<< Go Back 

            ดังได้กล่าวมาแล้วว่า งานทัศนศิลป์ไทยเป็นศิลปะแบบอุดมคติ โดยสร้างสรรค์จากธรรมชาติและจินตนาการ สะท้อนความเชื่อถือความศรัทธาในเรื่องราวทางพุทธศาสนา ซึ่งมีประวัติความเป็นมาและมีวิวัฒนาการดังนี้

            ทัศนศิลป์ในสมัยสุโขทัย  เป็นศิลปะไทยที่มีความงดงามยิ่ง และมีลักษณะเป็นของตนเองมากที่สุด โดยเฉพาะในการสร้างพระพุทธรูปสุโขทัยที่มีความเจริญสูงสุดและงดงามเป็นเลิศ (Classic Art) รูปแบบความงามของศิลปะสมัยสุโขทัยมีลักษณะดังนี้
            งานจิตรกรรมไทย มีตัวอย่างเหลือให้เห็นน้อยมาก มีการค้นพบภาพสลักลายเส้นบนเพดานหินในอุโมงค์มณฑปวัดศรีชุม นอกเมืองสุโขทัยเก่า เป็นภาพชาดกในชุดห้าร้อยชาติ นอกจากนี้ยังมีการค้นพบภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดเจดีย์เจ็ดแถว อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย เป็นรูปแนวขนาน เขียนเป็นรูปพระพุทธรูปประทับที่นั่ง โดยมีเหล่าเทวดา ฤๅษี และกษัตริย์นั่งฟังธรรม โดยเขียนขนานกันเป็นชั้น มีเส้นคั่นกลางสะท้อนความเชื่อถืออุดมคติว่า แม้แต่เหล่าเทวดาก็ยังมีความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา
            งานสถาปัตยกรรมไทย ลักษณะของสถาปัตยกรรมแบบสุโขทัยที่มีความเด่นชัดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน คือ สถูปทรงดอกบัวตูม เรียกว่า
"ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์"
ซึ่งเป็นแบบสุโขทัยแท้ มีรูปทรงสถูปที่งดงาม ได้สัดส่วนและสมดุลกัน ฐานเป็นทรงสี่เหลี่ยม 3 ชั้น ตั้งซ้อนกันขึ้นไป องค์เจดีย์เหลี่ยมย่อมุม ยอดเป็นทรงพุ่มข้าวบิณฑ์หรือดอกบัวตูม เพื่อเป็นพุทธบูชา พบได้ที่วัดเจดีย์เจ็ดแถว สถูปใหญ่องค์กลางที่วัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย

สถูปทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ วัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย

            กรุงศรีอยุธยามีประวัติศาสตร์อันยาวนานเป็นเวลา 417 ปี จึงมีผลงานทัศนศิลป์เป็นมรดกตกทอดจนถึงสมัยปัจจุบัน ดังนี้
            งานจิตรกรรมไทย ในสมัยอยุธยาการสร้างสรรค์งานจิตรกรรมที่มีลักษณะจิตรกรรมไทยแท้มีความเจริญสูงสุด มีการใช้สีในการวาดภาพหลายสี นิยมปิดทองลงบนรูปและลวดลาย ส่วนใหญ่เป็นภาพเกี่ยวกับพุทธศาสนาที่สะท้อนให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองและความสัมพันธ์กันระหว่างศิลปกรรมกับพระพุทธศาสนา เช่น ภาพพุทธประวัติ พระปรางค์วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น เป็นภาพวาดที่จัดองค์ประกอบเป็นช่องๆ ใช้สีขาว ดำ และแดงเป็นหลัก และปิดทองบนภาพเล็กน้อยเป็นงานจิตรกรรมในสมัยอยุธยาตอนต้น และพัฒนาเจริญสูงสุดในสมัยอยุธยาตอนกลางและตอนปลาย นอกจากนี้ยังมีภาพลายรดน้ำที่มีชื่อเสียงมาก ได้แก่ ตู้พระธรรมลายรดน้ำ ฝีมือครูวัดเชิงหวาย จังหวัดพระนครศรี อยุธยา ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพมหานคร เป็นต้น

