<< Go Back

แนวคิดสำคัญ/แนวคิดหลัก
                 การเล่นกีฬาไทยและนันทนาการเป็นการผ่อนคลายความเครียด เสริมสร้างพลังกายให้แข็งแรง มีระเบียบวินัย ยอมรับกฎเกณฑ์ของสังคม
เนื้อหาสาระ

                   เป็นการละเล่นที่มีในกลุ่มสังคมท้องถิ่น ในอดีตมีกีฬาพื้นบ้านต่างๆ ให้เล่นมากมายตั้งแต่รุ่นก่อนๆ จนกระทั่งถึงรุ่นปัจจุบันก็ยังมีให้เห็นอยู่ซึ่งแต่ก็น้อยกว่าในสมัยก่อนมาก เพราะสมัยปัจจุบันมีเทคโนโลยีเข้ามามากจึงทำให้คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยได้เล่นกันนัก กิจกรรมการเล่นของสังคม เป็นกิจกรรมนันทนาการ หนึ่งซึ่งได้รับการยอมรับร่วมกันในสังคม โดยมีรากฐานมาจากความเป็นจริงแห่งวิถีชีวิตของชุมชนที่มีการประพฤติปฏิบัติสืบทอดกันมาจากอดีตสู่ปัจจุบัน การละเล่นแสดงออกด้วยการเคลื่อนไหวกริยาอาการเป็นหลัก อาจมีดนตรี การขับร้องหรือการฟ้อนรำประกอบการเล่น มีจุดมุ่งหมาย เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินในโอกาสต่าง ๆ การละเล่นบางชนิดได้รับการถ่ายทอดสืบสานต่อกันมา และปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อพัฒนารูปแบบอย่างต่อเนื่อง จนมีลักษณะเฉพาะถิ่นดังนี้ การละเล่นพื้นบ้านจึงเป็นผลิตผลอันเกิดจากความคิดและจินตนาการของมนุษย์ย่อมสะท้อนถึงโลกทัศน์ ภูมิธรรมและจิตวิญญาณของบรรพชนในท้องถิ่นที่ได้ถูกหล่อหลอมจนตกผลึกเป็นภูมิปัญญาอันทรงคุณค่า และได้กลายเป็นมรดกวัฒนธรรมของท้องถิ่นและของประเทศชาติการละเล่นนับว่ามีความสัมพันธ์กับชีวิตมนุษย์มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการละเล่นของเด็กและของผู้ใหญ่ล้วนแสดงออกถึงสภาพชีวิต ความเป็นอยู่ 
         ขนบธรรมเนียมประเพณี ค่านิยมและความเชื่อของสังคมนั้น ๆ ทั้งยังก่อคุณค่าแก่ผู้เล่นและผู้เฝ้าดู ในด้านการผ่อนคลายอารมณ์ ความเครียด เสริมสร้างพลังกายให้แข็งแรง ฝึกความคิด ความเข้าใจ การแก้ปัญหานอกจากนี้ยังก่อให้เกิดระเบียบวินัย เกิดการยอมรับกฎเกณฑ์ของสังคม สรรค์สร้างความเป็นกับญาติมิตรขึ้นในชุมชน ทำให้สังคมเกิดความเข้มแข็งจนก่อเป็นความดีงามอันเป็นเป้าหมายสูงสุดแห่งชีวิต  การละเล่นของไทยไม่สามารถลำดับให้เห็นพัฒนาการตามกาลเวลาได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้เนื่องจากการละเล่นส่วนใหญ่เป็นกระบวนการถ่ายทอดด้วยการปฏิบัติ มิใช่ตำรา จึงขาดการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรที่จะใช้เป็นข้อมูลในการสร้างลำดับอายุสมัย ของการละเล่นแต่ละอย่างได้ยิ่งไปกว่านั้น การละเล่นของไทยส่วนใหญ่มีลักษณะของการพัฒนาตนเองและค่อยเป็นค่อยไป เพราะจดจำสืบต่อกันมาจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง (ร.อ.หญิงปรียา หิรัญประดิษฐ์ ๒๕๓๓ : ๑๕) และโดยเหตุที่การละเล่นเกิดขึ้นมายาวนานและปรากฎอยู่ทั่วไปในท้องถิ่นต่าง ๆ โดยทั่วไป เช่นนี้ทำให้เกิดความหลากหลายของการละเล่นพื้นบ้าน มีทั้งลักษณะร่วม และลักษณะที่แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น อย่างไรก็ดีสิ่งที่ตรงกันในทุกท้องถิ่นก็คือมีการละเล่นพื้นบ้าน ทั้งที่เป็นของเด็กและของผู้ใหญ่

    ผู้เล่น
                เดี่ยว แต่ละทีมส่งได้ไม่เกิน 2 คน
    อุปกรณ์
                1. ระยะทาง 30 เมตร หรือวิ่งอ้อมหลักก็ได้
                2. ลูกมะพร้าวผ่าครึ่งทั้งเปลือก เพื่อป้องกันการแตกชำรุด เจาะรูร้อยเชือกและตัดส่วนผ่าศูนย์กลางกว้างไม่เกิน4 นิ้ว 
                    เพื่อเป็นที่วางเท้าหรือคีบสายเชือก
                3. ความยาวของเชือกเมื่อผูกปมกะลาแล้วให้มีความยาวสูงถึงอกของนักกีฬา
    วิธีเล่น
                1. ให้นักกีฬายืนบนกะลา จับเชือก ยืนหลังเส้นเตรียมพร้อมที่จะแข่งขัน
                2. เมื่อได้ยินสัญญาณจากกรรมการ ให้เดินหรือวิ่งให้ถึงเส้นชัย
    กติกา
                1. ผู้เล่นคนใดตกจากกะลาหรือเชือกหลุด ขาด ต้องออกจากการแข่งขัน
                2. ให้มีกรรมการตัดสิน 1 คน ทำหน้าที่ควบคุมการเล่น และตัดสินผลการแข่งขัน

