|

ดนตรี ในประเทศไทยมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นดนตรีในราชสำนักหรือดนตรีของแต่ละภูมิภาค ซึ่งแต่เดิมนั้นวงดนตรีที่เกิดขึ้น ก็เกิดขึ้นเพราะต้องการที่จะใช้บรรเทาความเหนื่อยล้า ในการตรากตรำทำงานของคนไทยในชนบทแต่ละภูมิภาคเพื่อความสนุกสนานรื่นเริงในเทศกาลงานต่างๆ ดนตรีที่ใช้บรรเลงจะเป็นการบรรเลง ด้วยทำนองแบบง่ายๆ จังหวะสนุกสานเร้าใจ
ดนตรีพื้นเมืองในแต่ละวัฒนธรรมล้วนแล้วแต่มีความแตกต่างกันไปอันเนื่องมาจาก ภาษาที่ใช้พูด วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ การประกอบสัมมาอาชีพตลอดจนภูมิศาสตร์และภูมิอากาศก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดการแสดงในรูปแบบต่างๆ ประเทศไทยแบ่งเขตวัฒนธรรมทางดนตรีออกเป็น 4 เขตวัฒนธรรม 4 ภูมิภาค ได้แก่

 |
 |
| รำกลองยาว หรือ เถิดเทิง |
เต้นกำรำเคียว |
| ที่มา : http://thaidance11.blogspot.com/2012/07/ik-23209.html |


 |
 |
| ฟ้อนกิงกะหลา |
ฟ้อนสาวไหม |
| ที่มา : http://www.klongdigital.com/webboard3/27337.html |
ที่มา : http://nattapornpan.blogspot.com/ |

 |
 |
| เซิ้งสวิง |
เซิ้งตังหวาย |
| ที่มา : http://nattapornpan.blogspot.com/ |

 |
 |
| โนรา |
ลิเกป่า |
| ที่มา : http://nattapornpan.blogspot.com/ |
ซึ่งวัฒนธรรมทางดนตรีในแต่ละภูมิภาคจะมีรูปแบบของวัฒนธรรมดนตรีที่แตกต่างกันไปทั้งการบรรเลงและการขับร้อง ภาษาที่ใช้พูด วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ การประกอบสัมมาอาชีพตลอดจนภูมิศาสตร์และภูมิอากาศ ซึ่งเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของดนตรีภาคเหนือมีดังนี้
ลักษณะเด่นของดนตรีในแต่ละวัฒนธรรม
1. วัฒนธรรมทางดนตรีภาคเหนือ เนื่องจากภาคเหนือเป็นภาคที่มีคนไทยหลายเชื้อชาติอยู่ ทำให้เกิดการผสมผสานกันในเรื่องของศิลปวัฒนธรรม จนเป็นเอกลักษณ์ของภาคเหนือโดยเฉพาะ
1.1 เครื่องดนตรี ในยุคแรกจะเป็นเครื่องดนตรีประเภทตี ได้แก่ท่อนไม้กลวงที่ใช้ประกอบพิธีกรรมเกี่ยวกับภูตผีปีศาจ เจ้าป่าเจ้าเขา จากนั้นได้มีการพัฒนาโดยนำหนังสัตว์มาขึงที่ปากท่อนไม้กลวงไว้ กลายเป็นเครื่องดนตรีที่เรียกว่ากลองต่อมามีการพัฒนารูปแบบของกลองให้แตกต่างไป เช่นกลองที่ขึงด้วยหนังสัตว์ เพียงหน้าเดียวได้แก่ กลองยาว กลองแอว และกลองที่ขึงด้วยหนังสัตว์ทั้งสองหน้าได้แก่ กลองมองเซิง กลองสองหน้า กลองชัยมงคล และตะโพนมอญ นอกจากนี้ยังมีเครื่องตีที่ทำด้วยโลหะเช่น ฆ้อง ฉิ่ง แฉ่ง ฉาบ ส่วนเครื่องดนตรีประเภทเป่าได้แก่ ขลุ่ยเมือง ปี่แนน้อย ปี่แนใหญ่ และแคนน้ำเต้า เป็นต้น เครื่องสีได้แก่ ซะล้อ 2 สาย สะล้อ 3 สาย เป็นต้น เครื่องดีดได้แก่ พิณเป๊ยะ และซึง 3 ขนาด คือ ซึงน้อย ซึงกลาง ซึงใหญ่ การประสมวงได้นำเครื่องดนตรีประเภทต่างๆมา บรรเลงรวมกันเป็นวงต่างๆ เช่น วงสะล้อซอซึง วงกลองแอว วงกลองมองเซิง วงป้าดเมือง (ปี่พาทย์เมือง) เป็นต้น