ภาพจิตรกรรมฝาผนัง เรื่องพุทธประวัติ สมัยอยุธยาตอนต้น พบที่กรุพระปรางค์ วัดราชบูรณะ จังหวัด พระนครศรีอยุธยา






ตู้พระธรรมลายรดน้ำ ฝีมือครูวัดเชิงหวาย ปัจจุบันชมได้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ
พระนคร กรุงเทพมหานคร






            งานปฏิมากรรมไทย ในสมัยอยุธยามีการสร้างสรรค์งานจำหลักไม้ หรืองานแกะสลักที่งดงามมาก พบที่อุโบสถวัดพระศรีสรรเพชร และวัดนางปลื้ม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สำหรับงานปฏิมากรรมที่เกี่ยวกับการสร้างสรรค์พระพุทธรูปเพื่อสักการะบูชา ในสมัยอยุธยาตอนต้น ยังได้รับอิทธิพลมาจากพระพุทธรูปสุโขทัยที่มีความงดงามเป็นต้นแบบ แต่ช่างอยุธยาก็สามารถตกแต่งลวดลายเพิ่มเติมที่เศียรพระพุทธรูป เป็นลักษณะทรงเครื่องได้อย่างงดงามยิ่ง

บานประตูไม้จำหลักรูปเทวดาทรงพระขรรค์ พบที่พระอุโบสถและซุ้มคูหาพระสถูปในวัด พระศรีสรรเพชญ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา







หน้าบันจำหลักรูปพระนารายณ์ทรงสุบรรณ มีหมู่ยักษ์แวดล้อม

เศียรพระพุทธรูปทรงเครื่องสำริด เป็นศิลปะอยุธยาตอนต้น ได้รับอิทธิพลทางรูปแบบ
จากศิลปะสุโขทัย แต่ตกแต่งลวดลายพระเศียรเป็นแบบอยุธยา

            ในสมัยอยุธยามีการสร้างสรรค์พระพุทธรูปแบบทรงเครื่อง ซึ่งเป็นศิลปะอยุธยาแท้ แบ่งรูปแบบออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ แบบทรงเครื่องน้อยและแบบทรงเครื่องใหญ่ แบบทรงเครื่องน้อยมีกรรเจียกเป็นครีบออกมาเหนือพระกรรณ และแบบทรงเครื่องใหญ่มีการตกแต่งลวดลายเต็มองค์ นับจากพระเศียรลงมาถึงพระสนับเพลา ไม่มีการนุ่งห่มจีวร แต่ฉลองพระองค์แบบพระราชา ตามคติการสร้าง "พระพุทธราชา" ตามพระราชประสงค์ของพระเจ้าปราสาททอง
            พระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่ที่มีชื่อเสียงด้านความงดงาม คือพระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชรบรมไตรโลกนาถ เป็นพระพุทธปางมารวิชัยทรงเครื่องประดิษฐาน เป็นพระประธานวัดหน้าพระเมรุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

พระพุทธรูปทรงเครื่องน้อยปางประทานอภัย ศิลปะอยุธยาตอนปลาย สำริดปิดทอง
จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชรบรมไตรโลกนาถ พระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่
ศิลปะอยุธยาตอนปลายประดิษฐานเป็นพระประธานวัดหน้าพระเมรุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

            สถาปัตยกรรมไทย งานออกแบบก่อสร้างหรือสถาปัตยกรรมไทยในสมัยอยุธยา ยังคงสร้างสถูปเจดีย์ วัดวาอาราม เพื่อสืบสานพระพุทธศาสนา สถาปัตยกรรมที่เป็นศิลปะอยุธยาแท้ เป็นเจดีย์แบบ "ย่อมุมไม้สิบสอง" เป็นการย่อมุมฐาน 4 เหลี่ยมจำนวน 3 ชั้น รวมเป็นย่อมุมสิบสองตลอดทั้งฐานและตัวสถูป มีตัวอย่างให้เห็นจนถึงปัจจุบัน เช่น พระเจดีย์ศรีสุริโยทัย พระเจดีย์วัดชุมพลนิกายาราม เจเดีย์วัดภูเขาทอง เป็นต้น