    ผู้เล่น
                แยกเพศชาย หญิง ประเภทเดี่ยว ทำการแข่งขันประกอบด้วยผู้เล่นจำนวน 4 ทีม
    อุปกรณ์การเล่น
                1. เชือกขนาด 1 นิ้ว ผูกชายออก 4 เส้น ทำเป็นห่วงสำหรับสวมที่เอวของผู้แข่งขัน ยาว 3 เมตร
                2. ธงเล็กๆ พร้อมกับปัก จำนวน 4 ธง ห่างจากธง 2 เมตร
    วิธีเล่น
               1. ให้ผู้เล่นทั้ง 4 คน ไปยืนที่จุดและสวมห่วงที่เอว ด้านละ 1 คน ให้ผู้เล่นหันหน้าไปที่ธงปักไว้ ต่างคนต่างคุกเข่าลง
                   หรือคลานโน้มตัวไปข้างหน้าพอให้เชือกตึง อนุญาตให้ใช้มือจับเชือกได้ 1 ข้างเท่านั้น เพื่อป้องกันเชือกหลุด
                2. เมื่อได้ยินเสียงสัญญาณเริ่มเล่น ให้ผู้เล่นออกแรงดึงโดยใช้ท้องดึงเชือก พยายามคลานออกไปจับธงให้ได้
                3. ผู้เล่นคนใดคว้าธงได้ก่อนเป็นผู้ชนะ
  กติกา
                1. ให้เชือกอยู่ในระดับเอวเท่านั้น และจะใช้ท่าใดก็ได้
                2. ใช้มือจับเชือกที่เอวได้ด้วยมือข้างเดียว ถ้าใช้ 2 มือ จับจะถือว่าแพ้
                3. มีกรรมการทำหน้าที่ควบคุมการเล่นและตัดสิน อย่างน้อย 1 คน


    ผู้เล่น
         ผู้เล่นได้ทุกเพศทุกวัย
    อุปกรณ์การเล่น
         กระสอบข้าวขนาดใหญ่ เท่ากับจำนวนผู้เล่น สนามเล่นระยะทางวิ่ง 30 เมตร
    วิธีการเล่น
         1. วางกระสอบไว้หลังเส้นเริ่ม ผู้เล่นยืนเตรียมพร้อมในท่าตรง
         2. เมื่อได้ยินสัญญาณเริ่มเล่น ให้ผู้เล่นทุกคนรีบสวมกระสอบแข่งขัน มือจับที่ปากกระสอบแล้วให้วิ่งหรือกระโดด
            ไปที่เส้นชัย
         3. ผู้เล่นคนใดถึงเส้นชัยก่อนเป็นผู้ชนะ
         4. บางครั้งอาจจะเป็นการแข่งขันวิ่งอ้อมหลักวิ่งกลับเข้าเส้นชัยที่เส้นเริ่มต้นก็ได้
    กติกา
         1. ผู้เล่นจะต้องสวมกระสอบอยู่ตลอดเวลา โดยวิ่งหรือกระโดดภายในกระสอบ
         2. ถ้ากระสอบหลุดจากมือ จะต้องหยุดแล้วให้ดึงกระสอบขึ้นโดยเร็ว แต่ต้องไม่ให้เท้าหลุดจากกระสอบ
         3. ผู้เล่นถึงเส้นชัยก่อนเป็นผู้ชนะและหากมีการฝ่าฝืนจะถือว่าแพ้

    ผู้เล่น
           สามารถเล่นได้ทุกเพศทุกวัย
    อุปกรณ์
           1. ไม้ไผ่มีกิ่งหรือขั้นสำหรับใช้เท้าเหยียบได้ สูงจากพื้น 30 เซนติเมตร
           2. ความสูงของไม้ไผ่จากกิ่งไผ่หรือที่เท้าใช้เหยียบสูงขึ้นมาเท่ากับศีรษะของนักกีฬา หรือ 1.70 เมตร รวมไม้ไผ่
               ยาวทั้งสิ้น 2 เมตร จำนวน 1 คู่ (ห้ามใช้ไม้ทำการเจาะรูหรือใช้ไม้อื่น เป็นที่เหยียบหรือวางเท้าโดยเด็ดขาด)
     วิธีเล่น
           1. ผู้เล่นถือไม้ทั้งคู่ ยืนที่พื้นเตรียมพร้อมที่หลังเส้นเริ่ม
           2. เมื่อได้ยินสัญญาณเล่นให้ทุกคนขึ้นเหยียบกิ่งไม้ หรือขึ้นที่กิ่งยื่นออกมา มือทั้งสองจับไม้ให้มั่นและแข่งกันไป
               ยังเส้นชัย
           3. ผู้เล่นคนใดไปถึงเส้นชัยก่อนเป็นผู้ชนะ
    กติกา
           1. ขาโถเก้าจะต้องมีขนาดและความสูงตามกติกา
           2. ขณะเดิน ผู้เล่นคนใดตกจากไม้ระหว่างทางจะถือว่าแพ้ต้องออกจากการแข่งขัน
           3. ให้มีกรรมการผู้ตัดสิน และควบคุมการเล่นอย่างน้อย 1 คน