1.2
วงดนตรี ได้แก่ วงสะล้อซอซึง วงกลองแอว วงกลองมองเซิง วงป้าดเมือง (ปี่พาทย์เมือง) วงกลองสะบัดชัย วงกลองเต่งทิ้ง วงปี่จุม 
1.3
ภาษาเนื้อร้อง ภาษาและเนื้อร้องที่ใช้ บทเพลงเป็นภาษาท้องถิ่นภาคเหนือ เช่น สิกจุ้งจา (ไกวชิงช้า ) กาด (ตลาด) หื้อ (ให้ ) เนื้อร้องมีเนื้อหาที่แตกต่างกันออกไป ทั้งเป็นการบวงสรวง บำบวง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ อวยชัยให้พร ไปจนถึงการเกี้ยวพาราสีในกลุ่มของหนุ่มสาว
1.4
สำเนียง สำเนียงที่ใช้จะเป็นสำเนียงของภาคเหนือ มีสำเนียงแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น มีสำเนียงที่ไพเราะอ่อนหวาน เนิบช้า ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของภาคเหนือ
1.5 องค์ประกอบบทเพลงพื้นบ้านภาคเหนือ มีจังหวะช้า ฟังสบาย มีการประสานเสียงระหว่างดนตรีและผู้ขับร้อง ฟังแล้วรู้สึกผ่อนคลายสบายใจ ซึ่งทำให้องค์ประกอบ บทเพลงของภาคเหนือ มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากภาคอื่น
2. วัฒนธรรมทางดนตรีภาคกลาง ประชาชนที่อยู่ในภาคกลางส่วนมากจะอาศัยอยู่ในพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำเลือกสวนไร่นา เป็นอาชีพหลัก วัฒนธรรมในการแสดงดนตรีก็จะออกมาในรูปแบบของการประกอบอาชีพ เช่น เพลงเรือ เพลงเกี่ยวข้าว การเล่นเต้นกำรำเคียว เป็นต้น
2.1
เครื่องดนตรี เครื่องดนตรีของภาคกลางจะเป็นเครื่องดนตรีไทยต่างๆที่ใช้อยู่ในราชสำนักและพื้นบ้านทั่วไป ได้แก่ ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฆ้องวง ตะโพน กลองทัด กลองยาว กลองรำมะนา ซอด้วง ซออู้ ซอสามสาย จะเข้ ฆ้องมอญ เปิงมาง ตะโพนมอญ เป็นต้น
2.2
วงดนตรี วงดนตรีพื้นบ้านภาคกลางได้แก่ วงปี่พาทย์ วงมโหรี วงเครื่องสาย วงกลองยาว ซึ่งมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันออกไป มีดังนี้
วงปี่พาทย์ จะใช้เครื่องดนตรีประเภทตีและเป่า บรรเลงประกอบพิธีกรรมและประกอบการแสดงโขนละคร
วงเครื่องสาย จะใช้เครื่องดนตรีประเภทเครื่องสีและดีดเป็นสำคัญ ใช้บรรเลงในงานมงคลทั่วไปเช่น งานทำบุญ งานแต่งาน เป็นต้น
