมีพื้นฐานมาจากศิลปะตะวันตก โดยพัฒนามาจากศิลปะอียิปต์และกรีก ซึ่งเป็นศิลปวัฒนธรรมยุคโบราณของโลก ได้พัฒนามาสู่ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (RANAISSANCE ART) โดยมีศูนย์กลางอยู่ในอิตาลี และวิวัฒนาการมาหลายยุคหลายสมัย จนมีอิทธิพลต่อการผสมผสานแนวความคิดและรูปแบบต่างๆ ในการสร้างสรรค์ผลงานอย่างอิสระกลายเป็นศิลปะสมัยใหม่ที่เป็นสากลขึ้นและมีความแตกต่างไปจากศิลปะประจำชาติแบบเดิม

THE CREATION OF ADAM

ผลงานของ  ไมเคิล  แอนเจโล
เพดานโบสถ์ซีสติน, กรุงโรม

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ

                        เป็นภาพเขียน ศิลปะตะวันตก  สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาในอิตาลี ที่นำเอาศิลปะกรีกและโรมันมาปรับสร้างสรรค์ใหม่ แสดงรูปคนมีกายวิภาคเหมือนจริงตามธรรมชาติ มาสู่การจัดองค์ประกอบภาพที่แสดงเรื่องราวอุดมคติทางคริสต์ศาสนา แสดงให้เห็นอาดัมยื่นมือออกไปจะสัมผัสพระหัตถ์ของพระผู้เป็นเจ้า

ทัศนศิลป์สากลหรือทัศนศิลป์สมัยใหม่หมายถึงอะไร

          ทัศนศิลป์สากลหรือทัศนศิลป์สมัยใหม่  หมายถึง  ผลงานศิลปะที่มองเห็นหรือรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสทางตา ได้แก่ จิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรม ที่มีรูปแบบหรือลักษณะเป็นสากล ซึ่งเป็นผลงานการสร้างสรรค์ทางศิลปะอันเกิดจากการผสมผสานแนวคิด และรูปแบบต่างๆ ในการใช้วัสดุอุปกรณ์อย่างอิสระ โดยไม่ยึดติดกับรูปแบบเอกลักษณ์ศิลปะประจำชาติของชาติใดชาติหนึ่งเป็นแบบเฉพาะ สามารถสื่อความหมายสร้างความเข้าใจร่วมกันตามแนวคิด และ ความเชื่อ  ร่วมกันในสังคมได้

หางนกยูง
เทคนิคสีน้ำมันบนผ้าใบ
ผลงานของ  ศาสตราจารย์ประกิต (จิตร)   บัวบุศย์
เป็นภาพจิตรกรรมสากลที่สื่อความหมายในเรื่องความประทับใจในความงามของธรรมชาติ  จากต้นหางนกยูง แมกไม้ และสายน้ำ

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ

           มาลินี  พีระศรี      ผลงานของ  ศาสตราจารย์ ศิลปะ  พีระศรี
                 ประติมากรรมรูปคนเหมือนลักษณะแบบลอยตัว  เป็นงานทัศนศิลป์รูปแบบสากล

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ

ภาพอาคารสิ่งก่อสร้างงานสถาปัตยกรรมสากล
ที่ออกแบบสร้างขึ้นเพื่อรองรับการใช้งานเป็นที่อยู่อาศัยสำนักงาน  และร้านค้า ในสังคมปัจจุบันซึ่งเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

ที่มา : หอสมุดรแห่งชาติ

รูปแบบของการถ่ายทอดงานทัศนศิลป์สากล

          ทัศนศิลป์สากลหรือทัศนศิลป์สมัยใหม่   แบ่งตามลักษณะของการถ่ายทอดได้ 3 รูปแบบ  คือ  รูปแบบเหมือนจริง  รูปแบบตัดทอน  และรูปแบบตามความรู้สึก

          1. รูปแบบเหมือนจริง (REALISM) หมายถึงผลงานการสร้างสรรค์โดยยึดหลักการนำเสนอเรื่องราวในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดังตาที่เห็น แล้วถ่ายทอดออกมาโดยไม่บิดเบือนรูปธรรมที่เห็น แต่สามารถประสานความรู้สึกนึกคิด และอารมณ์ลงไปในผลงานได้ เช่น การเขียนภาพคน ภาพสัตว์ ภาพหุ่นนิ่ง ภาพแสดงเหตุการณ์ในงานจิตรกรรม และการปั้น แกะสลักรูปบุคคลสำคัญในงานประติมากรรม เป็นต้น เราเรียกงานศิลปะลักษณะนี้ว่า “ศิลปะรูปธรรม” (FIGURATIVE ART)