พระเจดีย์ศรีสุริโยทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ศิลปะอยุธยาตอนปลาย ซึ่งเพื่อสดุดีวีรกรรมของ
สมเด็จพระสุริโยทัย แม้ว่าได้สร้างและบูรณะในสมัยรัตนโกสินทร์
ก็นำแบบอย่างมาจากอยุธยา
พระเจดีย์วัดชุมพลนิกายาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นเจดีย์
เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ศิลปะอยุธยา
ตอนปลาย

            งานทัศนศิลป์ในสมัยรัตนโกสินทร์ เริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. 2325 นับจากปีนั้นจนถึงปัจจุบัน เวลายาวนานกว่า 200 ปี มีผลงานทัศนศิลป์เด่นๆ และมีคุณค่าสูง
            งานจิตรกรรมไทย เป็นศิลปกรรมที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องนับจากสุโขทัย อยุธยามาจนถึง รัตนโกสินทร์ ได้แก่ จิตรกรรมฝาผนัง ภาพพระบฏ ตลอดจนภาพเขียนในสมุดไทย รูปแบบของจิตรกรรม ฝาผนัง คือ ตอนบนเขียนภาพเทพชุมนุม ตอนล่างแถวเดียวกับหน้าต่างเขียนภาพพุทธประวัติหรือทศชาติ โดยใช้เส้นสินเทาในการแบ่งภาพ นิยมเขียนสีและปิดทองลงบนภาพ ได้แก่ ภาพจิตรกรรมฝาผนังใน พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพมหานคร

ภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพมหานคร

            ผลงานจิตรกรรมไทย ภาพรามเกียรติ์วรรณคดีไทยที่ให้คติธรรมว่า "ธรรมะย่อมชนะอธรรม" ได้มีการสร้างสรรค์ขึ้นในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ที่ระเบียงพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ต่อมาในสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้ลบและเขียนใหม่ เนื่องจากของเก่าชำรุดเลอะเลือน ฝีมือการร่างต้นแบบของพระอาจารย์แดง จนในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอม เกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ซ่อมแซมภาพใหม่ ในโอกาสเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 100 ปี ใน พ.ศ. 2425 และให้พระบรมวงศานุวงศ์ นักปราช์ราชบัณฑิต แต่งโคลงเล่าเรื่องรามเกียรติ์ตามภาพจิตรกรรมฝาผนังรอบพระระเบียงอุโบสถ โดยที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชนิพนธ์รวม 8 ห้อง เป็นจำนวนโคลง 224 บท นับเป็นพระปรีชาสามารถและเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันสูงยิ่ง และต่อมาเมื่อคราวรัตนโกสินทร์มีอายุครบ 150 ปี ก็มีการซ่อมแซมภาพเขียนอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมี
พระเทวาภินิมมิต
(ฉาย เทียมศิลป์) เป็นผู้ควบคุมอำนวยการสร้างทั้งหมด

ภาพรามเกียรติ์ ทศกรรฐสั่งนางสุพรรณมัจฉาให้นำบริวารทำลายถนน
เป็นภาพห้องที่ 47 ระเบียงอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม


            งานจิตรกรรมไทยแบบประเพณีดั้งเดิม จะมุ่งเน้นความเรียบง่าย เป็นภาพแบบๆ ใช้สีและเส้นที่อ่อนช้อยงดงาม โดยไม่เน้นแสงเงา ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ได้มีการติดต่อสื่อสารกับงานศิลปะตะวันตก  มากขึ้น จึงได้ประยุกต์สร้างสรรค์งานจิตรกรรมไทย ให้มีความตื้นลึกและมีแสงเงาตามแนวศิลปะตะวันตก  แต่ยังคงรักษาความอ่อนช้อยงดงามของเส้นและสี รวมทั้งมีการปิดทองในส่วนสำคัญ โดยเฉพาะบรรยากาศความเป็นไทย เช่น ภาพ "ปริศนาธรรม" ในพระอุโบสถวัดบรมนิวาสราชวรวิหาร ผลงานของขรัวอินโข่ง เป็นต้น

งานจิตรกรรมฝาผนังภาพ "ปริศนาธรรม" ผลงานของขรัวอินโข่ง
ที่มีการใช้แสงเงาตามแนวศิลปะตะวันตก

