
จิตรกรผู้สร้างสรรค์งานศิลปะสู่สากล ให้ชาวโลกยอมรับและชื่นชมความงามของจิตรกรรมไทย งานทัศนศิลป์รูปแบบตะวันออก เส้นทางการสร้างสรรค์งานศิลปะไทย ชาติไทยได้เคยมีความเจริญเป็นปึกแผ่น อยู่ทางตอนใต้ของจีนเป็นเวลาหลายร้อยปี เมื่อจีนและธิเบตอพยพลงมารุกราน แย่งที่ทำมาหากิน คนไทยจึงอพยพลงมาทางใต้เป็นลำดับ จนในที่สุดประมาณ พ.ศ.1300 ได้ร่วมกันจัดตั้งอาณาจักรโยนกเชียงแสน
ในปลายพุทธศตวรรษที่ 19 ชาวไทยฝ่ายใต้นำโดยพระเจ้าอยู่ทอง สร้างราชธานีขึ้นใหม่ ในสถานที่ใกล้เมืองอโยธยาเดิม ขนานนามว่า “กรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา 1. ศิลปะเชียงแสน (ประมาณ พ.ศ.1300 – 2089) ศิลปะเชียงแสนเดิมเรียกตามชื่อเมืองโยนกเชียงแสน ซึ่งปรากฏซากเมืองอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ท้องที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายในปัจจุบัน แต่ตำราทางศิลปะส่วนใหญ่จะเรียกศิลปกรรมแบบนี้ว่า “ศิลปะเชียงแสน” รูปแบบความงามของศิลปะเชียงแสนที่เป็นงานจิตรกรรมไม่มีหลักฐานปรากฏ แต่งานประติมากรรมและสถาปัตยกรรมมีหลักฐาน ดังนี้ 1.1งานประติมากรรม เป็นงานที่นิยมถ่ายทอดรูปแบบทางศาสนา เช่น พระพุทธรูป พระพุทธรูปเชียงแสนรุ่นหลัง มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 - 23 เป็นแบบที่ผสมผสานระหว่างศิลปะเชียงแสนและศิลปะสุโขทัย รัศมีของเศียรพระพุทธรูปเป็นดอกบัวตูม บางทีก็เป็นเปลิวเพลิง ขมวดพระเกศาเล็ก พระพักตร์เป็นรูปไข่ ประทับขัดสมาธิราบเห็นพระบาทข้างเดียว ฐานเรียบไม่มีลวดลาย
พระพุทธรูปปางมารวิชัยสำริด ศิลปะเชียงแสนรุ่นแรก 1.2 งานสถาปัตยกรรม สถูปเจดีย์มีลักษณะฐานสี่เหลี่ยมซ้อนกัน มีทั้งรูปเหลี่ยมและกลม เช่น วัดกู่กุด และวัดพระธาตุหริภุญไชย จังหวัดลำพูน เป็นต้น
2. ศิลปะสุโขทัย (ประมาณ พ.ศ.1800 – 1918) 2.1 งานจิตรกรรม เป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เน้นหนักไปทางลายเส้นและสีเอกรงค์
ที่มีการใช้สีเอกรงค์ (กรมศิลปากรคัดลอกไว้) 2.2 งานประติมากรรม พระพุทธรูปแบบสุโขทัย มีลักษณะงดงามอ่อนช้อยคล้ายสุภาพสตรี พระพักตร์เป็นรูปไข่ รัศมีเป็นรูปเปลวเพลิง ขมวดพระเกศาเล็ก พระขนงโก่ง พระนาสิกงุ้ม พระโอษฐ์เล็ก พระวรกายสะโอดสะอง นิ้วพระหัตถ์เรียวสลวย ขัดสมาธิราบ คุณลักษณะโดยรวมของพระพุทธรูปสุโขทัยเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตากรุณา นิยมสร้างในพระอิริยาบถ 4 ลักษณะ คือ นั่ง นอน ยืน และเดิน โดยเฉพาะท่าเดินหรือพระพุทธรูปปางลีลามีลักษณะที่งดงามยิ่ง พระพุทธรูปสมัยสุโขทัยได้ชื่อว่าเป็นศิลปะที่มี ความเจริญสูงสุด (Classic) กล่าวคือ มีความงดงามเป็นเลิศ และมีรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน
นอกจากนี้ ภาพปั้นสลักแบบสุโขทัยแท้ ยังปรากฏให้เป็นหลักฐาน เช่น ภาพลวดลายปูนปั้นผนังโบสถ์วัดนางพญา ภาพเทพนมและภาพลวดลายสลักไม้ ประกอบเพดานพระปรางค์วัดพระศรีมหาธาตุ เป็นต้น