    ผู้เล่น
           เล่นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทุกเพศทุกวัย
    อุปกรณ์
           ไม่มี
    วิธีเล่น
           1. ให้ผู้เล่นนั่งยองๆ ภายในวงกลมเอาแขนทั้งทั้งสองข้าง สอดจับมือกันไว้ที่ใต้ขาพับให้แน่น
           2. เมื่อได้ยินสัญญาณเริ่มเล่น ให้ผู้เล่นแต่ละคนชนคู่ต่อสู้โดยใช้ด้านข้างลำตัวฝ่ายใดล้มหรือมือหลุดจากกันหรือลุกขึ้น
               ยืนหัวเข่าเกินฉาก หรือ 90 องศา ถือว่าแพ้ต้องออกจากการแข่งขัน
           3. ผู้ใดสามารถชนคนอื่นให้ล้มลงหรือมือหลุด   จนเหลือเพียงคนเดียวคนนั้นถือเป็นผู้ชนะ
    กติกา
           1. ผู้เล่นที่ถูกชนล้มลงหรือมือหลุดถือว่าตาย ต้องออกจากการแข่งขัน
           2. ผู้เล่นต้องอยู่ภายในเขตวงกลมที่กำหนดให้ ถ้าออกนอกเขตถือว่าตายต้องออกจากการแข่งขัน
           3. ในการแข่งขันมีกรรมการตัดสินและควบคุมการเล่นอย่างน้อย 1 คน

   ผู้เล่น
            สามารถเล่นได้ทุกเพศทุกวัย
    อุปกรณ์
            ใช้ผ้าพอประมาณในการใช้เป็นหาง
    วิธีการเล่น
            1. ให้ผู้เล่นทุกคนใส่หางห้อยออกมา ยาว 30 เซนติเมตร แล้วให้อยู่ในวงกลม
            2. เมื่อได้ยินสัญญาณเริ่มเล่นให้พยายามหลบหลีกเพื่อรักษาหางของตนเอง   และพยายามวิ่งไปแย่งหางของผู้เล่นคนอื่นๆ
            3. คนเล่นคนใดเหลือหางคนสุดท้ายเป็นผู้ชนะ หรือหมดเวลาที่กำหนดกรรมการจะหยุดการแข่งขัน
    กติกา
            1. ผู้เล่นคนใดถูกแย่งหางหลุดออกจากขอบกางเกงแล้วถือว่าตาย ต้องออกจากการแข่งขันทันที และห้ามแย่งหางคนอื่น 
                ขณะเดินออก
            2. การแข่งขันหากยุติลงให้กรรมการนับคะแนน ดังนี้
                2.1 ใครรักษาหางไว้ได้ ตลอดการแข่งขันได้เท่ากับ 2 คะแนน
                2.2 ใครรักษาหางตนเองไว้ได้และแย่งหางได้มากกว่าเป็นผู้ชนะ
                2.3 หางที่แย่งมาได้มีค่าหางๆ ละ 1 คะแนน
               2.4 นักกีฬาที่ออกจากการแข่งขันแล้ว ถ้ามีการแย่งหางได้ก็ให้นับคะแนนด้วย อาจจะเป็นผู้ชนะได้เมื่อหมดเวลา
                      การแข่งขัน
           3. นักกีฬาคนใดได้คะแนนมากที่สุดเป็นผู้ชนะ
           4. หากมีคะแนนเท่ากันต้องถือว่าคนที่มีหางหรือรักษาหางไว้ได้เป็นผู้ชนะ
           5. ถ้าผู้รักษาหางไว้ได้มีคะแนนเท่ากัน ให้แข่งขันกันต่อไปจนกว่าจะหาผู้ชนะได้เป็นที่สิ้นสุด


    ผู้เล่น
           สามารถเล่นได้ทุกเพศทุกวัย
    อุปกรณ์
           ปีบที่เปิดฝาบนไว้ ให้เพียงพอกับการแข่งขัน ป้ายปักและเทปวัด
  วิธีการเล่น
           1. นักกีฬาติดหมายเลขลงทำการแข่งขัน โดยให้เตะปีบ จำนวน 2 ครั้ง หรือ 2 ลูก โดยวัดเอาลูกทีไกลที่สุดเป็นสถิติ
                เข้ารอบในรอบชิงชนะเลิศ จะไม่เอาสถิติรอบคัดเลือกไปเกี่ยวข้อง
           2. ทำการแข่งขันคัดเลือกเข้ารอบชิงชนะเลิศ จำนวน 5 คน ของแต่ละรุ่นโดยให้เตะคนละ 2 ครั้ง
           3. ผู้เล่นคนใดเตะได้ไกลที่สุด ด้วยวิธีการใดก็ได้เป็นผู้ชนะแต่ละรุ่น
    กติกา
           1. ปีบต้องมีความหนาหรือมีน้ำหนักเท่ากัน
           2. ต้องไม่เป็นปีบแตกหรือบุบ บู้บี้ จนเกินไป ให้อยู่ในดุลพินิจของกรรมการผู้ตัดสิน
           3. การเตะไปครั้งแรกให้ปักป้ายสัญลักษณ์ไว้ก่อน เมื่อเตะไปครั้งที่ 2 แล้วดูว่า ครั้งไหนไกลกว่ากัน ให้วัดครั้งที่ไกล
               ที่สุด ครั้งเดียวเป็นสถิติ
           4. มีกรรมการผู้ตัดสินอย่างน้อย 2 คน

