<< Go Back 


           ระบำ รำ  ฟ้อน เป็นศิลปะการร่ายรำ ที่มีรูปแบบลักษณะเฉพาะของการแสดงแต่ละประเภท มีสาระสำคัญว่าด้วยการแสดงการฟ้อนรำและการละคร โดยเน้นท่าทางเคลื่อนไหวของร่างกาย การตีบท โดยใช้ภาษาท่าทางสื่อแทนคำพูด ทั้งรูปแบบการแสดงเป็นชุด ระบำ รำ ฟ้อน และการแสดงละคร ดังนั้นผู้เรียนจึงต้องศึกษาให้ถึงแก่นแท้ของการแสดงนาฏศิลป์ไทยประเภทต่างๆ ที่บรมครูและบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิได้กำหนดวางไว้ เป็นแบบแผนอย่างเป็นระบบ เป็นเอกลักษณ์ของนาฏศิลป์ไทยแต่ละประเภทเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ที่ทุกคนต้องร่วมกันอนุรักษ์สืบสาน และถ่ายทอดไปสู่อนุชนรุ่นหลังสืบไป ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นชาติไทยที่มั่นคง


          นาฏศิลป์ไทย เป็นศิลปะการแสดงที่สะท้อนให้เห็นความเจริญรุ่งเรือง ความงดงาม ความประณีต ความละเอียดอ่อนของชาติไทย เพียบพร้อมไปด้วยวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ที่ถือปฏิบัติกันมาในแต่ละยุคสมัย นาฏศิลป์ไทยให้คุณค่าทางด้านจิตใจ ให้ความสนุกสนาน รื่นเริง เบิกบานใจ ให้ความรู้ในมิติของสุนทรียศาสตร์ความงามและมิติของสังคมและประวัติศาสตร์ นาฏศิลป์จึงมีคุณค่าในฐานะที่เป็นที่รวมของวิจิตรศิลป์หลายแขนง เช่น

          1.ประติมากรรม การออกแบบเครื่องแต่งกาย ชฎา มงกุฎ ศีรษะโขนเสื้อผ้าอาภรณ์ การตกแต่งเครื่องศิราภรณ์ รูปแบบต่างๆนับเป็นประณีตศิลป์ที่วิจิตรบรรจงในการประดิษฐ์ให้งดงามด้วยการปั้น การแกะสลัก รูปหล่อต่างๆ รูปแบบของฉากและรวมไปถึงสถาปัตยกรรม  ในเรื่องของการออกแบบฉากที่เป็นปราสาทราชวังและอาคารสถานที่ โบสถ์ วิหาร จิตรกรรม การใช้สี การเขียนภาพลวดลายบนฉาก บนเครื่องแต่งกายและการแต่งหน้า ซึ่งปรากฏอยู่ในการแสดงนาฏศิลป์ไทย ซึ่งไม่อาจแยกออกจากกันได้

          2.วรรณกรรม ได้แก่บทประพันธ์ที่เป็นทั้งร้อยกรองและร้อยแก้ว เป็นบทละคร บทเพลง การใช้ภาษา เป็นสื่อระหว่างผู้แสดงและผู้ชมให้มีอารมณ์คล้อยตาม เกิดจินตภาพตามบทบาทของผู้แสดง

          3.ดุริยางคศิลป์และคีตศิลป์  คือศิลปะด้านการดนตรีและขับร้อง เป็นหัวใจสำคัญของการแสดงนาฏศิลป์ไทย เพราะผู้แสดงต้องใช้ลีลาท่าทางร่ายรำประกอบดนตรีและขับร้อง ทั้งให้การแสดงนั้นสมบูรณ์ งดงาม สื่อความหมายไปยังผู้ชม ความงามของนาฏศิลป์ไทยเรียกว่า สุนทรียภาพ คือความงามที่รวมไปถึงกิริยามารยาทที่เรียบร้อย มีสัมมาคารวะเป็นเสน่ห์แก่ผู้พบเห็น

          การแสดงนาฏศิลป์ไทยจึงกล่าวได้ว่า เป็นแหล่งที่รวมของศิลปะ ที่สามารถทำให้ผู้ชม เกิดความรู้สึกรับรู้ถึงความงดงามตระการตาได้รวดเร็วเฉียบไว เห็นคุณค่าของผลงานการแสดง ซึ่งผู้ชมสามารถวิเคราะห์ วิจารณ์และประเมินผลได้

1.) ลักษณะกระบวนการสืบทอดนาฏศิลป์ไทย

          นาฏศิลป์ไทยเป็นวิชาทักษะผู้ศึกษาจะต้องมีใจรัก มีความอดทนฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสืบสานภูมิปัญญาของบรรพชนที่ได้สร้างผลงานนาฏศิลป์และดนตรี ไว้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติไทย กระบวนการสืบทอดองค์ความรู้ทางด้านนาฏศิลป์แบ่งได้เป็น 2 สมัย

          1.1 การสืบทอดนาฏศิลป์ไทยในสมัยโบราณ เป็นการถ่ายทอดต่อท่ารำแบบตัวต่อตัว ต้องใช้วิธีการจำและรำตาม ไม่มีการบันทึกเป็นภาพหรือเป็นลายลักษณ์อักษร องค์ความรู้ทั้งหมดจึงอยู่ในตัวครู ผู้มีความสามารถ ช่ำชอง รำกี่ครั้งก็ไม่ผิดแบบแผน ครูนาฏศิลป์จึงมีความสำคัญต่อลูกศิษย์มาก ในสมัยโบราณลูกศิษย์จะเข้าไปฝากตัวกับครู ดูแลปรนนิบัติรับใช้ให้ครูเมตตารักใคร่ เห็นความตั้งใจ มีศรัทธาแน่วแน่ที่จะเรียนรู้ท่ารำ จึงเป็นความผูกพันรักใคร่ที่ครูกับลูกศิษย์มีต่อกัน ปลูกฝังเรื่องของความกตัญญูกตเวทีแก่ผู้เป็นศิษย์ อบรมสั่งสอนคุณธรรมและจริยธรรมจารีตประเพณีไปพร้อมๆกับความรู้ทางนาฏศิลป์
          สถาบันในการถ่ายทอดวิชาฯฏศิลป์ ส่วนใหญ่จะเป็นการเรียนรู้ในวัง ครูละครจะเป็นเจ้าจอมหม่อมห้าม เป็นราชกูล ครูท่านใดรับบทเป็นตัวละครในเรื่องใด ก็ฝึกฝนเฉพาะบทบาทจนเชี่ยวชาญเช่น อิเหนา  บุษบา รจนา ต่อเมื่อไม่สามารถแสดงได้ ก็ฝึกให้ลูกศิษย์รุ่นต่อๆไป
          บทเรียนที่ใช้ฝึกทักษะ คือ เพลงหน้าพาทย์  4 เพลงได้แก่ เพลงช้าเพลงเร็ว เพลงเชิด เพลงเสมอ