2.3 สถาปัตยกรรม ลักษณะของสถาปัตยกรรมสมัยสุโขทัยที่เป็นแบบสุโขทัยแท้คือ สถูปทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ หรือ “ทรงดอกบัวตูม” มีรูปทรงสถูปเป็นเชิงชั้นที่งดงามได้สัดส่วน และสมดุลยกัน ฐานล่างสุดเป็นทรงสี่เหลี่ยม 3 ชั้น ก่อนถึงตัวสถูปเป็นฐานแบบย่อมุมไม้สิบสอง
สถูปทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ วัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย 3. ศิลปะอยุธยา (พ.ศ.1893 – 2310) เมื่อกรุงสุโขทัยเสื่อมอำนาจลง พระเจ้าอู่ทองได้รวบรวมหัวเมืองฝ่ายใต้ อาณาเขตทวารวดีเดิมไว้ในอำนาจ แล้วสร้างราชธานีขึ้นใหม่ขนานนามว่า “กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา” แล้วราชาภิเษกพระองค์เองขึ้นเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า “สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1” กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีมีอายุยืนยาวถึง 417 ปี มีพระมหากษัตริย์ครองราชย์ถึง 5 ราชวงศ์ รวม 33 พระองค์ ทำให้กรุงศรีอยุธยามีความเจริญรุ่งเรืองในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านศิลปกรรม รูปแบบศิลปะอยุธยาได้รับอิทธิพลรูปแบบจากศิลปะลพบุรี ศิลปะสุโขทัย ศิลปะตะวันตก ศิลปะจีนและแบบอยุธยาแท้1.1 ศิลปะอยุธยาอิทธิพลศิลปะลพบุรี งานประติมากรรม ได้แก่ พระพุทธรูปแบบ “อู่ทอง” เป็นการผสมผสานกันระหว่างศิลปะแบบลพบุรี และทวาราวดี ซึ่งเป็นยุคก่อนประวัติศาสตร์ไทย ลักษณะของพระพุทธรูปมีสมาธิสงบนิ่งมั่นคง พระวรกายมีส่วนโค้ง กลมกลืนกันมากขึ้น ช่วยลดความกระด้างจากต้นแบบเดิม คือศิลปะลพบุรีหรือขอม
ศิลปะอยุธยาอิทธิพลศิลปะลพบุรี งานสถาปัตยกรรม ได้แก่ ปรางค์ต่าง ๆ เช่น ปรางค์วัดพุทธไธสวรรค์ วัดราชบูรณะ วัดพระราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัดมหาธาตุ จังหวัดราชบุรี วัดมหาธาตุ จังหวัดสุพรรณบุรี วัดปรางค์หลวง จังหวัดนนทบุรี เป็นต้น
1.2 ศิลปะอยุธยาอิทธิพลศิลปะสุโขทัย งานจิตรกรรม เช่น ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในห้องโถงของสถูปพระศรีสรรเพ็ชญ์ และภายในกรุวัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา งานประติมากรรม ได้แก่ พระพุทธรูปพระมงคลบพิตร จังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่ได้รูปแบบมาจากศิลปะสุโขทัย โดยเฉพาะที่เห็นได้ชัดคือ มีพระพักตร์งดงามเป็นรูปไข่มีรัศมีเหนือพระเกศาเป็นรูปเปลวเพลิง
1.3 ศิลปะอยุธยาอิทธิพลศิลปะตะวันตก
1.4 ศิลปะอยุธยาแท้ งานจิตรกรรม เป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพุทธศาสนาที่สะท้อนให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรือง
งานประติมากรรม ที่เป็นแบบอยุธยาแท้ โดยเฉพาะพระพุทธรูปที่เป็นเอกลักษณ์ของอยุธยา คือ “พระพุทธรูปทรงเครื่อง