วงมโหรี เป็นวงดนตรีที่มีการประสมวงระหว่างวงปี่พาทย์และวงเครื่องสาย ใช้บรรเลงในโอกาสต่างๆ เช่น บรรเลงขับกล่อม บรรเลงในงานบุญ งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น
วงกลองยาว เป็นวงดนตรีพื้นเมืองที่ได้อิทธิพลมาจากพม่า ในวงจะประกอบไปด้วย กลองยาว ฉิ่ง ฉาบ กรับ โหม่ง บางที่มีปี่ไปเป่าผสมวงด้วย ใช้บรรเลงในงานบุญ งานรื่นเริง เทศกาลต่างๆ เพื่อความสนุกสนาน
2.3 ภาษาและเนื้อร้อง ภาษาที่ใช้เป็นภาษาไทยท้องถิ่นของภาคกลาง เนื้อร้องในบทเพลงมีความหลากหลาย ได้มาจาก บทวรรณคดีเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือจะประพันธ์ขึ้นมาใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับงานพิธีนั้นๆ ก็ย่อมทำได้
2.4 สำเนียงขับร้อง สำเนียงที่ใช้เป็นสำเนียงภาคกลาง ซึ่งมีความแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น
2.5 องค์ประกอบของบทเพลง องค์ประกอบของบทเพลงพื้นบ้านภาคกลางมีลักษณะเด่นคือการใช้คำที่มีคำคล้องจอง มีจังหวะและทำนองที่สนุกสนานการประสานเสียงระหว่างดนตรี และการขับร้องมีความเหมาะสมกลมกลืนกันทำให้ผู้ฟังเกิดความเพลิดเพลินสนุกสนาน
3. วัฒนธรรมดนตรีทางภาคอีสาน วัฒนธรรมดนตรีในภาคอีสานนี้ แบ่งเขตวัฒนธรรมเป็นสองเขตได้แก่ อีสานเหนือ และอีสานใต้ ซึ่งมีวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกันบ้างแตกต่างกันบ้าง ซึ่งทำให้เกิดวัฒนธรรมทางดนตรีที่หลากหลาย น่าดูน่าชม
3.1 เครื่องดนตรีและวงดนตรี แบ่งออกได้ดังนี้
อีสานเหนือ ได้แก่ จังหวัดที่อยู่ทางตอนบนของภาค เช่น นครพนม สกลนคร ขอนแก่น นครราชสีมา เลย กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี เป็นต้น เครื่องดนตรีในเขตอีสานเหนือนี้ คือ โปงลาง พิณ แคน โหวด กลองหาง กลองอีสาน เป็นต้น วงดนตรีจะได้แก่ วงโปงลาง วงมโหรีอีสาน เป็นต้น
อีสานใต้ ได้แก่ จังหวัดศรีษะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ เป็นเขตวัฒนธรรมที่ได้รับ อิทธิพลมาจากเขมร เครื่องดนตรีจะได้แก่ ซอกันตรึม กระจับปี่ จะเข้ ซอตรัวเอก ซอ กระดองเต่า ปี่น้ำเต้า เป็นต้น วงกันตรึม วงมโหรีเขมร เป็นต้น
3.2 สำเนียงและภาษา ภาษาที่ใช้จะเป็นภาษาท้องถิ่นในภาคอีสานเหนือและภาคอีสานใต้ เรื่องของสำเนียงภาษาถ้าเป็นอีสานเหนือจะมีสำเนียงไปทางประเทศลาว เนื่องจากมีอาณาเขตติดต่อกับประเทศลาว ถ้าเป็นอีสานใต้ จะมีสำเนียงไปทางเขมร เนื่องจากมีอาณาเขตใกล้กับประเทศกัมพูชา
3.3 องค์ประกอบของบทเพลง บทเพลงพื้นบ้านอีสาน มีลักษณะเรียบง่าย มีจังหวะทำนองที่สนุกสนานเร้าใจ ให้ความสนุกสนานแก่ผู้ฟัง มีการประสานเสียงระหว่างผู้บรรเลงและผู้ขับร้อง ดนตรีในทางภาคอีสานจะเน้นไปในด้านความสนุกสนาน