          1.2 การสืบทอดนาฏศิลป์ไทยในสมัยปัจจุบัน ปัจจุบันมีการเปิดสอบวิชานาฏศิลป์ไทย ในหลักสูตรพื้นฐาน ของการศึกษาทุกระดับชั้นและในสถาบันอุดมศึกษา มีกระบวนการจัดกระบวนการเรียนการสอนเปิดกว้างทางกระบวนการความคิด โดยใช้กระบวนการเรียนการสอนที่มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง สามารถค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง ฝึกการรู้จักการสังเกต คิดวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ มีจินตนาการคิดสร้างสรรค์งาน และสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
           แต่สภาพสังคมในปัจจุบัน ทำให้สภาพการเรียนการสอนมีเวลาจำกัด ผู้เรียนมีจำนวนมาก ครูนาฏศิลป์มีไม่เพียงพอที่จะสอนลูกศิษย์แบบโบราณได้ ดังนั้นในเรื่องการฝึกทักษะ จึงเป็นหน้าที่ของผู้เรียนที่จะต้องหมั่นฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ รวมทั้งศึกษาเรียนรู้ในคุณค่า ด้วยความตระหนัก คิดด้วยความชื่นชมในภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ และช่วยกันสืบสานนาฏศิลป์ไทยให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป

 

2.) การจัดกิจกรรมสืบทอดนาฏศิลป์ไทยในโรงเรียน
         นาฏศิลป์เป็นศิลปะการแสดงคู่บ้านคู่เมือง นำมาแสดงได้ในทุกโอกาส ทั้งงานราชพิธีและรัฐพิธี งานทั่วไปในสังคมและชุมชน จึงมีหลักเกณฑ์ ในการเลือกชุดการแสดง ที่เหมาะสมดังนี้
            2.1 เลือกชุดการแสดงให้เหมาะสมกับโอกาสที่แสดง
ตัวอย่าง งานสถาปนาโรงเรียน วัดเกิดบุคคลสำคัญ งานเกษียณอายุราชการ ต้องเลือกชุดการแสดงที่เป็นการอำนวยพร ความเป็นสิริมงคลให้เจริญรุ่งเรือง มั่งมีศรีสุข เช่น ฟ้อนอวยพร ระบำกฤดาภินิหาร   หรือการแต่งเนื้อร้องขึ้นใหม่ ให้ต้องตามวัตถุประสงค์ของงาน เนื้อหาของบทขับร้องชัดเจน ว่าการแสดงชุดนี้จัดขึ้นเพื่ออะไร เพื่อใคร และมีเป้าหมายอย่างไร รูปแบบของการแสดงการแต่งกาย เวลาที่ใช้ในการแสดง ขนาดของพื้นที่ งบประมาณมีความสำคัญในการจัดกิจกรรมนาฏศิลป์ในโรงเรียน

            2.2 แนวคิดในการจัดชุดการแสดงในวันสำคัญของโรงเรียน
         + กำหนดการแสดงให้เหมาะสมกับวันสำคัญของโรงเรียน โดยควรเลือกการแสดงที่เนื้อหาสาระ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับวันสำคัญนั้น
         + การนำเสนอรูปแบบการแสดงในแนวอนุรักษ์ เพื่อให้ผู้ชมมีโอกาสตระหนัก ชื่นชม ภูมิปัญญาของท้องถิ่น และภูมิปัญญาไทย ส่งเสริมให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทย
         + เวลาที่ใช้ในการแสดงแต่ละชุด ไม่ควรเกิน 7 นาที และเมื่อรวมเกิดกันแล้วไม่ควรเกิน 1 ชั่วโมงครึ่ง เพราะการจัดการแสดงที่ใช้เวลานานมากเกินไป จะทำให้ผู้ชมเกิดความเบื่อหน่าย
         + กำหนดองค์ประกอบร่วมของการแสดงให้ชัดเจน ได้แก่
                  1.จำนวนผู้แสดง ความสามารถของผู้แสดง
                  2.รูปแบบเครื่องแต่งกาย ในเรื่องเครื่องแต่งกายนั้นต้องทันสมัย เลือกสีและเครื่องประดับให้เหมาะสม ถูกแบบแผน เช่น ลักษณะของการแต่งกาย นาฏศิลป์พื้นบ้าน  ต้องถูกต้องตามขนบประเพณีทั้ง 4 ภาค คือ ภาคเหนือ    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ภาคกลาง และ ภาคใต้ คำนึงถึงความงาม ไม่ใช่มีอะไรใส่หมด โดยไม่ศึกษาของวัฒนธรรมการแต่งกายของการแสดง
                  3.กำหนดแสง สี เสียง ฉาก อุปกรณ์ ให้พร้อม
                  4.กำหนดเพลงดนตรีที่ใช้ประกอบชุดการแสดง ให้ถูกต้องตามแบบแผนท่ารำ ดนตรี เพลง เครื่องแต่งกาย ควรมีความเป็นเอกภาพในการแสดงของแต่ละชุด
                  5.ต้องไม่อ่อนซ้อม ถึงแม้ว่าจะเป็นการแสดงสมัครเล่น ผู้แสดงก็ต้องใช้ความสามารถในการแสดงอย่างเต็มที่ และฝึกฝนการแสดงให้สม่ำเสมอจนเป็นนิสัย