งานสถาปัตยกรรม ที่เป็นลักษณะเฉพาะของศิลปะอยุธยาแท้ คือ สถูปสี่เหลี่ยมย่อมุมที่เรียกว่า “ย่อมุมไม้สิบสอง” เป็นการย่อมุมตลอดทั้งฐานและตัวสถูป งานสถาปัตยกรรมที่เป็นแบบฉบับย่อมุมไม้สิบสองได้แก่ สถูปพระศรีสุริโยทัย สถูปภูเขาทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น
4. ศิลปะรัตนโกสินทร์ (ประมาณ พ.ศ.2325 – ปัจจุบัน) 4.1 ศิลปะรัตนโกสินทร์อิทธิพลศิลปะอยุธยา งานจิตรกรรม ผลงานจิตรกรรมไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ได้ชื่อว่ามีความงดงาม เจริญสูงสุด มีการสร้างสรรค์งานจิตรกรรมไทยเป็นจำนวนมากและมีวิวัฒนาการคลี่คลายไปมากที่สุด และมีการอนุรักษ์รูปแบบจิตรกรรมไทยที่เป็นเอกลักษณ์เด่นชัด ตามแบบศิลปะอยุธยามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ซึ่งมีหลักฐานปรากฏให้เห็น ได้แก่ จิตรกรรมฝาผนังพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทโปรดให้เขียนขึ้นราว พ.ศ.2338 – 2534 นับเป็นงานจิตรกรรมที่เก่าแก่และมีค่ายิ่งของศิลปะรัตนโกสินทร์ มีการจัดวางเส้น สี และองค์ประกอบได้สัดส่วน เน้นกฎเกณฑ์ทางศิลปะได้ถูกต้อง โครงสร้างของภาพ แบ่งเขียนเป็น 2 ส่วน ส่วนบนเหนือกรอบประตูและหน้าต่างเขียนเป็นภาพเทพชุมชนทั้ง 4 ด้าน ผนังตอนล่างระหว่างช่องหน้าต่าง เขียนภาพพุทธประวัติ รวมทั้งสิ้น 32 ภาพด้วยกัน นอกจากนี้ยังมีการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ใช้สีพื้นเป็นสีอ่อนตามแบบอยุธยา ในผลงานจิตรกรรมฝาผนังวัดดุสิตารามวรวิหาร กรุงเทพมหานคร
งานประติมากรรม ได้แก่ พระประธานในพระอุโบสถวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย สร้างในรัชกาลที่ 1 และพระพุทธรูปทรงเครื่องประทับยืน พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 มีลักษณะคล้ายคลึงกับศิลปะอยุธยาตอนปลาย
พระสยามเทวาธิราช
ประดิษฐานอยู่ในพระวิมาน ภายในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ งานสถาปัตยกรรม การสร้างวัดในสมัยรัตนโกสินทร์รูปแบบคล้ายคลึงกับอยุธยา ได้แก่ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ “วัดพระแก้ว” กรุงเทพมหานคร ซึ่งสร้างคล้ายวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นอกจากนี้ยังมีการสร้างวัดขึ้นกลางพระนคร มีชื่อว่า “วัดพระใหญ่” หรือวัดสุทัศน์เทพวราราม เพื่อให้มีขนาดสูงกว่ากับวัดพนัญเชิงวรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เหตุที่มีชื่อเรียกในสมัยแรกว่า วัดพระใหญ่ เนื่องจากในตอนปลายรัชกาลที่ 1 มีพระบรมราชโองการให้อัญเชิญพระพุทธรูปหล่อองค์ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย คือ “พระศรีศากยมุนี11” จากพระวิหารหลวง วัดมหาธาตุ เมืองสุโขทัย
ภาพเปรียบเทียบสถาปัตยกรรมรัตนโกสินทร์กับอยุธยา
4.2 ศิลปะรัตนโกสินทร์อิทธิพลศิลปะจีน ในสมัยรัตนโกสินทร์ ไทยมีการติดต่อค้าขายกับประเทศจีนมากขึ้น การสร้างสรรค์งานศิลปกรรมจึงได้รับอิทธิพลจากศิลปะจีนทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนี้