    ผู้เล่น
            เล่นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่   ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป
    อุปกรณ์
            1. นวม
            2. ไม้หมากหรือเสากลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 6-7 นิ้ว มีความยาว 3-4 เมตร
    วิธีการเล่น
            1. เล่นครั้งละ 2 คน สวมนวมทั้ง 2 ข้าง ปีนขึ้นไปนั่งคร่อมลักษณะขี่ม้าบนเสาไม้พาด ให้แต่ละคนนั่งห่างจากจุดกลาง
                ของเสาไม้พาด ประมาณ 1 เมตร หันหน้าเข้าหากัน และพยายามนั่งทรงตัวอยู่บนเสาไม้พาดให้ได้
            2. กรรมการจะให้สัญญาณเริ่มเล่น ผู้เล่นทั้ง 2 คน จะต้องเขยิบเข้าหากันแล้วต่างชกต่อยกัน เช่นเดียวกับการชกมวย
               โดยทั่วไป   เพื่อทำให้คู่ต่อสู้ตกจากไม้พาด
            3. ผู้เล่นคนใดสามารถชกต่อยให้อีกฝ่ายหนึ่ง   ตกลงจากเสาไม้พาดได้ถือว่าเป็นผู้ชนะ ในครั้งเดียว
            4. รอบรองชนะเลิศหรือรอบ 4 คนสุดท้าย ให้ทำการแข่งขัน ชกเอาผลการแข่งขัน 2 ใน 3 ยก จนถึงรอบชิงชนะเลิศ

    ผู้เล่น
           ทีมๆละ 3คน ส่งเข้าแข่งขันได้ชุมชนละไม่เกิน จำนวน 2ทีม
    อุปกรณ์
           ไม่ใช้
    วิธีการเล่น
           1. ผู้เล่นแต่ละทีมต้องไปยืนอยู่หลังเส้นเริ่ม ให้ผู้เล่น 2คน จับมือกันคนละข้าง คนหนึ่งใช้มือซ้าย และอีกคนหนึ่ง
              ใช้มือขวา หันหน้าไปทางเส้นชัย เป็นเกวียน อีกคนเป็นคนขี่โดยใช้ขาข้างใดก็ได้ที่ถนัดก้าวพาดแขนของเกวียน
              ให้ยืนด้วยขาข้างเดียว มือทั้ง 2 จับที่บ่าของเพื่อนทั้ง 2 คน
           2. เริ่มเล่นโดยผู้ตัดสินให้สัญญาณทุกทีมก็เริ่มออกวิ่งตามไปเพียงขาข้างเดียว ตลอดเส้นทางทีมใดไปถึงเส้นชัยก่อน
                เป็นผู้ชนะ
           3. ถ้ามีทีมใดมือหลุดจากกันหรือล้ม ถือว่าเป็นผู้แพ้
    กติกา
           1. ต้องให้คนขี่ ขี่ให้เรียบร้อยก่อนเกวียนจึงจะออกวิ่งได้
           2. คนขี่ไม่วิ่งหรือถูกลากไปถือว่าแพ้
           3. การแพ้ชนะเป็นหน้าที่ของผู้ตัดสินอย่างน้อย 1 คน
           4. นักกีฬาหากมีทีมเข้าแข่งขันจำนวนมากจะมีรอบคัดเลือก
    ผู้เล่น
            สามารถเล่นได้ทุกเพศทุกวัย โดยแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย มีผู้เล่นจำนวน 10 คน แบ่งเป็น ชาย 5 คน หญิง 5 คน หรือมีผู้ชายได้ไม่เกิน 5 คน ยืน วิ่ง สลับกันชายหญิง
    อุปกรณ์
            1. ใช้ผ้าขนหนูเล็ก จำนวน 2 ผืน
            2. เสาหลักขนาดเท่าเสาเรือน 2 เสา ห่างกัน 10 เมตร
    วิธีการเล่น
            1. ผู้เล่นทั้ง 2 ทีม ต้องยืนเป็นแถวเรียงหนึ่งอยู่ด้านหลังของเสาฝ่ายละต้น เยื้องมาทางด้านขวาของเสาเล็กน้อยหันหน้า
                เข้าหากัน
            2. เมื่อกรรมการให้สัญญาณเริ่มเล่น ให้ผู้เล่นคนแรกของทั้งสองฝ่ายออกวิ่งมายังเสาของฝ่ายตรงข้าม แล้ววิ่งอ้อมเสา
                ทางซ้ายมือ วิ่งกลับมายังเสาเดิมของตนเอง
            3. พอวิ่งมาถึงเสาของตน ก็ส่งผ้าให้ผู้เล่นคนต่อไป ส่งกันเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไล่ใช้ผ้าตีทีมตรงข้ามได้ เมื่อส่ง
                ผ้าให้เพื่อนแล้ววิ่งต่อท้ายแถว
            4. ต่างฝ่ายต่างวิ่งให้เร็วที่สุด จะวิ่งกี่รอบก็ได้จนกว่าทีมใดใช้ผ้าตีฝ่ายตรงข้ามได้ จึงเป็นฝ่ายชนะ
            5. ขณะฝ่ายตรงข้ามกำลังวิ่งผ่านเสาของเราให้ยืนห่างจากเสาให้วิ่งผ่านไป ระยะห่าง 1.5 เมตร แล้วจึงขยับไปรอรับ
                ผ้าด้านหลังเสาเท่านั้น
    กติกา
            1. ผู้เล่นแต่ละฝ่ายต้องละฝ่ายต้องรับผ้าในแนวหลังของเสานั้น จะรับหน้าเสาไม่ได้
            2. หากผ้าตกขณะส่งรับ ให้ผู้ส่งเก็บส่งให้แล้วเสร็จ หรือถือวิ่งแล้วตกก็ให้เก็บวิ่งต่อไปได้ด้วยตนเอง
            3. การรับส่งผ้าต้องมือต่อมือเท่านั้น
            4. ผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามต้องไม่ขวางทางวิ่ง คู่ต่อสู้
            5. ผู้เข้าแข่งขันฝ่าฝืนกติกาจะถือว่าแพ้