            2.3 แนวคิดในการจัดชุดการแสดงประจำโรงเรียน
         โรงเรียนทั้งของภาครัฐและเอกชน จะต้องมีสัญลักษณ์ประจำโรงเรียน ในการจัดชุดการแสดงประโรงเรียน ควรมีแนวคิดดังต่อไปนี้
         1. สำรวจสัญลักษณ์ประจำโรงเรียน รวบรวมข้อมูลนำมาคิดประดิษฐ์ท่ารำ บรรจุเพลงร้อง ดนตรี และประดิษฐ์เครื่องแต่งกายให้สอดคล้องกับท่ารำ เช่น เพลงประจำโรงเรียน ตราเครื่องหมายประจำโรงเรียน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ รูปปั้น อนุสาวรีย์ เป็นต้น
         2. สำรวจสถานที่ ชุมชน ที่โรงเรียนตั้งอยู่ เพื่อหาข้อมูลที่เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้าน ในการประกอบอาชีพ วิถีชีวิตที่เป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่น เช่น สถานที่ ที่เป็นโบราณสถาน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวบ้านเคารพสักการระ เช่น อนุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช  อนุสาวรีย์ท้าวสุระนารี อนุสาวรีย์ท้าวเทพกษัตรี ท้าวศรีสุนทร นำข้อมูลประวัติของท่าน มาแต่งเป็นบทร้องและประดิษฐ์ท่ารำ เพื่อเป็นชุดการแสดงของโรงเรียน ในกรณีที่โรงเรียนตั้งอยู่ในท้องที่โบราณสถาน ควรศึกษาข้อมูลจากภาพจำหลัก ในสมัยโบราณ สถานที่ ที่ตั้งอยู่ของโรงเรียน เช่น โรงเรียนพิมายวิทยา ในเขตปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมา โรงเรียนบ้านระแงง ในบริเวณปราสาทศรีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ ก็นับว่าเป็นการจัดชุดการแสดง ที่มีคุณค่าประจำโรงเรียน ได้ชุดหนึ่ง
         3. สำรวจอาชีพ วิถีชีวิตในชุมชนที่โรงเรียนตั้งอยู่ เช่น จังหวัดอ่างทอง อำเภอป่าโมกข์ ตำบลมหาราช มีหมู่บ้านบางแพ ประกอบอาชีพทำกลอง โรงเรียนที่ตั้งอยู่ในเขตท้องถิ่นนี้ ควรมีหน้าที่สืบสานภูมิปัญญาของชาวบ้าน โดยใช้การแสดงนากศิลป์เป็นเครื่องมือ นำข้อมูล วิธีการประดิษฐ์กลองทุกขั้นตอนมาเป็นแนวคิดในการประดิษฐ์ เป็นการแสดงพื้นเมือง ระบำกลอง รำกลองเป็นหมู่คณะ คิดรูปแบบผสมผสาน ต่อตัวให้สวยงามแปลกตา ใส่ทำนองดนตรี บทร้องและประดิษฐ์เครื่องแต่งกาย ให้งดงามตามแบบพื้นบ้าน
         4. นำสิ่งที่มีอยู่ในท้องถิ่นที่โรงเรียนตั้งอยู่ มาเป็นข้อมูลในการประดิษฐ์ชุดการแสดง เช่น สัตว์ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในท้องถิ่น อาทิ ลิงที่ศาลพระกาฬ จังหวัดลพบุรี วิทยาลัยนากศิลป์ลพบุรี ได้นำข้อมูลของลิง มาประดิษฐ์เป็นระบำลิง ระบำเปรมปรีดิ์วานร จะเห็นได้ว่าสิ่งต่างๆ ที่เป็นสัญลักษณ์ของท้องถิ่นของโรงเรียน สามรถนำมาเป็นข้อมูล จัดชุดการแสดงขึ้นได้ เช่น ดอกไม้ ผลไม้ การละเล่นของเด็กและของชุมชน ในท้องถิ่นที่โรงเรียนตั้งอยู่เป็นต้น
         5. ข้อมูลที่เกิดจากแรงบันดาลใจ ในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ตามหลักพระพุทธศาสนา นับว่าเป็นข้อมูลที่ควรนำมาจัดการแสดง ประจำโรงเรียนได้เป็นอย่างดี เช่น ระบำพุทธบูชา ระบำเบญจศีล ระบำศิลปวัฒนธรรม ระบำเครื่องไทยธรรม ระบำธูปเทียน ระบำธรรมจักร ระบำพระตรัยรัตน์ เป็นต้น
         ตัวอย่างการสร้างชุดการแสดง ที่เกิดจากข้อมูลที่เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดจินตนาการ ดังเช่น ครูจำเรียง พุธประดับ ศิลปินแห่งชาติ สร้างสรรค์ผลงานชุด ระบำประทีปบัวทอง  ซึ่งท่าเกิดแรงบันดาลใจจากการบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยดอกบัวและแสงประทีปจากดอกบัวเป็นการสักการะโดยใช้แสงแห่งประทีป นำทางสู่แสงสว่างแห่งจิตใจ)
         เพราะฉะนั้น ในการสร้างชุดการแสดงประจำโรงเรียน ผู้สร้างต้องรวบรวมข้อมูลในท้องถิ่นที่โรงเรียนตั้งอยู่ เพื่อนำมาเป็นปัจจัย ในการสร้างผลงาน


3.) แนวทางการอนุรักษ์นาฏศิลป์ไทย
         การอนุรักษ์ คือ การเก็บรักษาให้มีความสมบูรณ์แบบ ทั้งในด้านรูปแบบ ธรรมเนียมปฏิบัติ เพียบพร้อมทั้งในเชิงศิลปะ และเนื้อหาของนาฏศิลป์ไทยทุกประเภท ซึ่งแต่ละประเภทจะมีความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งการอนุรักษ์นาฏศิลป์ไทย เป็นหน้าที่ของชาวไทย ทุกคนที่ต้องสืบสานภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ และถ่ายทอดให้กับลูกหลาน เพื่อศึกษาความเป็นมาของนาฏศิลป์ไทยให้ถึงแก่น และอนุรักษ์นากศิลป์ไทยให้เป็นมรดกของชาติสืบไป
         แนวทางการอนุรักษ์นาฏศิลป์ไทยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มผู้สร้างสรรค์งาน และกลุ่มผู้ชม ซึ่งมีความสำคัญอย่างมาก ต่อการอนุรักษ์งานนาฏศิลป์ไทย
3.1 กลุ่มผู้สร้างงาน
         กลุ่มผู้สร้างงาน เป็นผู้ริเริ่มสร้างสรรค์งาน จึงควรมีแนวทางในการอนุรักษ์ดังนี้
         1. กลุ่มผู้สร้างสรรค์งานแนวอนุรักษ์
         ควรมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือมีรสนิยมที่จะสร้างผลงานด้านนากศิลป์ โดยศึกษาค้นคว้า จากชุมชนท้องถิ่น เพื่อค้นหางานนากศิลป์ที่มีคุณค่าจากภูมิปัญญาชาวบ้าน และที่สำคัญคือ จะต้องเข้าใจ มีวิธีการสื่อสาร เพื่อให้ไปถึงผู้ชม จึงจำเป็นที่จะต้องพัฒนาตนเอง ให้เป็นผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียน แสวงหาความรู้อยู่ตลอดเวลาเพื่อจะได้มีความรู้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อไปพัฒนางานให้ดียิ่งขึ้น หรือสร้างงานใหม่ใหม่ ให้เกิดขึ้นในวงการนาฏศิลป์ไทย
         2. กลุ่มผู้สร้างสรรค์ในระบบการเรียนการสอน
          ผู้สอนควรสร้างโอกาสในการเรียนรู้เรื่องนากศิลป์ไทย ไม่เฉพาะแต่ในห้องเรียนเท่านั้นแต่ควรสร้างโอกาสในการเรียนรู้ โดยผ่านสื่อทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ สื่ออีเล็กทรอนิกส์ เว็บไซต์