งานประติมากรรม ได้แก่ ประติมากรรมกระเบื้องเคลือบสี แบบศิลปะจีนบนหน้าบันพระอุโบสถ วัดราชโอรสาราม กรุงเทพมหานคร ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 2 นอกจากนี้ยังมีการสร้างบานประตูสลักไม้แบบศิลปะจีน ที่พระอุโบสถวัดนางชีโชติการาม ในสมัยัชกาลที่ 3 และมีการตกแต่งอาคารสถาปัตยกรรมด้วยงานประติมากรรมแกะสลักหินแบบจีน จำนวนมากภายในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดบวรนิเวศวิหาร และวัดสุทัศน์เทพวราราม กรุงเทพมหานคร
งานสถาปัตยกรรม นอกจากงานจิตรกรรมและประติมากรรมแล้ว งานสถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ก็ได้รับอิทธิพลจากศิลปะจีนด้วย นั่นก็คือมีการผสมผสานศิลปะไทย และศิลปะจีนเข้าด้วยกัน ในการสร้างวัดที่ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ บัวหัวเสา คันทวย ฯลฯ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเรียกสถาปัตยกรรมแบบใหม่นี้ว่า “วัดนอกอย่าง” เช่น วัดราชโอรสาราม และวัดเทพธิดาราม กรุงเทพมหานคร เป็นต้น ส่วนวัดที่สร้างแบบไทย เรียกว่า “วัดในอย่าง”
ได้รับอิทธิพลจากศิลปะจีน 4.3 ศิลปะรัตนโกสินทร์อิทธิพลศิลปะตะวันตก งานจิตรกรรม ผลงานจิตรกรรมฝาผนังแบบคตินิยมของไทยมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น คือ เป็นภาพมีลักษณะแบน 2 มิติ เน้นความงามอ่อนช้อยของเส้น และสี ไม่นิยมแสดงแสงเงาแบบเหมือนจริง แต่ในสมัยรัตนโกสินทร์มีจิตรกรไทยเป็นพระภิกษุฝีมือชั้นเยี่ยมแห่งวัดราชบูรณะ ชื่อ พระอาจารย์อิน หรือ “ขรัวอินโข่ง” ซึ่งมีชื่อเสียงในการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังในรัชกาลที่ 4 ได้พัฒนารูปแบบของจิตรกรรมไทย เป็นภาพลักษณะ 3 มิติ แสดงความตื้นลึก มีแสงเงาเหมือนจริงแบบตะวันตก ดังนั้นขรัวอินโข่งจึงได้ชื่อว่า เป็นบิดาแห่งงานจิตรกรรมไทยในแนวใหม่ที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะตะวันตก แต่ก็ยังคงเอกลักษณ์ในการใช้เส้นที่อ่อนช้อยงดงาม ภาพคนยังเป็น 2 มิติ และมีบรรยากาศแห่งความเป็นไทย
งานประติมากรรม คตินิยมดั้งเดิมของไทย ในการสร้างสรรค์งานประติมากรรมไม่นิยมสร้างรูปคนเหมือนเป็นรูปเคารพ แต่เมื่อสมัยรัตนโกสินทร์ ไทยต้องติดต่อสร้างสัมพันธ์ไมตรีและค้าขายกับประเทศตะวันตก เช่น เป็นต้น จึงได้รับวิทยาการสมัยใหม่โดยเฉพาะคตินิยมในการปั้น แกะสลัก ภาพคนเหมือน ที่มีสัดส่วนและกล้ามเนื้อเหมือนจริง โดยมีรูปแบบงานประติมากรรม 2 ลักษณะ ได้แก่ ลักษณะผสมผสานระหว่างศิลปะไทยกับศิลปะตะวันตก และลักษณะเป็นศิลปะตะวันตกล้วน หรือที่เรียกว่า “ศิลปะสากล” งานประติมากรรมที่ผสมผสานระหว่างศิลปะไทยกับศิลปะตะวันตก ได้แก่ รูปปั้นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ขนาดเท่าคนจริง ซึ่งรัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้หล่อรูปท่านไว้สักการะบูชา ประดิษฐานอยู่ ณ วัดโมลีโลกยาราม กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีรูปแบบคล้ายพระพุทธรูปกับรูปคนเหมือน และรูปปั้นพระอภัยมณี ขนาดเท่าคนจริงหล่อด้วยโลหะรมดำ ปั้นโดยไกรษร ศรีสุวรรณ ซึ่งผสมผสานระหว่างความอ่อนช้อยงดงามและกลมกลืนของทรวดทรงและลวดลายไทย กับลักษณะที่เป็นคนจริงแบบตะวันตก เป็นต้น