   

ผู้เล่น
          ทีมละ 10 คน ชาย 5 คน หญิง 5 คน หรือ มีผู้ชายได้ไม่เกิน 5 คน หมายถึง หญิงมีมากกว่า 5 คน ได้แต่นักกีฬาชายต้องลดลงตามสัดส่วน รวมแล้วไม่เกิน 10 คน สามารถเปลี่ยนผู้เล่นได้ทุกครั้ง ก่อนการแข่งขัน ไม่อนุญาตให้เปลี่ยนระหว่างทำการแข่งขัน ยืนสลับชายและหญิงจนครบ 10 คน
    อุปกรณ์
          1. เสาหลักสูงท่วมศีรษะผู้เล่น 2 เสา
          2. กระสอบขนาดใหญ่บรรจุ 10 กิโลกรัม 2 ใบ
    วิธีการเล่น
          1. ผู้เล่นคนแรกแต่ละฝ่ายต้องยืนอยู่หลังเส้นเริ่ม คนอื่นยืนตรงเส้นที่กำหนดให้ห่างจากเสาระยะห่าง 1.5 เมตร หันหน้า
              เข้าหากัน
          2. กรรมการให้สัญญาณ ผู้เล่นคนแรกของทั้ง 2 ฝ่ายออกวิ่งโดยสวมกระสอบมือจับปากกระสอบวิ่งโดยเร็วไปยังเสา
              ตรงข้าม แล้ววิ่งอ้อมเสาทางด้านซ้ายมือของตน แล้ววิ่งอ้อมเสากลับมายังเสาของตน ให้รีบถอดกระสอบโดยเร็ว
              แล้วให้คนที่รอเล่นคนต่อไปรับสวนกระสอบแทนวิ่งไล่แตะฝ่ายตรงข้ามให้ได้ก็จะเป็นฝ่ายชนะ   ใช้เกมเดียวเป็น
              การตัดสิน ยกเว้นรอบชิงชนะเลิศจะใช้กติกา 2 ใน 3



 

   ผู้เล่น
           หนึ่งทีมมีผู้เล่น 10 คน แยกเป็นเพศชาย 5 คน เพศหญิง 5 คน หรือให้มีผู้ชายได้ไม่เกิน 5 คน
    อุปกรณ์
           เชือกเส้นโตยาว 20 เมตร
  วิธีการเล่น   
          1. การเล่นให้ผู้เล่นจับอยู่ในบริเวณที่กำหนดห้ามจับเชือกเกินเขตให้รวมนักกีฬา 10 คน
          2. เมื่อกรรมการให้สัญญาณเริ่มเล่น ผู้เล่นทั้ง 2 ทีม ดึงเชือกให้เครื่องหมายของฝ่ายตรงข้ามเข้ามาถึงเขตของตน ถือว่า
              เป็นฝ่ายชนะ
    กติกา
          1. การแข่งขันรอบคัดเลือก   ใช้การแข่งขันครั้งเดียว ผู้ชนะเข้ารอบต่อไป
          2. รอบ 4 ทีมสุดท้าย ใช้ผลการแข่งขัน 3 ใน 3 เกม ทีมใดชนะเข้ารอบชิงชนะเลิศ
          3. การแข่งขันจะต้องแข่งขันพร้อมกันทุกทีมในรอบนี้
          4. อนุญาตให้มีผู้ฝึกสอนเข้าได้ 1 คน เท่านั้น
          5. หากทีมใดทำผิดกติกาถือว่าแพ้
          6. การตัดสินให้อยู่ในการควบคุมของกรรมการเท่านั้น

    ผู้เล่น
           ให้แต่ละทีมส่งผู้เล่นหรือแข่งขันได้ทีมละไม่เกิน 2 คน
    อุปกรณ์
           1. ลูกสะบ้าทอย คนละ 3 ลูก
           2. ลูกสะบ้าตั้ง คนละ 2 ลูก
           3. ลูกสะบ้าตั้งห่างกัน 7 เซนติเมตร
           4. สะทอยตั้งห่างกัน 10 เมตร
    วิธีการเล่น
           1. ผู้เล่นทั้ง 2 ฝ่ายใครชนะการเสี่ยงให้เลือกเล่นก่อนหลัง ผู้เล่นจะถือลูกสะบ้าคนละ 3 คน แล้วไปยืนอยู่หลังเส้นเริ่ม
                หรือหลังสะบ้าตั้งหันหน้าเข้าหากัน
            2. ผู้เริ่มเล่นก่อนให้โยนให้ถูกสะบ้าตั้งของคู่แข่งขันให้ล้ม 1 ลูกเท่านั้น แล้วโยนโต้กลับไปกลับมา ผลแพ้ชนะ อยู่ที่ว่า
                ใครหมดก่อนกัน โดยโยนแล้วไม่ถูกลูกสะบ้าตั้งถือว่าแพ้ 1 กระดาน
           3. ต่อไปเริ่มเล่นโดยแบ่งลูกสะบ้ากันใหม่อีกคนละ 3 ลูกเท่าเดิม ฝ่ายตรงข้ามที่ไม่ได้เล่นก่อน เรียกว่ากระด้านแก้โยน
              โต้กลับไปมาจนกว่าจะรู้แพ้รู้ชนะกันหากใช้ผลการชนะ 2 ใน 3 เกม ทีมใดชนะ 2 กระดาน ให้เข้าแข่งขันรอบต่อไป
    กติกา
           1. ผู้เล่นแต่ละคนต้องยืนทอยหลังเส้นเริ่มหรือหลังลูกสะบ้าตั้งคู่แข่งขัน
           2. การทอยจะทอยลูกสะบ้าตั้งลูกใดก่อนก็ได้
           3. การโยนลูกสะบ้าจนกว่าจะหมด ใครหมดก่อนแพ้
           4. ผู้ชนะใช้ผลการแข่งขัน 2 ใน 3 เกม
           5. หากมีลูกสะบ้าตั้งมีการเลื่อน เฉ เอียง ให้จัดตั้งวางใหม่
           6. หากกโยนลูกสะบ้าตั้ง 2 ลูกพร้อมกันถ้าว่าเน่าแพ้ 1 กระดาน
           7. การแข่งขันอยู่ในการควบคุมของผู้ตัดสิน