         ควรปลูกฝังให้นักเรียนทุกตำบลทุกอำเภอทุกจังหวัดได้มีโอกาสได้เรียนรู้นาฏศิลป์ไทยอย่างล้ำลึก ผู้สร้างสรรค์งานจึงสอดแทรกองค์ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับนาฏศิลป์ไทยในสื่อต่างๆ เพื่อสร้างความคุ้นเคยให้กับผู้ชม อาทิละครวิทยุ ละครโทรทัศน์ ละครเวที เป็นต้น
         3.การสร้างค่านิยมใหม่         ในองค์กรทั้งที่เป็นของรัฐเอกชนต้องมีส่วนร่วมในการกำหนนโยบายเพื่อสนับสนุนผู้สร้างงานนาฏศิลป์ งานอนุรักษ์ เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ชม ผู้สร้างงานอาจพัฒนารูปแบบเดิมให้มีความทันสมัย และกระชับมากขึ้น แต่ถ้าการแสดงประเภทใดที่มีบทบัญญัติ ขนบทำเนียม ประเพณี ความเชื่อ ก็ไม่ควรที่จะนำมาตัดต่อท่ารำ ผู้สร้างงานควรจะต้องศึกษาให้รู้จริง และใช้วิธีการนำเสนอโดยยึดรูปแบบของเดิมเป็นหลัก เพื่ออนุชนรุ่นหลังจะได้ศึกษาและนำมาเป็นพื้นฐานในการพัฒนาต่อไป
         4. การจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อเป็นการอนุรักษ์นาฏศิลป์ไทย ได้แก่
         **โครงการอนุรักษ์นาฏศิลป์ไทย โครงการสืบสานนาฏศิลป์พื้นบ้าน โครงจัดการแสดงนาฏศิลป์ไทย ในพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการทำมาหากินของแต่ละชุมชน
           **โครงการจัดการแสดงนาฏศิลป์ไทย ที่เกี่ยวกับความเชื่อของชุมชนหรือสังคม โดยการศึกษาข้อมูล และเก็บรวบรวมจากชุมชน หรือท้องถิ่นที่สถานศึกษาหรือบ้านเรือนตั้งอยู่ แล้วรวบรวมผลงานนำเสนอในรูปแบบของการแสดง
           **องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนควรให้การสนับสนุนผู้สร้างงานนาฏศิลป์ไทยในแนวอนุรักษ์ และควรยกย่องเชิดชู ประกาศเกียรติคุณให้แพร่หลาย ในฐานะเป็นผูสร้างสรรค์งานศิลปะที่มีคุณค่าคู่สังคมไทย

3.2 กลุ่มผู้ชม
         กลุ่มผู้ชมกับผู้สร้างงาน จะสื่อสารได้ตรงกันก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่าย ต่างมีความรู้ความเข้าใจ เรื่องนาฏศิลป์ และเล็งเห็นคุณค่าในการอนุรักษ์ แนวทางในการปลูกฝังค่านิยมที่ดีให้กับผู้ชม และแนวทางในการอนุรักษ์นาฏศิลป์ไทย มีดังนี้
         1. ให้ความรูพื้นฐานในด้านการแสดงนาฏศิลป์ทุกประเภท นับตั้งแต่ประวัติความเป็นมา ลักษณะการแสดง ขนบนิยมในการแสดง รูปแบบลีลาท่ารำ การตีบท ความเป็นเอกลักษณ์ของการแสดงแต่ละชุด ต้องให้ความรู้แก่ผู้ชม ทั้งในด้านทฤษฎีและปฏิบัติ ปลูกฝังให้ผู้ชมเข้าใจว่าการอนุรักษ์คืออะไร ทำเพื่อประโยชน์อะไร เพื่อให้ผู้ชมเห็นคุณค่าของงานศิลปะและเล็งเห็นว่าทุกคนมีส่วนร่วมในการทำประโยชน์ ให้แก่ประเทศชาติได้ โดยการสืบสาน ส่งเสริม ให้ความร่วมมือในการอนุรักษ์นาฏศิลป์ไทย
         2. เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ชมการแสดงนาฏศิลป์ไทยทุกประเภท ทั้งในรูปแบบเดิม และรูปแบบที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ เพื่อจุดประกายให้เกิดความคิดในการวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารย์ เปรียบเทียบผลงานการแสดงโดยภาครัฐและเอกชน ต้องร่วมมือการจัดการแสดงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ประชาชนได้ซึมซับ ความงามของศิลปวัฒนธรรมไทย รวมไปถึงปลูกฝังให้ประชาชนมีจิตสำนึกรักและหวงแหน นาฏศิลป์ไทยจึงจะได้รับการสืบสานต่อไปได้
วิธีการดำเนินการ มีแนวทางดังนี้
         (1) จัดกิจกรรมในการแสดงนาฏศิลป์ไทยทุกประเภท ออกสู่สายตาสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรจัดแสดงเฉพาะงานเทศการประจำปี ต้องอาศัยความร่วมมือจากสถาบันและองค์กรทุกแห่งที่เกี่ยวข้องกับศิลปะทางด้านนาฏศิลป์ เพื่อถ่ายทอดความรู้ และจัดการแสดงให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง นอกเหนือไปจากการศึกษาในระบบการเรียนการสอน
         (2) ประชาสัมพันธ์ให้กว้างขวาง โดยพยายามสอดแทรกไปในทุกๆสื่อที่เกี่ยวข้อง ให้ข้อมูลที่เป็นองค์ความรู้แประชาชน สร้างค่านิยมแก่เด็กวันรุ่นให้หันกลับมาสนใจนาฏศิลป์ไทย ซึ่งสื่อมวลชนจะช่วยได้มากในเรื่องนี้

4.) บุคคลสำคัญในวงการนาฏศิลป์ของไทย
         กระบวนการสืบทอดในสมัยโบราณ เป็นการถ่ายทอดต่อท่ารำแบบตัวต่อตัว ต้องใช้วิธีการจำและรำตาม ไม่มีการบันทึกเป็นภาพหรือเป็นลายลักษณ์อักษร องค์ความรู้ทั้งหมดจึงอยู่ในตัวครู ผู้มีความสามารถ ช่ำชอง รำกี่ครั้งก็ไม่ผิดแบบแผน ครูนาฏศิลป์จึงมีความสำคัญต่อลูกศิษย์มาก ในสมัยโบราณลูกศิษย์จะเข้าไปฝากตัวกับครู ดูแลปรนนิบัติรับใช้ครู จนครูเห็นว่าศิษย์ผู้นี้มีความกตัญญู มีศรัทธาแน่วแน่ ที่จะรับการถ่ายทอดวิชาจริงๆครูจึงถ่ายทอดวิชาให้ สำหรับปรมาจารย์ที่ทีบทบาทในการสร้างสรรค์และอนุรักษ์นาฏศิลป์ไทย มีอยู่หลายท่านด้วยกัน ดังจะยกมาเป็นตัวอย่างดังนี้
4.1 ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี
นามเดิม ชื่อ แผ้ว นามสกุลเดิม คือ สุทธิบูรณ์ เกิด เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2466 ตรงกับวันศุกร์ เดือนยี่ ขึ้น 7 ค่ำ ปีเถาะ