งานประติมากรรมที่เป็นศิลปะตะวันตกหรือศิลปะสากล ได้แก่ รูปปั้นพระบรมรูปของพระมหากษัตริย์ไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพมหานคร อนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมรูปทรงม้า ขนาดสองเท่าของคนจริงปั้นและหล่อในประเทศฝรั่งเศส ประดิษฐาน ณ ลานหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อปี 2450 เป็นต้น
งานสถาปัตยกรรม ศิลปะที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะตะวันตก เช่น พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ในพระบรมมหาราชวัง พระที่นั่งอนันตสมาคม กรุงเทพมหานคร และพระนครคีรี พระราชวังบนเขามหาสวรรค์ จังหวัดเพชรบุรี เป็นต้น
พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ที่มีรูปแบบผสมผสานระหว่างแบบศิลปะไทยคือส่วนของหลังคาทรงมณฑปย่อมุมไม้สิบสองที่งดงาม กับศิลปะตะวันตกคือส่วนของอาคารบานประตูหน้าต่างโค้งกลม ซึ่งได้รับการขนานนามว่า “ฝรั่งสวมชฎา”
4.4 ศิลปะรัตนโกสินทร์แท้
ภาพรามเกียรติ์ ตอนหนุมานทอดตนเป็นสะพานให้กองทัพพระพรตข้ามมหาสมุทรกลับกรุงศรีอยุธยา จิตรกรรมฝาผนังห้องที่ 154 พระระเบียงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ผลงานของ สวงษ์ ทิมอุดม เมื่อปี 2473
แม้ว่างานประติมากรรมสมัยรัตนโกสินทร์ที่มีความอ่อนช้อยงดงาม ซึ่งส่วนใหญ่จะได้ต้นแบบมาจากศิลปะสุโขทัย โดยเฉพาะที่ยอดพระเศียรเป็นเปลวเพลิง แต่ก็ได้พัฒนามาเป็นรูปแบบศิลปะรัตนโกสินทร์เต็มตัว เมื่อมีสร้างสรรค์งานประติมากรรม พระศรีศากยะทศพลญาณ เป็นพระพุทธรูปปางพุทธลีลาที่งดงามยิ่ง ประดิษฐาน ณ พุทธมณฑล ตำบลศาลายา อำเภอนครไชยศรี จังหวัดนครปฐม ออกแบบโดยศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี เมื่อปี 2525
งานสถาปัตยกรรม ลักษณะของสถาปัตยกรรมรัตนโกสินทร์ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ กล่าวคือ สถาปัตยกรรมที่มีส่วนยอดของหลังคาเป็นรูปทรงมณฑปต่อมุมไม้สิบสอง ซึ่งมีความสง่างาม ได้แก่ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ซุ้มประตูและมณฑปวัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นต้น และส่วนยอดของหลังคาที่เป็นทรงมงกุฏ ได้แก่ พระวิหารยอดในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และวัดอรุณราชวราราม ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของศิลปะรัตนโกสินทร์ ไม่มีในสมัยอื่น