   

ผู้เล่น
                ทีมละ 5 คน ไม่จำกัดเพศ สามารถเปลี่ยนตัวนักกีฬาได้ ก่อนส่งรายชื่อนักกีฬาเข้าแข่งขัน
    อุปกรณ์
                1. ลูกสะบ้าตั้ง จำนวน 5 ลูก แต่ละลูกห่างกัน 50 เซนติเมตร
                2. ลูกสะบ้ายิงคนละ 5 ลูก
                3. จุดนั่งยิงด้วยเข่าห้ามเกินเส้น ห่างจากลูกสะบ้าตั้ง 3 เมตร
    วิธีการเล่น
                1. ให้ผู้เล่นแต่ละทีมส่งเข้าแข่งขันจับสลากลำดับการแข่งขัน แล้วทำการแข่งขันตามรายชื่อ ตามลำดับต่อไป
                2. ให้ทีมที่แข่งขันนั่งยิงทีละคน ๆ ละ 5 ลูก ให้ลูกสะบ้าตั้งล้ม 1 ลูกจะได้ 1 คะแนน นับคะแนนรวมกันทั้งหมด 5 คน 
                    จะได้คะแนนมากเข้าร่วมต่อไป
                3. รอบ 4 ทีมสุดท้าย ให้จับคู่แข่งขันดังนี้ ผู้มีคะแนนที่ 1 จับคู่แข่งขันกับทีมที่มีลำดับที่ 4 ใครมีคะแนนชนะเข้ารอบ
                     ชิงชนะเลิศ ทีมที่มีคะแนนชนะที่ 2 และที่ 3   แข่งขันกัน ทีมใดได้คะแนนชนะเข้ารอบชิงชนะเลิศต่อไป
    กติกา
                1. ผู้เล่นต้องมีลูกสะบ้ายิง 5 ลูก และมีลูกสะบ้าตั้งจำนวน 5 ลูก 5 ชุด เช่นกัน
                2. ทำการแข่งขันพร้อมกันนับคะแนนรวมกัน
                3. หากมีการยิงลูกสะบ้าแล้วลูกตั้งเอียง บิด ไม่ตรงจุดให้กรรมการจับตั้งจุดเดิมใหม่
                4. คะแนนรวมทีมใดได้มากเข้ารอบรองชนะเลิศ และเข้ารอบชิงชนะเลิศต่อไป
                5. การตัดสินของกรรมการถือเป็นการสิ้นสุดการแข่งขัน หากมีทีมใดไม่ปฏิบัติตามกติกาถือว่าเป็นทีมที่แพ้หรือ
                    ถูกปรับแพ้
  