หมู่บ้านชาวประมง เทคนิคสีน้ำ ผลงานของสุชาติ  วงษ์ทอง
เป็นภาพที่ถ่ายทอดรูปแบบเหมือนจริง แสดงให้เห็นถึงความงามของธรรมชาติที่กลมกลืนกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวประมง

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ

พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระบรมรูปทรงม้า)
หล่อด้วยสัมฤทธิ์
เป็นศิลปะแบบตะวันตก  ขนาดสองเท่าของพระองค์จริง  ปั้นและหล่อในประเทศฝรั่งเศส

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ

แนวทางการถ่ายทอดรูปแบบเหมือนจริง

                    1.  กำหนดสิ่งที่จะสร้างสรรค์ เช่น เป็นงานรูปบุคคล สัตว์ ฯลฯ แล้วกำหนดกลวิธีการสร้างว่าจะเป็นวิธีของจิตรกรรมหรือประติมากรรม

                    2.  ผู้สร้างสรรค์ต้องมีความรู้ความเข้าใจของหลักพื้นฐานในการร่างภาพด้วยขนาด สัดส่วนของรูปร่างที่ถูกต้อง รวมทั้งความเหมือนหรือใกล้เคียงของสี แสง เงา พื้นผิว และลักษณะต่างๆ ของแบบได้ เช่นการเขียนภาพคนและการปั้นภาพคน โดยทั่วไปนิยมใช้สัดส่วน   ส่วนหรือ  8  ส่วน และ การเขียนภาพทิวทัศน์ ชื่อ “ไม่ใช่บ้านเรา” ของสุชาติ  วงษ์ทอง ต้องเข้าใจในความสัมพันธ์ของสัดส่วนสิ่งก่อสร้าง คน และส่วนประกอบอื่นๆ ตลอดจนการใช้สี แสงเงาได้งดงามเหมือนจริง เป็นต้น

สัดส่วนของความสูงของคนที่เป็นมาตรฐานสากล

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ

กล่องข้อความ:             ไม่ใช่บ้านเรา               เทคนิคสีน้ำ  ผลงานของ  สุชาติ  วงษ์ทอง

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ

                    3.  แสดงความมีมิติให้รู้สึกคล้ายจริง เช่น การนำกลวิธีการสร้างมิติลวงตาใช้ในงานจิตรกรรมให้มีความรู้สึกว่าภาพมีระยะใกล้ กลาง ไกล และการสร้างมิติจริงที่สามารถสัมผัสได้จริงในงานประติมากรรม เป็นต้น




          2. รูปแบบตัดทอน (DISTORTION)  หมายถึง  การสร้างสรรค์ที่มีลักษณะบิดเบือนไปจากของจริง โดยให้ความสำคัญกับรูปแบบที่เหมือนจริงน้อยลง แต่ให้ความสำคัญกับรูปแบบจากความคิดของศิลปินมากขึ้น ด้วยวิธีการตัดทอนรายละเอียดออกให้เหลือเฉพาะส่วนสำคัญ และทำให้เกิดความงามแปลกใหม่ เช่น จิตรกรรมภาพ น้ำเงิน เขียว ของ เฟื้อ หริพิทักษ์ ผู้หญิงร้องไห้ ของ ปาโบล ปีกัสโซ และงานประติมากรรมรูป นอนเอกเขนก ของ เฮนรี่ มัวร์ เป็นต้น เราเรียกศิลปะรูปแบบการถ่ายทอดลักษณะนี้ว่า “ศิลปะกึ่งนามธรรม” (SEMI-ABSTRACT ART)

น้ำเงินเขียว
เทคนิคสีน้ำมันบนผ้าใบ  ผลงานของ  เฟื้อ  หริพิทักษ์

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ

                เป็นการเขียนภาพตัดทอนรูปทรงตามแนวทางของกลุ่ม คิวบิสม์ (CUBISM)  แม้ภาพจะไม่แสดงรายละเอียดอย่างรูปแบบเหมือนจริง  แต่การใช้กลวิธีการเน้นน้ำหนักสีมืด และสีสว่าง  จึงช่วยให้ภาพเกิดมิติลวงคล้ายมี 3 มิติ

ผู้หญิงร้องไห้ (WEEPING WOMEN,ค.ศ.1937)
ผลงานของ  ปาโบล  ปิกัสโซ

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ

  

นอนเอกเขนก  เทคนิคแกะสลักหิน ผลงานของเฮนรี่  มัวร์ (HENRY MOORE)

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ

          เป็นผลงานประติมากรรมที่แสดงร่องรอยเค้าโครงของความจริงอยู่ หลังจากตัดทอนรูปแบบเหมือนจริงตามที่ประติมากรออกแบบไว้