งานทัศนศิลป์รูปแบบตะวันตก คุณค่าของศิลปะสากลที่มีต่อมวลมนุษย์ การเรียนรู้ศิลปะสากลในปัจจุบันเป็นการเรียนรู้อย่างอิสระกว้างขวางและไร้ข้อจำกัด การเรียนรู้ดังกล่าวมิได้ผูกขาดอยู่กับศิลปิน หรือนักวิชาการทางศิลปะเท่านั้น หากแต่เป็นศิลปะของทุกคน ศิลปะเป็นสิ่งที่ผูกพันกับชีวิตของคนเราตลอดเวลา อาจกล่าวได้ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่มนุษย์สร้างขึ้น ล้วนมีความเป็นศิลปะทั้งสิ้น เพราะการสร้างสรรค์จะเริ่มต้นด้วยการออกแบบที่แฝงด้วยความงามทางศิลปะอยู่ในสิ่งนั้น ๆ ด้วยเสมอ
เส้นทางการสร้างสรรค์งานศิลปะสากลยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน 1. ยุคก่อนประวัติศาสตร์ (PRE – HISTORIC)
นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า ศิลปะยุคก่อนประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการแสดงออกทางอภินิหาร
ศิลปะก่อนประวัติศาสตร์ แบ่งออกอย่างกว้าง ๆ ได้ 2 ยุค ดังนี้
ยุคหินมีอายุประมาณ 2000 – 7000 ปี ก่อนคริสตศักราช มนุษย์ยุคนี้อาศัยอยู่ในถ้ำดำรงชีวิตอยู่ด้วยการล่าสัตว์ อาวุธและเครื่องมือเครื่องใช้ ส่วนใหญ่ทำด้วยหิน กระดูกและเขาสัตว์ จิตรกรรม เน้นการเขียนภาพบนผนังถ้ำ เขียนสีและขูดขีดเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ แสดงให้เห็นถึงการถ่ายทอดประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน มีเทคนิคและวิธีการที่หลากหลาย เช่น การเซาะเป็นร่อง โดยพิจารณาความสูงต่ำของผนังถ้ำแล้วใช้สีอัดในร่องนั้น บางแห่งทาด้วยไขสัตว์ก่อนแล้วใช้สีผงพ่นทับลงไป เพื่อให้ภาพมีความคงทน เป็นต้น
ประติมากรรม งานประติมากรรมยุคหินนี้ ยังมีผู้สร้างสรรค์น้อย ที่เป็นเป็นผลงานที่โดดเด่น ได้แก่ ประติมากรรมวีนัสแห่งวิลเลนดอร์ฟ ประติมากรรมรูปและสลักจากเขากวางเรนเดียร์ เป็นรูปวัวไบซัน รูปแกะสลักผู้หญิงทำจากงาช้าง และรูปแกะสลักรูปสตรีเปลือยในยุคก่อนประวัติศาสตร์
สถาปัตยกรรม งานสถาปัตยกรรมในยุคนี้เป็นงานแสดงโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม แบบวางพาดระบบเสาและคานที่เรียกว่าสโตนเฮนจ์ (STONEHENGE)
- ยุคโลหะ (METAL AGE) ประติมากรรม งานประติมากรรมยังไม่มีการเปลี่ยนแหลงรูปแบบเดิม มีเพียงการเปลี่ยนแปลงวัสดุจากหินเป็นโลหะเท่านั้น สถาปัตยกรรม นอกจากงานสถาปัตยกรรมที่แสดงโครงสร้างแบบวางพาดในยุคหินแล้ว ในยุคโลหะไม่ปรากฏเป็นหลักฐานว่าได้สร้างสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นขึ้นมาอีกเลย 2. ยุคประวัติศาสตร์ เป็นยุคเริ่มต้นของยุคโบราณ
อียิปต์ปกครองโดยกษัตริย์ ฟาโรห์ (PHARAOH) ชาวอียิปต์นับถือและสักการะกษัตริย์ฟาโรห์เสมือนเทพเจ้าองค์หนึ่ง ที่จะช่วยปกป้องและคุ้มครองพวกตน ดังนั้นฟาโรห์จึงมีฐานะเป็นกษัตริย์และเทพเจ้าในเวลาเดียวกัน ชาวอียิปต์มีความเชื่อว่า คนที่ตายไปแล้ววิญญาณจะล่องลอยออกจากตัวชั่วคราวแล้วจะกลับมาสู่ร่างเดิม ฉะนั้นชาวอียิปต์จึงมีวิธีรักษาร่างเดิมของผู้ตายไม่ให้เน่าเปื่อยโดยการอาบน้ำยาที่เรียกว่า มัมมี่ จิตรกรรม ส่วนใหญ่เป็นจิตรกรรมตกแต่งวิหาร ผนังคูหาที่เก็บศพ ภาพผนังห้องภายในปิรามิด ลักษณะของภาพจิตรกรรมอียิปต์ เป็นลักษณะศิลปะแบบเริ่มแรก (PRIMARY ART) เช่น ภาพคน ศีรษะ แสดงด้านข้างเขียนตามด้านหน้า ลำตัวด้านหน้า เท้าด้านข้าง (ดูภาพประกอบ)