4. วัฒนธรรมดนตรีทางภาคใต้ ประชาชนในภาคนี้จะอาศัยอยู่ริมชายฝั่งทะเล มีอาชีพประมง ทำเหมืองแร่ ทำสวนยาง เป็นต้น วัฒนธรรมดนตรีจะมีแบบวัฒนธรรมภาคใต้ตอนบน และ วัฒนธรรมไทยมุสลิม
4.1 เครื่องดนตรี เครื่องดนตรีพื้นบ้านภาคใต้ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องตี และเครื่องเป่าซึ่งมีลักษณะเรียบง่ายมีการประดิษฐ์เครื่องดนตรีจากวัสดุใกล้ตัว ซึ่งสันนิษฐานว่าดนตรีพื้นบ้านภาคใต้ น่าจะมาจากพวกเงาะป่าซาไก ที่ใช้ไม้ไผ่ลำขนาดต่างๆ มาตัดออกเป็นท่อนสั้นบ้างยาวบ้างแล้วตัดปากของกระบอกไม้ไผ่ ให้ตรงหรือเฉียงพร้อมกับหุ้มด้วยใบไม้หรือกาบต้นพืช ใช้ตีประการขับร้องและเต้นรำต่อมาได้พัฒนามาเป็นเครื่องดนตรี เช่น แตร กรับ กลอง ต่างๆ เป็นต้น เครื่องดนตรีพื้นบ้านภาคใต้ เช่น กลองรำมะนา กลองชาตรี หรือกลองตุ๊ก ใช้บรรเลงประกอบการแสดงโนราชาตรี ปี่ไฉน ปี่กาหลอ โทน หรือทับ เป็นต้น
4.2 วงดนตรี วงดนตรีพื้นบ้านภาคใต้ ใช้บรรเลงประกอบการแสดง ในงานต่างๆ มีดังนี้
- วงดนตรีหนังตะลุง ใช้ประกอบการแสดงหนังตะลุง 
- วงดนตรีกาหลอ ใช้บรรเลงในงานศพและงานบวชที่ไม่คิดสึก
- วงดนตรีโนรา ใช้บรรเลงประกอบการแสดงโนรา
- วงดนตรีรองเง็ง ใช้บรรเลงประกอบการแสดงรองเง็ง
4.3 ภาษาที่ใช้ เป็นภาษาท้องถิ่น ภาษายาวีและภาษามาลายู เนื้อร้องของบทเพลงมีหลากหลาย ใช้คำไม่ยืดเยื้อ มีทั้งการโต้ตอบซักถามเรื่องราว การเกี้ยวพาราสี การบอกข่าวสาร มีเนื้อหาที่สนุกสนานและใช้ร้องประกอบการละเล่นต่างๆ เช่น เพลงเรือ มีการร้องโต้ตอบในเชิงเกี้ยวกันระหว่างหนุ่มสาว เพลงบอก ใช้ร้องบอกข่าวสารต่างๆ หรือร้องเพื่อเชิญชวน โฆษณา ต่างๆ
4.4 สำเนียง สำเนียงที่ใช้จะมีสำเนียงทางภาคใต้ มีสำเนียงห้าวและห้วนในภาคใต้ตอนล่าง มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศมาเลเซียจึงทำให้มีสำเนียงของมาเลเซียปนอยู่ด้วย
4.5 องค์ประกอบของบทเพลง บทเพลงพื้นบ้านภาคใต้ ส่วนใหญ่จะมีจังหวะและทำนองที่หนักแน่นคึกตัก ให้ความรู้สึกสนุกสนานการขับร้องและบรรเลงดนตรี มีการประสานเสียงได้อย่างสอดคล้องและเหมาะสม

1. อารมณ์และความรู้สึกที่ได้จากดนตรีในวัฒนธรรมภาคกลาง