  ผู้เล่น
             สามารถเล่นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ มีผู้เข้าแข่งขันทีมละ 5 คน แยกเป็นทีมชายและทีมหญิง เข้าแข่งขันโดยจับคู่แข่งขันกัน ทีมใดชนะจะได้เข้าแข่งต่อไป
    อุปกรณ์
             1. ลูกสะบ้าตั้งหรือบางท้องถิ่นเรียกว่า “แก่น” มีขนาดเล่นผ่าศูนย์กลาง 7-8 เซนติเมตร ตั้งห่างกัน 2 เมตร เขตปลอดภัย
                ไม่มีต้องยิงห่างจากลูกสะบ้าตั้ง 50 เซนติเมตร เส้นเริ่มห่างจากลูกสะบ้าตั้ง 10 เมตร
              2. ลูกสะบ้าล้อหรือดัดจะเป็นฝ่ายที่ได้ขึ้นก่อน
    วิธีการเล่น
             1. ผู้เล่นทั้ง 2 ฝ่ายจับคู่ เริ่มเล่นด้วยการเสี่ยงจากคณะกรรมการ
             2. ผู้เริ่มเล่นก่อนจะยืนเตรียมพร้อมหลังเส้นเริ่มและจะผลัดกันล้อสะบ้าของตนเอง ตามลำดับคนละ 1 ครั้ง จนครบ
                 ทุกคน โดยล้อสะบ้าที่ตั้งอยู่ตรงกับคู่ของตนเองให้ล้มลง
             3. หากผู้เล่นทีมใดไม่สามารถยิงสะบ้าตั้งของคู่แข่งให้ล้มลงได้ จะเสียคะแนน ครั้งละ 1 คะแนนหรือคนละ 1 คะแนน 
                 และให้เพื่อขึ้นแทนจนกว่าจะล้มได้ หากเล่นแทนแล้วไม่ล้มก็ให้ตายทั้งหมดเปลี่ยนฝ่ายตรงข้ามขึ้นเล่นใหม่ในตา
                 ของตนเองที่ค้างอยู่
             4. หากมีการล้อสะบ้าแล้วเลยเส้น   ลูกสะบ้าตั้งถือว่าเน่าตายทั้งหมดเปลี่ยนทีมเล่น
             5. การตบลูกสะบ้าเมื่อให้นั่งยิงต้องลากมาวางให้ตรงหรือตั้งฉากกับลูกตั้งคู่ของตนให้ครบทุกคนก่อน จึงจะยิงสะบ้าได้
             6. ท่าที่กำหนด มีด้วยกัน 6 ท่า ดังนี้
                     6.1 ท่าสีลอย หรือท่าอีทอย หรือสอยนิ่ง จับลูกสะบ้าด้วยมือข้างใดข้างหนึ่งตามถนัดแล้วล้อลูกสะบ้าไป กะระยะ
                           โดยให้ลูกสะบ้าไปหยุดที่หน้าใกล้กับลูกตั้งที่สุด หรือให้เข้าเขตไม่ต้องยิง หรือยิงลูกสะบ้าตั้งให้ล้มลง
                     6.2 ท่าตาตุ่ม ให้ส้นเท้าสองทั้งสองกับลูกสะบ้าแปะไว้ที่ตาตุ่มทั้ง 2 ข้าง แล้วกระโดดส่งลูกสะบ้าให้ไปข้างหน้า
                            ห้ามใช้มือตบลูกสะบ้าแต่ต้องใช้เท้าตบลูกสะบ้าแต่ต้องใช้เท้าตบลูกสะบ้าเท่านั้น
                     6.3 ท่าตาเข่า หรือนางเข่า นำลูกสะบ้าแปะไว้ที่เข่าแล้วเอาเข่าหนีบไว้ทั้ง 2 ข้าง แล้วกระโดดไป ทำเช่นเดียวกับท่า
                            ตาตุ่ม
                     6.4 ท่าตาสะดือ หรือนางสะดือ ใช้มือหงายให้ลูกสะบ้าหนีบอยู่ในมือ นำลูกสะบ้าจรดที่สะดือแล้วปล่อยลูกสะบ้า
                            ให้ล้อหรือกลิ้งออกจากมือลงดิน แล้ววิ่งตามไปจับโดยตบลูกสะบ้าล้อให้ใกล้ลูกสะบ้าตั้งกับคู่แล้วยิงให้ล้มจึง
                             จะไม่เสียคะแนน
                     6.5 ท่านางอก ทำเช่นเดียวกับท่าตาสะดือเพียงแต่เปลี่ยนที่จรดเท่านั้นเอง
                     6.6 ท่ากะเติ่งหลังเท้า หรือวางลูกสะบ้าไว้หลังเท้าที่ถนัด แล้วกระโดดด้วยเท้าข้างเดียวไปวางในเขตปลอดตั้งยิง 
                           หากหล่นที่ที่ใดให้นั่งยิง ณ ตรงนั้น ตานี้ใช้เท้าตบลูกสะบ้าได้ หากลูกสะบ้าวิ่งหนีไปไกลจากลูกตั้ง
    กติกา
             1. การเริ่มเล่นต้องอยู่หลังเส้นเริ่ม และต้องเล่นตามลำดับที่กำหนด
             2. หากตายหรือเน่าทั้งทีมเช่นยิงลูกตั้งผิดคู่ หรือล้อไปแล้วตบลูกสะบ้าไม่ทัน ไปถูกลูกตั้งล้มหรือเลยเส้นตั้งไปถือ
                 ว่าตายทั้งทีมหรือเน่า
             3. การล้อหากถูกทีมเดียวกันลูกสะบ้าหยุดตรงไหน แล้วลากให้ลากตั้งฉากหรือให้ตรงคู่ได้เลย ยกเว้นมีการเจตนา
                 ผลักลูกสะบ้าล้อ หรือเป่าด้วยปาก หรือใช้อวัยวะผลักดัน ห้ามโดยเด็ดขาด
             4. คะแนนแต่ละทีมจะมีคะแนนเต็ม 30 คะแนน หากทีมเดียวกันยิงลูกตั้งไม่ถูก จะถูกหัก 1 คะแนน และจะมีคนอื่น
                ขึ้นแก้แทน  หากทำอีกไม่ได้จนครบ 4 คน ก็จะถูกหักคะแนนไปเรื่อย ๆ จนหมดคน เมื่อตายหมดหรือน่าจะต้อง
                เปลี่ยนฝ่ายตรงข้ามเล่นในตาที่ตายค้างไว้
             5. ทีมใดเล่นครบ 6 ตาแล้ว มีคะแนนมากกว่าเป็นฝ่ายชนะเข้ารอบต่อไป
             6. ทีมใดเล่นครบ 6 ตา แล้วตัดคะแนนเข้ารอบชิงชนะเลิศหรือรอบรองชนะเลิศรวม 4 ทีม
              7. จับคู่รอบรองชนะเลิศชนะที่ 1 คะแนนมากที่สุด พบกับทีมที่มีคะแนนลำดับที่ 4 และทีมที่มีคะแนนที่ 2 พบกับ
                   ทีมที่ 3 ทีมใดมีคะแนนมากเป็นทีมชนะเข้าชิงชนะเลิศและชิงลำดับที่ 3 และที่ 4 ต่อไป
             8. การเล่นต้องเล่นตามท่าบังคับแต่ละท่าอย่างเคร่งครัด ถ้าฝ่าฝืนและปฏิบัติผิดกฎข้อบังคับแต่ละท่าให้ถือว่าตาย
                 หรือเน่า เช่น ขึ้นท่าผิดในแต่ละตาไม่เรียงตามลำดับหรือตายเน่าในท่าใดต้องขึ้นในท่านั้นต่อไป หากมีใครทำผิด
                 คู่ต่อสู้จับได้ถือว่าตายต่อไป เปลี่ยนฝ่ายตรงข้ามขึ้น
             9. หากตกลงกันว่าจะเล่นสะบ้ารำฝ่ายใด หรือทีมฝ่ายใดแพ้จะต้องถูกรำหน้าลาน 2-3 รอบ ผู้ชนะจะโค้งก็ได้เช่น
                 แบ่งเป็นทีมชายและหญิงแข่งขันกัน   การรำอาจจะมีการร้องเพลงเชียร์ได้
             10. การตัดสินจะมีกรรมการบันทึกไว้เป็นสำคัญ