ประติมากรรม งานประติมากรรมอียิปต์มีทั้งภาพลอยตัวภาพนูนสูง นูนต่ำและภาพแกะลายลึกลงไปในพื้นหิน เป็นประติมากรรมตกแตงอยู่ตามวิหารและห้องเก็บศพภายในปิรามิด ตลอดจนฝาโลงเก็บศพอาบน้ำยา งานประติมากรรมบางชิ้นมีขนาดใหญ่มาก จนอาจจัดเข้าไว้ในจำพวกงานก่อสร้าง เช่น รูปสฟิงค์ (SPHINX) แห่งกิเซห์ เป็นต้น สฟิงค์ (SPHINX) ประติมากรรมลอยตัว เป็นรูปศีรษะคนขนาดมหึมา ศิลปะอียิปต์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ 2500 ปี ก่อนคริสตศักราช ปัจจุบันอยู่ที่ประเทศอียิปต์
2. วิหาร วิหารหรือเทวสถานเป็นที่ประดิษฐานเทวรูป หรือเป็นที่สิ่งสถิตย์ของเทพเจ้า สร้างด้วยหินมีขนาดใหญ่โตมาก มองจากด้านหน้าของวิหารจะเห็นหอสูงคล้ายปราการที่แข็งแรง เรียกว่าพิโลน ทำเป็นชั้นลดหลั่นกันไป คล้ายอาคาร ที่ติดต่อกัน ชั้นสูงอยู่หน้า ชั้นต่ำอยู่หลัง ภายในวิหารแบ่งเป็นห้อง ๆ ใช้เป็นที่ประชุมบูชาเทพเจ้า ภายในวิหารเรียงรายด้วยเสาต้นใหญ่ ๆ ซึ่งเป็นเครื่องค้ำยันส่วนบนให้มีความแข็งแรง คงทน ถาวร วิหารที่มีชื่อเสียงคือ วิหารคาร์นัค (KARNAK) วิหารเอ็ดฟู (EDFU) และวิหารลักซอร์ (LUXOR) วิหารของฟาโรห์ราเมเสสที่ 2
2.2
ศิลปะอัสซิเรียน ประมาณ 900 ปี ก่อนคริสตศักราช 2.3 ศิลปะกรีก (GREEK ART) จิตรกรรม ศิลปกรรมของกรีก ประเภทงานจิตกรรมเป็นภาพลวดลายและภาพคนประดับตกแต่งแจกันและภาชนะเครื่องปั้นดินเผา การประดับหินสี MOSAIC) เป็นภาพพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช
ประติมากรรม งานประติมากรรมของกรีก นิยมสร้างสรรค์แนวเหมือนจริง (REALISTIC) โดยเฉพาะงานประติมากรรมรูปคน ชาวกรีกถือว่าสรีระของคนมีความงดงามยิ่ง ชาวกรีกจึงนิยมสร้างประติมากรรมรูปคนเปลือยกายไว้มากมาย งานประติมากรรมลอยตัวที่มีเชื่อเสียง ได้แก่รูปเทพเจ้าอพลอโล (APOLLO) เทพธิดาวีนัส (VENUS) รูปนักกีฬาไมรอน (MYRON) ประติมากรรมรูปเด็กหนุ่มเป็นรูปเปลือยที่มีส่วนสัดของสรีระ ตลอดจนการจัดวางท่าทางได้อย่างงดงามยิ่ง สถาปัตยกรรม งานสถาปัตยกรรมของกรีก มีความใหญ่โต มั่นคง แข็งแรง ทนทาน เป็นหมื่นปี งานสถาปัตยกรรมดังกล่าวได้แก่ วิหาร สนามกีฬา หอประชุมและสถานที่แสดงอุปรากร วิหารที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ วิหารพาร์เธนอน (PARTHENON) สร้างด้วยหินอ่อนสีขาว มีความงดงามอย่างไม่มีที่ติ แม้จะมีอายุมากกว่า 2000 ปีก็ตาม ภายในวิหารตกแต่งด้วยภาพแกะสลักอย่างวิจิตรพิสดาร งานสถาปัตยกรรมของกรีก แบ่งตามลักษณะหัวเสา 3 แบบ ได้แก่ 1. แบบดอริก (DORIC) 2. แบบ ไอโอนิค (IONIC) 3. แบบคอรินเทียน (CORINTHIAN)