แนวทางการถ่ายทอดรูปแบบตัดทอน

                    1.  กำหนดเนื้อหาเรื่องราวหรือสิ่งที่จะถ่ายทอด และกลวิธีการสร้างว่าจะเป็นวิธีของจิตรกรรมหรือประติมากรรม

                    2.  ออกแบบตามความคิดจินตนาการ และเลือกใช้วิธีบิดเบือนจากของจริง โดยการตัดทอนรายละเอียดในส่วนที่ไม่ต้องการออกให้เหลือพอเป็นเค้าโครง สามารถออกแบบทำได้หลายวิธี เช่นทำเป็นรูปทรงเรขาคณิต และการนำรูปด้านต่างๆ มารวมกันลักษณะเชิงซ้อน เป็นต้น

 

ภาพชื่อแม่หนูน้อย ผลงานของปิกัสโซ เป็นการนำรูปด้านต่างๆ มารวมกันลักษณะเชิงซ้อน

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ

                    3.  เมื่อได้เค้าโครงรูปแบบที่ตัดทอนแล้วพิจารณาจัดภาพตามหลักการจัดองค์ประกอบศิลป์ เช่น ให้มี เอกภาพ  สมดุล จุดสนใจ ความกลมกลืน และความขัดแย้ง เป็นต้น

          3. รูปแบบตามความรู้สึก (ABSTRACTION)  หมายถึง  ผลงานการสร้างสรรค์ซึ่งเกิดมาจากแรงบันดาลใจของศิลปิน  แสดงโดยไม่คำนึงถึงรูปทรง  และไม่แสดงเรื่องราวที่เป็นรูปลักษณ์จริงตามธรรมชาติ  แต่มุ่งแสดงออกทางความงามที่กลั่นกรอง  เอาความรู้สึกออกมาเป็นภาพ  ในลักษณะการจัดส่วนประกอบทางทัศนธาตุศิลปะด้วยเส้น  สี  น้ำหนัก  ฯลฯ  เพื่อให้ผู้รับรู้เกิดอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ แทนรูปเหมือนจริง  เช่น  จิตรกรรมภาพ สวิตเซอร์แลนด์ 1972 ของวิโรจน์ เจียมจิราวัฒน์ และประติมากรรมรูปมนุษย์กับความปรารถนา ของ เข็มรัตน์ กองสุข เป็นต้น เราเรียกศิลปะลักษณะนี้ว่า “ศิลปะนามธรรม” (ABSTRACT ART)

 

สวิตเซอร์แลนด์ 1972    เทคนิค  สีโปสเตอร์ผสมกับสีน้ำ
                ผลงานของ  วิโรจน์  เจียมจิราวัฒน์

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ

                เป็นภาพเขียนบันทึกความประทับใจในบรรยากาศของสถานที่ท่องเที่ยวทั้งในเวลากลางวัน กลางคืน ตลอดจนความสุขและความทุกข์ ขณะที่อยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ โดยใช้รอยฝีแปรงและน้ำหนักสีเป็นสิ่งแสดงออกแทนความรู้สึกนั้นๆ

มนุษย์กับความปรารถนา  ผลงานของ  เข็มรัตน์   กองสุข

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ

แนวทางการถ่ายทอดรูปแบบตามความรู้สึก

                    1.  กำหนดแนวทางการแสดงออกตามแรงบันดาลใจ ต้องการจะสะท้อนความรู้สึกในด้านใด เช่น ความรัก ความสุข ความสนุกสนาน ความเศร้า และความสับสน เป็นต้น

                    2.  แทนค่าความรู้สึกด้วย ทัศนธาตุ  ทางศิลปะ เช่น ใช้เส้นโค้งแทนค่าความนุ่มนวล อ่อนไหว เย้ายวน สีดำแทนค่าความหดหู่ และลักษณะผิวหยาบแทนค่าความเข้มแข็ง หนักแน่น แสดงความเป็นผู้ชาย เป็นต้น

                    3.  สร้างสรรค์ตามแรงบันดาลใจ กลวิธีการสร้างผลงานอาจเกิดจากการออกแบบก่อนแล้วทำตามนั้น หรือแสดงออกไปตามความรู้สึกที่ต้องการทันที แล้วเลือกตัดเอาเฉพาะส่วนที่ดีที่สุด เช่น ผลงานจิตรกรรมเทคนิคโรยสีของ แจคสัน  พอลลอก เป็นต้น

การหยั่งถึงความเข้าใจเต็มที่     เทคนิค  หยดโรยสี       ผลงานของ  แจคสัน  พอลลอก

ที่มา : หอสมุดแห่งชาติ



<< Go Back