    ผู้เล่น
                จำนวนผู้ตีโทน 5 คน เปลี่ยนคนตีได้ตลอดเวลา   มีผู้ให้จังหวะได้ 1 คน มีคนเคาะจังหวะฉิ่งฉาบได้ไม่เกิน 4 คน รวมไม่เกิน 10 คน ใน 1 ทีม ห้ามมีเสียงดนตรีอื่น เช่น แคน ขลุ่ย ฯลฯ
    อุปกรณ์
                1. โทน 5 ลูก
                2. เครื่องเคาะจังหวะ ห้ามใช้เครื่องดนตรีอื่นๆ
    วิธีการแข่งขัน
                1. เวลาแข่งขันในเวลา 5 นาทีแรกให้แสดงเสียงโทนเพียงอย่างเดียว กับเครื่องดนตรีเคาะจังหวะ 
                2. การแสดงจังหวะโทนแล้วแต่ว่าทีมจะคิดลายโทนในการแสดงอย่างไร
                3. ต้องมีความไพเราะ สนุกสนาน พร้อมเพรียงกัน ความดังชัดเจน ความเร้าใจ ตื่นเต้น ทำให้เกิดความรู้สึก
                    อยากรำ
                4. จะตีใช้กี่ลายก็ได้ ให้เกิดความต่อเนื่องกลมกลืน
                5. ใช้เวลาให้เหมาะสม
                6. เวลาในการแข่งขันอีก 5 นาที จะต้องมีการรำ ร้องเพลง มีดนตรีประกอบได้ไม่เกิน 2 ชิ้น เช่น แคน ปี่ ขลุ่ย 
                    แซคโซโฟน ฯลฯ
                7. มีนางนำ 5-10 คน เมื่อเข้าสู่เวลา 6-10 นาที รวมแล้วทั้งวงมีได้ไม่เกิน 20 คน
                8. หากแข่งขันใช้เวลาเกิน 10 นาที กรรมการจะเป่านกหวีดให้หยุดโดยทันที โดยไม่คำนึงว่าเพลงจะจบหรือไม่
                     ก็ตามที
    กติกา
                1. หากทีมใดเล่นเกินเวลาจะถูกตัดคะแนน
                2. ทีมใดกระทำผิดข้อปฏิบัติจะถูกตัดคะแนน แต่ยังสามารถทำการแข่งขันได้จนจบหรือหมดเวลา
                3. การตัดสินของกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด
                4. การให้คะแนน แยกรายละเอียดดังนี้
                        4.1 การแต่งกาย
                        4.2 การตีโทน(ดังไพเราะ, พร้อมเพรียง, มีลูกเล่น)
                        4.3 การตีโทนและเคาะจังหวะต่อเนื่อง
                        4.4 การร้อง การรำ
                        4.5 การตีจังหวะหลากหลาย
                        4.6 การรำโทน
                        4.7 การแต่งกายนางรำ
                        4.8 ความสนุกสนาน ความไพเราะของดนตรี
                5. รวมคะแนนทั้งหมดแล้วนำมาเฉลี่ย จากคณะกรรมการทุกคนที่ตัดสิน
                6. ทีมที่เข้าแข่งขันต้องปฏิบัติตามลำดับการจับสลาก หากถึงลำดับแล้วทีมยังไม่สามารถแข่งขันได้หรือยังไม่พร้อม
                    จะถูกตัดคะแนน
         นันทนาการ  (recreation)  หมายถึง  กิจกรรมที่บุคคลเลือกกระทำในช่วงเวลาว่างและก่อให้เกิดความเพลิดเพลิน  สนุกสนาน และความสุขใจ  เป็นการเสริมสร้างสุขภาพกายและใจอย่างมีคุณค่า

กิจกรรมที่เรียกว่ากิจกรรมนันทนาการควรมีลักษณะดังนี้
            1. เป็นกิจกรรมที่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เป็นการกระทำด้วยความสมัครใจให้ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน
            2. เป็นกิจกรรมที่ไม่หวังสิ่งตอบแทนหรือกระทำเป็นอาชีพ
            3. เป็นกิจกรรมที่ละเว้นจากอบายมุข ปลูกฝังและเสริมสร้างความรู้
            4. เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมค่านิยม ขนบธรรมเนียมและประเพณีวัฒนธรรม
            5. เป็นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว และชุมชน
ชนิดของกิจกรรมนันทนาการ
ชนิดของกิจกรรมนันทนาการที่วัยรุ่นสามารถเลือกได้ตามความสมัครใจ มีดังนี้

            1. งานฝีมือและศิลปหัตถกรรม
            2. ดนตรี ร้องเพลง และนาฏศิลป์
            3. กรีฑา และกีฬา
            4. เต้นรำ ฟ้อนรำ และกิจกรรมเข้าจังหวะ
            5. การละคร ภาพยนตร์ การแสดง
            6. ท่องเที่ยวธรรมชาติ
            7. กิจกรรมทางศาสนา งานวันสำคัญต่างๆ
            8. อาสาสมัคร


 

<< Go Back