2.4 ศิลปะโรมัน (ROMAN ART) จิตรกรรม ภาพจิตกรรมโรมันส่วนใหญ่เป็นจิตรกรรมฝาผนังที่มีการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาเป็นแบบ ประติมากรรม ชาวโรมันมีแนวความคิดว่าผู้ครองอาณาจักรโรมันเป็นสมมติเทพ ศิลปินจึงมุ่งสร้างงานประติมากรรมเป็นรูปผู้ครองนครต่าง ๆ ไว้เป็นจำนวนมากให้แก่ประติมากรรมรูปคนเต็มตัว (FIGURE) และรูปคนเหมือนครึ่งตัว (PORTRAIT BUST) ผลงานเหล่านี้แสดงออกถึงผีมือที่มีคุณภาพสูง มีลักษณะเหมือนจริงแสดงออกทางอารมณ์ที่มีสุนทรียภาพที่งดงาม สถาปัตยกรรม งานสถาปัตยกรรมโรมัน เน้นความใหญ่โตมโหฬาร หรูหรา สง่างามมีความมั่นคง แข็งแรง ทนทาน ชาวโรมันเป็นชาติแรกที่คิดค้นสร้างคอนกรีตได้ สามารถใช้คอนกรีกหล่อเป็นโครงสร้างรูปโดม ช่วยทำให้การก่อสร้างอาคารที่มีขนาดใหญ่ขึ้น สถาปัตยกรรมของโรมันที่มีชื่อเสียงได้แก่ วิหารแพนเธนอน (PANTHEON) โคลอสเซียม (COLOSSEUM) เป็นสนามกีฬารูปกลมรีขนาดใหญ่มหึมา จุคนดูได้ถึง 50,000 คน นอกจากงานสถาปัตยกรรมดังกล่าวแล้ว ชาวโรมันยังสร้างสะพานโค้งข้ามแม่น้ำและระบบการส่งน้ำข้ามหุบเขาต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก งานสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก คือ ประตูชัย (ARCH OF TRIUMPH) สร้างขึ้นเพื่อสรรเสริญและฉลองชัยของทหารโรมัน โดยสร้างเป็นประตูโค้งขนาดใหญ่ สำหรับให้ทหารเดินทัพผ่านเมื่อออกศึกสงคราม หรือหลังจากได้รับชัยชนะกลับมา ประดับด้วยภาพประติมากรรมนูนสูงอย่างวิจิตรงดงาม 3. ยุคกลาง (MIDDLE AGE : ประมาณ ค.ศ.300- ค.ศ.1300) - ศิลปะโกติก (GOTHIC ART) - ศิลปะสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา (RENASSANCE ART)
ศิลปกรรมในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา ศิลปินสร้างสรรค์งานในลักษณะเหมือนจริง(REALISTIC) เน้นความงามศิลปะแบบคลาสสิค (CLASSIC) ที่เจริญสูงสุด ซึ่งพัฒนาเป็นรูปแบบใหม่จากศิลปะกรีกและโรมัน ศิลปะสมัยฟื้นฟูได้สร้างสรรค์ ทฤษฏี หลักการและเทคนิคทางศิลปะขึ้นมาใหม่ ได้แก่ หลักองค์ประกอบศิลปะ (COMPOSITION) หลักกายวิภาค (ANATOMY) หลักการเขียนภาพทัศนียวิทยา (PERSPECTIVE DRAWING) ไมเคิล แองเจลโล (MICHEL ANGELO) เลโอนาร์โด ดาวินซี (LEONARDO DA VINCI) ศิลปะสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา แพร่หลายออกไปจากประเทศอิตาลี สู่ประเทศต่าง ๆ ในทวีปยุโรปตะวันตกอย่างรวดเร็วและมีอิทธิพลต่อศิลปะในประเทศนั้น ๆ เป็นอย่างมาก ทำให้เกิดสกุลศิลปะและศิลปินที่สำคัญเป็นจำนวนมาก ผลงานอันยิ่งใหญ่และเป็นอัมตะเหล่านี้ เราอาจกล่าวได้ว่า มนุษย์ชาติเป็นหนี้บุญคุณบรรพชนสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาอยู่จนถึงปัจจุบัน 4. ยุคใหม่ (MODERN AGE : ค.ศ.1800 – ปัจจุบัน)
4.2 ศิลปะแบบโรแมนติก (ROMANTICISM)
4.3 ศิลปะแบบเรียลิสม์ (REALISM) 4.4 ศิลปะแบบอิมเพรสซันนิสม์ (IMPRESSIONISM) 4.5 ศิลปะแบบโพสต์ – อิมเพรสซันนิสม์ (POST - IMPRESSIONISM)
ศิลปะสมัยใหม่ในศตวรรษที่ 20 (พ.ศ.2443 – ปัจจุบัน)
|