การศึกษา
         พ.ศ. 2454 เมื่ออายุได้ 8 ปี ได้เข้าถวายตัวในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา โดยในชั้นต้น ได้เข้าฝึกหัดนาฏศิลป์ต่อครูบาอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ในราชสำนักขณะนั้น ได้ออกแสดงเป็นตัวเอก ในการแสดงถวายทอดพระเนตรหน้าพระที่นั่ง ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวหลายครั้ง จบการศึกษาตามหลักสูตรของโรงเรียนในวังสวนกุหลาบ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาได้เป็นหม่อมในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอัษฏางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา ได้เคยติดตามร่วมไปกับพลตรี หม่อมสนิทวงศ์เสนี (ม.ร.ว.ตัน สนิทวงศ์) เมื่อครั้งไปรับราชการเป็นทูตทหาร ณ ประเทศฝรั่งเศส อังกฤษ อิตาลี และโปรตุเกส ได้รับการฝึกหัดอบรมจากครูนาฏศิลป์ในราชสำนัก เช่น เจ้าจอมมารดาวาด (ท้าววรจันทร์) ในรัชกาลที่ 4 เจ้าจอมมารดาเขียน เจ้าจอมมารดาทับทิม หม่อมแย้ม (อิเหนา) ในสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริวงศ์ หม่อมอึ้ง ในสมเด็จพระบัณฑูรฯ จนมีความชำนาญและแสดงเป็นตัวเอกในการแสดงถวายทอดพระเนตรหน้าพระที่นั่งหลายเรื่อง เช่น เป็นตัวอิเหนา และนางดรสา ในเรื่องอิเหนา เป็นตัวทศกัณฐ์และพระพิราพในเรื่อง รามเกียรติ์   เป็นตัวนางเมขลาฯลฯ
         เข้ารับราชการเป็นลูกจ้างชั่วคราว ในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ไทย กองการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาฝ่ายวิชานาฏศิลป์ของสถาบันการศึกษา องค์การ และเอกชนอื่นๆ

ผลงานด้านการประดิษฐ์ชุดการแสดง
         ผลงานเกี่ยวกับการแสดงศิลปะนาฏกรรม เช่น ท่ารำของตัวพระ นาง ยักษ์ ลิง และตัวประกอบ การแสดง โขน ละครชาตรี    ละครนอก ละครใน ละครพันทาง และระบำฟ้อนต่างๆ เป็นผู้คัดเลือกการแสดง จัดทำบทและเป็นผู้ฝึกสอน ฝึกซ้อม อำนวยการแสดงถวายทอดพระเนตรหน้าพระที่นั่ง ในวโรกาสต้อนรับ พระราชอาคันตุกะ  อาคันตุกร และงานของรัฐบาล หน่วยงานองค์กรต่างๆ จัดต้อนรับเป็นเกียรติแก่แขกผู้มาเยือนประเทศไทย เป็นผู้คัดเลือกตัวละครให้เหมาะสมตามบทบาทในการแสดงต่างๆ เป็นผู้คัดเลือกการแสดงวางตัวศิลปินผู้แสดงต่างประเทศเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยเป็นผู้ฝึกสอนและอำนวยการฝึกซ้อมในการแสดงโขน ละคร การละเล่นพื้นเมิง ระบำรำฟ้อนต่างๆ ที่กรมศิลปากรจัดแสดงแก่ประชาชน ณ โรงละครแห่งชาติ สังคีตศาลา ในต่างจังหวัดและทางสถานีโทรทัศน์ต่างๆ ตลอดทั้งร่วมในงานของหน่วยราชการ องค์กร สถาบันการศึกษา และเอกชน เป็นวิทยากรบรรยายและตอบข้อซักถามในการอบรมวิชานาฏศิลป์และวรรณกรรม และเป็นที่ปรึกษาในการสร้างนาฏกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นด้วย
         ในด้านบทวรรณกรรมสำหรับใช้แสดง ได้ค้นคิดปรับปรุง เสริมแต่งให้เหมาะสมกับยุคสมัย ดำเนินไปโดยถูกต้องตามระเบียบแบบแผนอันมีมาแต่ดั้งเดิม เช่น บทละครเรื่องอิเหนา ตอนเข้าเฝ้าท้าวดาหา ตอนลมหอบ ตอนอุณากรรมชนไก่ ตอนบุษบาชมศาล ตอนศึกกระหมังกุหมิง ตอนประสันตาต่อนัก เรื่องสังข์ทอง ตอนเลียบเมือง ตอนเลือกคู่หาปลา ตอนตีคลี ตอนนางมณฑาลงกระท่อม เรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนพลายเพชรพลายบัวออกศึก ตอนพระไวยแตกทัพ เรื่อง ไกรทอง   ตอนที่ 1 ตะเภาแก้ว ตะเภาทอง และบริวารไปเล่นน้ำ ตอนที่ 2 ตามนางวิมาลากลับไปถ้ำ เรื่องพระอภัยมณี ตอนพบนางละเวง ตอนนางละเวงพบดินถนัน ตอนหนีนางผีเสื้อสมุทร เรื่องไชยเชษฐ์ ตอนนางสุวิญชาถูกขัน ตอนที่ 1 และตอนที่ 2 เรื่องมโนราห์ บางตอนเกี่ยวกับพรานบุญ เรื่องรถเสนบาง เรื่องแก้วหน้าม้า ตอนถวายลูก เรื่องสังข์ศิลป์ชัย ตอนท้าวเสนากุฏเข้าเมือง เรื่องเงาะป่า เรื่องคาวี ตอนได้นางใจกลองศึก เรื่องสุวรรณหงส์ ตอนเสี่ยงว่าว-ชมถ้ำ บทโขน ตอน ปราบกากนาสูร ตอนไมยราพสะกดทัพ ตอนศึกบรรลัยกัลป์ ตอนปล่อยม้าอุปการ ระบำสุโขทัย ระบำนพรัตน์  ระบำนางไม้ ระบำกวาง ระบำปลา ฯลฯ
         นอกจากนี้ ยังได้คิดประดิษฐ์กระบวนท่ารำขึ้นใหม่ไว้อีกมาก เช่น กระบวนท่าร่ายรำในการแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์  พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1-2 กระบวนท่าร่ายรำในการแสดงนาฏกรรมของกรมศิลปากร และกระบวนท่าร่ายรำชุดต่างๆที่กรมศิลปากรจัดแสดงท่านได้รับพระราชทานเหรียญดุษฏีมาลา เข็มศิลปวิทยา เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2514 ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อ24 กันยายน พ.ศ. 2543 อายุ 98 ปี

4.2 นายรงภักดี ( เจียร จารุจรณ )


         ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๒๙ สาขาศิลปะการแสดง ( นาฏศิลป์ ) เกิดเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2442 ที่จังหวัดนครปฐม เป็นบุตรของจางวางจอนและนางพริ้ง ท่านเป็นผู้มีบทบาทอันสำคัญยิ่งของนางรงภักดี( เจียร จารุจรณ )ในการเป็นต้นแบบในการสาธยายท่ารำหน้าพาทย์องค์พระพิราพ ต่อเบื้องพระพักตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โดยมี คุณหญิงนัฏฏานุรักษ์ ( เทศ สุวรรณภารต ) ภรรยา พระยานัฏกานุรักษ์ ( ทองดี สุวรรณภารต ) อดีตเจ้ากรมมหรสพ ผู้ปรดิษฐ์ท่ารำหน้าพาทย์องค์พระพิราพ ร่วมดูเป็นประจักษ์พยานในความถูกต้อง และนายรงภักดีถ่ายทอดท่ารำหน้าพาทย์องค์พระพิราพให้กับนาฏศิลปินโขนยักษ์ เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าที่ถูกสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันนี้ นายรงภักดีเข้ารับการฝึกหัดโขนยักษ์ ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ครูที่ประสิทธิ์ประสาทวิชานาฏศิลป์ไทยได้แก่
1. พระยานัฏกานุรักษ์ (ทองดี สุวรรณภารต)
2. คุณหญิงนัฏกานุรักษ์ (เทศ สุวรรณภารต)
3. พระยาพรหมาภิบาล (ทองใบ สุวรรณภารต)
4. พระยาสุนทรเทพระบำ (เปลี่ยน สุนทรนัฏ)
5. หลวงรำถวายกร (สาย สายะนัฏ)
และยังมีครูอาจารย์ทั้งชายและหญิงอีกหลายท่าน