            ปฏิมากรรมไทยในสมัยรัตนโกสินทร์   พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูน ลงรักปิดทอง คือพระศรีสรรเพชญ์ พระประธานในพระอุโบสถวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย และพระพุทธรูปทรงเครื่อง  ประทับยืน ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 มีลักษณะคล้ายคลึงกับศิลปะอยุธยาตอนปลาย คือ เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่อง

พระศรีสรรเพชญ์ พระพุทธรูปปางมารวิชัย
วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรวิหาร
กรุงเทพมหานคร
พระพุทธรูปทรงเครื่อง ศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์

            สถาปัตยกรรมไทย เป็นการนำแบบอย่างของปราสาทราชวังในสมัยอยุธยามาสร้างใหม่ เช่นมีการสร้างวัดภายในพระราชวัง คือ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว เช่นเดียวกับสมัยอยุธยา คือ วัดพระศรีสรรเพชญ์ นิยมสร้างพระปรางค์และพระเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ได้แก่ พระปรางค์วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร พระปรางค์วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร หอพระไตรปิฎกหรือหอไตรก็มักสร้างไว้กลางสระน้ำเช่นเดียวกับสมัยอยุธยาตอนปลาย เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการสร้างพระวิหารหลวงวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ให้มีขนาดใหญ่เท่ากับพระวิหารหลวงวัดพนัญเชิงวรวิหารในสมัยอยุธยา เพื่อประดิษฐานพระศรีศากยมุนี พระพุทธรูปหล่อองค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยที่ชะลอมาจากพระวิหารหลวง วัดมหาธาตุ เมืองสุโขทัย

วัดพระแก้ว หรือวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ภายในพระบรมมหาราชวัง ศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์

วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร เป็นวัดที่มีพระวิหารสูงและใหญ่ที่สุดในสมัยรัตนโกสินทร์

            สถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ งานสถาปัตยกรรมในยุคนี้ได้พัฒนารูปแบบมาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ก็คือการสร้างพระอุโบสถ วิหารยอดพระมณฑปซึ่งประดิษฐานพระไตรปิฎก และหอระฆังเป็นทรงมณฑป หรือยอดมงกุฎอันงามสง่า

หอระฆัง ทรงบุษบกมียอดมงกุฎที่งดงามในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

            สถาปัตยกรรมอิทธิพลตะวันตก เป็นลักษณะของงานสถาปัตยกรรมที่มีการผสมผสานระหว่างศิลปะไทยกับศิลปะตะวันตก คือ ส่วนของหลังคาเป็นทรงมณฑปย่อมุมไม้สิบสองที่งดงาม ส่วนของอาคาร บานประตู หน้าต่างโค้งกลมแบบศิลปะตะวันตก เช่น พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร เป็นต้น

พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทที่สร้างแบบผสมผสานระหว่างศิลปะไทย กับตะวันตก
ส่วนหลังคาจะเป็นทรงมณฑป ส่วนอาคารและหน้าต่างจะเป็นลักษณะตะวันตก

            สรุปภาพรวมวิวัฒนาการของงานทัศนศิลป์ไทย  นับตั้งแต่สมัยสุโขทัยที่มีลักษณะโดดเด่น คือ มีพระพุทธรูปที่งดงามที่สุดในโลก เป็นต้นแบบของพระพุทธรูปในสมัยต่อๆ มา และเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์    สมัยอยุธยามีเอกลักษณ์ที่งานจิตรกรรมไทยเขียนสีและลงรักปิดทองแบบประเพณี พระพุทธรูปแบบทรงเครื่อง และสถาปัตยกรรมแบบย่อมุมไม้สิบสอง ส่วนทัศนศิลป์ในสมัยรัตนโกสินทร์ สร้างสรรค์งานจิตรกรรมฝาผนังจากวรรณคดีไทยเรื่องรามเกียรติ์ และมีการประยุกต์รูปแบบให้มีแสงเงาอย่างตะวันตก ส่วนสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ก็คือ หลังคาหรือยอดเจดีย์จะเป็นทรงมณฑปหรือยอดมงกุฎ แม้กาลเวลาและวิถีชีวิตของคนไทยจะเปลี่ยนแปลงไปเพียงใด งานทัศนศิลป์ไทยก็ยังดำรงอยู่คู่แผ่นดินตลอดไป

    << Go Back