ดนตรีพื้นบ้านภาคกลาง เป็นภาคที่คนในท้องถิ่นส่วนใหญ่ประกอบออาชีพเกษตรกรรมจึงเกิดดนตรีที่สร้างสรรค์ขึ้น เพื่อความผ่อนคลายและเกิดวงดนตรีที่ใช้ในงานต่างๆ ขึ้นมากมาย ทำให้สมารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกทางวัฒนธรรมของภาคกลางได้ชัดเจน คือ คนภาคกลางรักความสนุกสนานมีการจัดงานรื่นเริงต่างๆ อารมณ์ของบทเพลงที่ถ่ายทอดออกมาจึงมีความสนุกสนานแก่ผู้ฟังแต่ก็มีการบรรเลงดนตรีที่เศร้าโศกโศกด้วยเช่น การบรรเลงวงกลองยาว ในงานบุญกฐิน ผ้าป่า บวชนาค การบรรเลงวงปี่พาทย์ไม้แข็งประกอบการแสดงโขน ละคร ทำให้เกิดความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์ การบรรเลงปี่พาทย์มอญ ในงานศพ เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศที่เศร้าโศก เป็นต้น
2. อารมณ์และความรู้สึกที่ได้จากดนตรีในวัฒนธรรมภาคอีสาน
ลักษณะดนตรีภาคอีสานมีความสนุกสนาน มีจังหวะทำนองที่เร้าใจถ่ายทอดให้เห็นถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมและประเพณีที่เรียบง่ายของคนในท้องถิ่น เช่น การบรรเลงดนตรีประกอบการแสดงเซิ้งบั้งไฟ มีจังหวะที่สนุกสนาน ให้ผู้ฟังรู้สึกสนุกสนานในการแสดง การบรรเลงวงกันตรึมประกอบการแสดงการร้องเพลงกันตรึม มีจังหวะและทำนองที่เร้าใจถ่ายทอดความรู้สึกสนุกสนานให้ผู้ฟังเกิดอารมณ์คล้อยตามไปกับดนตรี
3. อารมณ์และความรู้สึกที่ได้จากดนตรีในวัฒนธรรมภาคใต้
มีลักษณะพื้นบ้านที่โดดเด่นคือ มีจังหวะและทำนองที่คึกคักหนักแน่น สะท้อนถึงลักษณะของคนภาคใต้ มีลักษณะดนตรีที่หลากหลายให้ความสนุกสนาน ครื้นเครงแก่ผู้ฟัง เพราะว่าการแสดงดนตรีส่วนใหญ่ จะใช้เครื่องตีและเป่า มีทั้งบรรเลงประการแสดงท้องถิ่น แสดงถึงวัฒนธรรมของชาวใต้ เช่น การบรรเลงดนตรีประกอบระบำตารีกีปัส มีจังหวะและทำนองที่สนุกสนาน ให้ความรู้สึกสนุกสนาน ผ่อนคลายหรือการบรรเลงวงดนตรีหนังตะลุง ทำให้ผู้ฟังสนุกสนานกับการแสดงและความรู้สึกอารมณ์ของหนังตะลุง เป็นต้น ดนตรีพื้นบ้านภาคใต้จึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ถ่ายทอดความรู้สึกอารมณ์ที่เข้มแข็ง หนักแน่น ตามอุปนิสัยและวิถีชีวิตของคนใต้

| ดนตรีพื้นบ้านไทยทั้ง 4 ภูมิภาค ในแต่ละภาคจะมีวัฒนธรรมทางด้านตรีที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ อาชีพ ภูมิประเทศและภูมิอากาศ ซึ่งแต่ละภาคต่างก็มีวัฒนธรรมทางดนตรีท่าน่าสนใจและมีความเป็นมาที่ยาวนาน |
|
|

| ประเทศไทยแบ่งภูมิภาคต่างๆออกเป็น 4 ภูมิภาค คือภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) ในภาคอีสานนี้จะแบ่งเขตวัฒนธรรมออกเป็นสองเขตได้แก่ ดินแดนอีสานเหนือและอีสานใต้ ซึ่งอีสานเหนือจะมีวัฒนธรรมที่ได้รับมาจากประเทศลาวหรือในสมัยก่อนเราเรียกว่าล้านช้าง ส่วนอีสานใต้รับวัฒนธรรมมาจากเขมร ซึ่งในปัจจุบันคือประเทศกัมพูชานั่นเอง |
|
|
|