         นายรงภักดี รับราชการ เป็นศิลปิน แสดงโขนเป็นตัวเอกในเรื่อง รามเกียรติ์ เช่น พิราพ รามสูร กุมภกรรณ มัยราพณ์ วิรุญจำบัง และตัวอื่นๆอีก ได้แสดงโขนหน้า พระที่นั่งถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวหลายครั้ง ต่อมา ได้เข้ารับราชการเป็น ตำรวจหลวง ร.อ. ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ( และยังมีหน้าที่เป็นครู สอนโขน ฝ่ายยักษ์อีกด้วย) จนถึงรัชกาลปัจจุบัน เมื่อมีอายุครบ ๖๐ ปี ตามปกติ จะต้องพ้นจากหน้าที่ราชการ (ครบเกษียณอายุ) รับพระราชทานบำเหน็จ บำนาญ แต่ด้วยความรู้ ความสามารถในการปฏิบัติราชการ ท่านผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา จึงให้รับราชการต่อไป นายรงภักดี( เจียร จารุจรณ) เป็นศิลปินอาวุโสด้านนาฏศิลป์ที่มีผลงานดีเด่นเป็นที่ยอมรับในวงการนาฏศิลป์ ไทยโดยทั่วไป เคยรับราชการเป็นมหาดเล็กในพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เริ่มชิวิตศิลปินในกรมโขนหลวง โดยฝึกหัดเป็นตัวยักษ์ ได้รับการถ่ายถอดท่ารำจากบรรดาครู ที่สืบเนื่องจากรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นศิลปินผู้เดียวที่ได้รับการถ่ายทอดท่ารำหน้าพาทย์สูงสุด ความสามารถในการร่ายรำนี้ ทำให้ได้รับบทเป็นตัวแสลงเอก จนได้รับพระราชทินนามว่า "นายรงภักดี" ตลอดเวลาอันยาวนานนี้ ท่านอุทิศเวลาให้กับการสอนท่ารำ ให้คำแนะนำปรึกษาแก่ศิลปินกรมศิลปากร และนาฏศิลป์รุ่นหลังด้วยความเสียสละและเต็มใจเป็นท่านได้รับการคัดเลือกให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์) พ.ศ. ๒๕๒๙ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๑ สิริอายุได้ ๙๐ ปี

4.3 ครูอาคม สายาคม


         นายอาคม สายาคม เกิดเมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๖๐ อยู่บ้านใกล้สี่แยกถนนหลานหลวง เป็นบุตรนายเจือ ศรียาภัย และนางผาด สกุลเดิม อิศรางกูร ณ อยุธยา นายอาคม สายาคม มีนามเดิมว่าบุญสม พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ อดีตอธิบดีกรมศิลปากรเปลี่ยนให้สมัยที่มีการฟื้นฟูวัฒนธรรม เพื่อให้มีความหมายเข้มแข็งสมเป็นผู้ชาย
         เริ่มฝึกหัดโขนนั้นนายอาคมมีอายุได้ ๑๒ ปี โดยพระยานัฏกานุรักษ์และคุณ หญิงเทศได้มอบให้ครูลิ้นจี่ จารุจรณ ดูแลควบคุมการฝึกหัดเบื้องต้นอยู่กับพวกละครหลวง ในสมัยนั้นตัวพระและตัวนางจะฝึกหัดกันที่วังสวนกุหลาบ ส่วนยักษ์และลิงจะฝึกกันที่บ้านเจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ นายอาคมได้ออกแสดงเป็นครั้งแรกเมื่ออายุประมาณ ๑๔ ปี เป็นตัวพระรามในเรื่องรามเกียรติ์ตอนขาดเศียรขาดกร นายอาคม สายาคม เข้ารับราชการในกรมมหรสพเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๒ ในแผนกโขนหลวง ตำแหน่งเด็กชา เงินเดือน ๔ บาท ต่อมารัฐบาลได้มีคำสั่งให้โอนงานการช่างและกองมหรสพไปอยู่ในสังกัดกรม ศิลปากร ใน พ.ศ.๒๔๗๘ นายอาคมซึ่งขณะนั้นบวชอยู่ที่วัดสุนทรธรรมทาน (วัดแคนางเลิ้ง) จึงตกลงใจสึกมารับราชการอยู่ที่โรงเรียนศิลปากร แผนกนาฏดุริยางคศิลป์ กรมศิลปากร (ปัจจุบันคือวิทยาลัยนาฏศิลป) นายอาคมได้รับหน้าที่ให้เป็นครูสอนวิชานาฏศิลป์โขนฝ่ายพระ และเป็นศิลปินผู้แสดงด้วยส่วนการแสดงละคร นายอาคมได้แสดงเป็นตัวเอกเกือบทุกเรื่อง อาทิเช่น
พระร่วง พระไวย เรื่องไกรทอง ไกรทอง อิเหนา พระอภัยมณี ฯลฯ

         หน้าที่สำคัญที่นายอาคม สายาคม ได้รับสืบทอดจากครูผู้ใหญ่ฝ่ายโขน ละครก็คือ การทำพิธีไหว้ครูและครอบโขน ละครของกรมศิลปากร นายอาคม สายาคม รับราชการในกรมศิลปากรมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๗๘ จนครบเกษียณอายุเมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ.๒๕๒๑ ในตำแหน่งศิลปินพิเศษของกรมศิลปากร มีผลงานต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการประดิษฐ์ท่ารำ ผลงานทางด้านการเขียน ผลงานทางด้านวิทยุกระจายเสียง ผลงานทางด้านการกำกับการแสดงและการสอน ฯลฯ ความสำเร็จของผลงานเหล่านี้ได้มาจากการอุทิศแรงกายแรงใจของนายอาคม สายาคม ทั้งสิ้น ภายหลังจากเกษียณอายุราชการ กรมศิลปากรจึงให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญทางด้านนาฏศิลป์ เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๒๕ นายอาคม สายาคม ได้เดินทางไปราชการที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อประกอบพิธีไหว้ครูและครอบให้นักศึกษาวิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ ในวันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๒๕ แต่ได้ถึงแก่กรรมเสียก่อน ณ โรงแรมอโนดาต เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายนพ.ศ.๒๕๒๕ รวมอายุได้ ๖๔ ปี ๗ เดือน ๑๔ วัน

4.4 ครูลมุล ยมะคุปต์


         นางลมุล ยมะคุปต์ หรืออีกชื่อหนึ่งที่บรรดาศิษย์ทั้งหลายจะขนานนามให้ท่านด้วยความเคารพรักอย่างยิ่งว่า "คุณแม่ลมุล" เป็นธิดาของร้อยโท นายแพทย์จีน อัญธัญภาติ กับ นางคำมอย อัญธัญภาติ (เชื้อ อินต๊ะ) เกิดเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2448 ณ จังหวัดน่าน ในขณะที่บิดาขึ้นไปราชการสงครามปราบกบฏเงี้ยว (กบฏ จ.ศ.1264 ปีขาล พ.ศ. 2445) เริ่มต้นเรียนวิชาสามัญที่โรงเรียนสตรีวิทยา เมื่ออายุได้ 5 ขวบ เรียนได้เพียงปีเดียวบิดานำไปกราบถวายตัวเป็นละคร ณ วังสวนกุหลาย ในสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา ซึ่งอยู่ในความปกครองของคุณท้าวนารีวรคณารักษ์ (แจ่ม ไกรฤกษ์) การฝึกหัดนาฏศิลป์ที่วังสวนกุหลายนั้น มีหลักและวิธีการอย่างเข้มงวดกวดขัน มีตารางฝึกตั้งแต่เช้าตรู่ และดำเนินตลอดทั้งวันชีวิตการศึกษาในวังสวนกุหลาบ ดำเนินไปด้วยดีและประสบผลสำเร็จสูงสุด คือ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวเอก จนกระทั่งกราบบังคมทูลลาจากวังสวนกุหลาบไปรับพระราชทานสนองพระคุณเป็นละครใน สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมขุนเพชรบูรณ์อินทราชัย ณ วังเพชรบูรณ์ ร่วมกับเพื่อนละครอีกหลาย ท่านได้ออกแสดงเป็นตัวเอกหลายครั้งหลายครา เช่น พระสังข์ เขยเล็ก เจ้าเงาะ ฮเนา ซมพลา พระวิษณุกรรม พระอภัยมณี ศรีสุวรรณ สุดสาคร อุศเรน อิเหนา สียะตรา วิหยาสะกำ อุณรุท อุณรุท พระราม พระลอ อินทรชิต พระนารายณ์ พระคเณศ พระไวย พลายบัว พระพันวษา เป็นต้น
         ต่อมาในขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้เชียวชาญการสอนนาฏศิลป์ ได้เป็นผู้วางหลักสูตรนาฏศิลป์ภาคปฏิบัติให้กับวิทยาลัยนาฏศิลป์ และวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา คณะนาฏศิลป์และดุริยางค์ บั้นปลายชีวิตสุขภาพของท่านยังแข็งแรง และมาทำการสอนและฝึกซ้อมการแสดงให้กับวิทยาลัยนาฏศิลปะศิลป์เป็นนิจสิน ปลายเดือนธันวาคม ระยะเทศกาลขึ้นปีใหม่ ได้หยุดพักผ่อนอยู่ที่บ้านข้างวัดอมรคีรี เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2526 มีอาการป่วยเล็กน้อยเนื่องจากเป็นไข้หวัด ตกดึกมีอาการแน่นอกหายใจไม่สะดวก ญาติจึงได้นำส่งโรงพยาบาลเปาโลฯ ได้อยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เมื่อได้ทราบถึงสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงประธานเมตตารับไว้เป็นคนไข้ในพระองค์ซึ่งเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุด มิได้ ได้พักรักษาตัวอยู่ได้ประมาณ 1 เดือน อาการดีขึ้น วันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2526 จึงกลับมาพักรักษาตัวที่บ้านได้เพียงคืนเดียว เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็อุบัติขึ้นฉับพลันทำให้ต้องกัลป์เข้ารักษาตัวอีก ครั้งหนึ่ง คณะแพทย์ได้ประชุมช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถในตอนสายวันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ.2526 ท่านก็ได้จากไปด้วยอาการสงบ สิริรวมอายุได้ 77 ปี 7 เดือน 28 วัน แพทย์ลงความเห็นว่าเกิดจากสาเหตุระบบหัวใจล้มเหลว ทิ้งความโศกเศร้าอาลัยไว้ให้ลูกหลานญาติมิตรและมวลศิษย์ทั้งหลายสืบไปอีกนานแสนนาน

ผลงานการประดิษฐ์ท่ารำ
         ท่านได้ประดิษฐ์ท่ารำให้กรมศิลปากรในฐานะผู้เชี่ยวชาญ เช่น รำแม่บทใหญ่รำวัดชาตรี รำวงมาตรฐาน รำเถิดเทิง รำกิ่งไม้เงินทอง ระบำนกยูง ฟ้อนแพน ฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา ฟ้อนแคน เซิ้งสราญ เซิ้งสัมพันธ์ ฯลฯ ในการคิดค้นท่ารำคุณครูลมุลยมะคุปต์ ท่านยังมีความสามารถในการนำท่ารำของนาฏศิลป์พื้นบ้านมาดัดแปลงประดิษฐ์ขึ้นใหม่ได้อย่างแนบเนียนกลมกลืน ซึ่งเป็นแนวคิดและกลวิธีที่ครูนาฏศิลป์ในรุ่นต่อๆมาได้นำมาเป็นแบบอย่าง
         นอกจากนี้ ท่านยังเป็นผู้ร่างหลักสูตรให้แก่วิทยาลัยนาฏศิลป์ ซึ่งนับว่าท่านเป็นครูนาฏศิลป์คนแรกในการวางหลักสูตรการเรียนการสอนนาฏศิลป์ไทย ทำให้การเรียนการสอนนาฏศิลป์มีระเบียบ มีขั้นตอนในการฝึกหัด นับเป็นมรดกทางวัฒนะรรมอันล้ำค่าที่ท่านฝากไว้ให้แผ่นดิน

4.5 ครูเฉลย ศุขะวณิช


         เกิดเมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๔๗ เป็นผู้เชี่ยวชาญการสอนและ ออกแบบนาฏศิลป์ไทย แห่งวิทยาลัยนาฏศิลป์ กรมศิลปากร เป็นศิลปินอาวุโส ซึ่งมีความรู้ความสามารถสูงใน กระบวนท่ารำทุกประเภท เป็นผู้อนุรักษ์แบบแผนเก่า และยังได้สร้างสรรค์และประดิษฐ์ผลงานด้านนาฏศิลป์ ขึ้นใหม่มากมาย ซึ่งกรมศิลปากรและวงการนาฏศิลป์ทั่วประเทศได้ถือเป็นแบบ ฉบับของศิลปะการร่ายรำสืบทอดต่อมาจน ถึงทุกวันนี้ ทางราชการได้มอบหมายให้ เป็นผู้วางรากฐานจัดสร้างหลักสูตรการเรียน การสอนวิชานาฏศิลป์ตั้งแต่ระดับต้นจนถึงขั้น ปริญญา นิเทศการสอนในวิทยาลัยนาฏศิลป์ทุกสาขาทั้งใน ส่วนกลางและภูมิภาค ถ่ายทอดวิชาความรู้ทาง ด้านนาฏศิลป์แก่นักศึกษามาตลอดเวลากว่า ๔๐ ปี จนถึงปัจจุบัน ให้คำปรึกษาด้านวิชาการแก่สถาน ศึกษาและสถาบันต่าง ๆ เป็นผู้มีความเมตตาเอื้อ อารี อุทิศตนเพื่อประโยชน์แก่การศึกษาและงานศิลป์ อย่างต่อเนื่อง จนสามารถแสดงให้แพร่หลายออกไป อย่างกว้างขวางทั้งในและนอกพระราชอาณาจักร ได้รับปริญญาครุศาสตร์บัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานาฏศิลป์ ท่านได้รับการยกย่องเชิด ชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ( นาฏศิลป์)
         ได้รับบทเป็นตัวนางตามความถนัด เช่น ละครใน เรื่องอิเหนา รับบทเป็น ประไหม สุหรี มะเดหวี (เอี่ยม ไกรฤกษ์) ต่อมา ได้ติดตามไปอยู่กับคุณท้าวนารีวรคณา รักษ์ (เจ้าจอมแจ่มในรัชกาลที่ ๕) ซึ่งเป็นพี่สะใภ้ของคุณหญิงจรรยาฯ เพื่อฝึก หัดละครเมื่อได้มาอยู่กับคุณท้าวนารีฯ ณ วังสวนกุหลาบแล้วนายเฉลยก็ได้มีโอกาส ฝึกหัดละครจนกระทั่งได้รับ การถวายตัวกับ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงนครราชสีมา และได้อยู่ใน ความดูแลรับการฝึกฝนเป็นพิเศษจากท่านครูและท่านผู้ชำนาญการละครอีกหลายท่าน การทำงาน ต่อมาได้มีโอกาส แสดงละครประเภทต่างๆเช่น ละครนอก ละครใน และ ละครดึกดำบรรพ์ โดยได้รับบทเป็นตัวเอก ของเรื่องแทบทุกครั้งจนกระทั่งอายุได้ ๒๑ ปี จึงได้สมรสกับพระยาอมเรศร์สมบัติ (ต่วน ศุขะวณิช) ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้ากรมกองผลประโยชน์ พระคลังข้างที่ หลังจากสมรส สามีขอร้องให้ เลิกการแสดง ท่านจึงต้องอำลาจากเวทีละครและ ปฏิบัติหน้าที่แม่บ้านเพียงอย่างเดียว นางเฉลยมี บุตรและธิดากับพระยาอมเรศร์สมบัติ ๔ คน และ เมื่ออายุ ๔๓ ปี พระยาอมเรศร์สมบัติผู้สามีถึง แก่อนิจกรรม นางเฉลยจึงได้กลับคืนมาสู่ วงการนาฏศิลป์อีกครั้งหนึ่ง
         นางเฉลย ศุขะวณิช เข้ารับราชการเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ ขณะ มีอายุ ๕๓ ปี ในตำแหน่งครูพิเศษ สอน นาฏศิลป ละครวิทยาลัยนาฏศิลป์กรมศิลปากร

ก. ผลงานด้านการถ่ายทอด
         รำกริชดรสา (ดรสาแบหลา)   รำเชิดฉิ่งศุภลักษณ์ รำศุภลักษณ์อุ้มสม รำฝรั่งคู่ รำฉุยฉายวันทอง รำฉุยฉายเบญกาย รำฉุยฉายศูรปนขา รำฉุยฉายยอพระกลิ่น รำฉุยฉายกิ่งไม้เงินทอง (สองนางเนื้อเหลือง) รำเชิดฉิ่งเมขลา รำเมขลา-รามสูร  รำรจนาเสี่ยงพวงมาลัย
ข. ผลงานด้านการสร้างสรรค์
         รำหน้าพาทย์โปรยข้าวตอก ระบำเทพนพเคราะห์ ระบำอยุธยา ฟ้อนชมสวน ฟ้อนลาวสมเด็จ ฟ้อนชมเดือน ระบำเทพอัปสร ฉุยฉายนาฏศิลป์ ระบำทวาราวดี ระบำศรีวิชัย  ระบำลพบุรี  ระบำเชียงแสน ระบำฉิ่ง ระบำกรับ ฟ้อนแคน   เซิ้งสัมพันธ์ ลำหับชมป่า รำราชสดุดีจักรีวงศ์ ระบำมิตรไมตรีญี่ปุ่น-ไทย ระบำสตวาร รำพราหมณีถวายพระพร ระบำศรีชยสิงห์ ระบำเทพประชุมพร ระบินรี-กินรา ระบำงู ระบำดอกบัวขาว ระบำไตรรัตน์ ระบำธรรมจักร ระบำนก (ตับภุมริน) ระบำเบิกโรงเรื่องนางสงกรานต์ ระบำมิตรไมตรี ระบำแม่โพสพ รำกิ่งไม้เงินทองถวายพระพร รำโคมบัวถวายพระพร รำฉัตรมงคลศิรวาท
         จากผลงานต่าง ๆ นี้ ทำให้นางเฉลย ศุขะวณิช ได้รับการยกย่องและได้รับเกียรติคุณต่าง ๆ เช่น ได้รับเครื่องราชอิสริยารณ์ ตริ ตราภรณ์มงกุฎไทย (ต.ม.)

5.) การไหว้ครูสำหรับการแสดง

การไหว้ครูสำหรับการแสดง
         การไหว้ครู คือ การที่ศิษย์แสดงความกตัญญูกตเวที และแสดงความเคารพนับถือต่อครูบาอาจารย์อย่างจริงใจที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้และเพื่อความเป็นสิริมงคลต่อชีวิตตนเอง

ความสำคัญของพิธีการไหว้ครูโขน ละคร
         พิธีไหว้ครู พิธีครอบครู  ต่างกับพิธีไหว้ครูทั่วไป เป็นพิธีการยกย่องและอนุรักษ์ไว้เพราะครูเป็นผู้ที่ให้ความรู้ ความเฉลียวฉลาดในด้านศิลปวิทยาแก่ศิษย์ ครูจึงเป็นผู้ควรแก่การคารวะบูชา พิธี ไหว้ครูได้ถูกกำหนดระเบียบและบัญญัติวิธีไว้ให้ปฏิบัติกันมาด้วยหลักเกณฑ์อันดี เพื่อก่อให้เกิดสิริมงคลแก่ผู้เรียน
         พิธีการไหว้ครูโขนและละครในปัจจุบันส่วนใหญ่ดำเนินตามแบบแผนที่สืบทอดมาแต่โบราณก็แต่บางส่วน แม้จะแก้ไขเพิ่มเติมจุดประสงค์ในบางส่วนก็เพื่อการสร้างศรัทธายิ่งขึ้น
         จากการสันนิษฐานของสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ว่าการฟ้อนรำของไทยนั้นมีที่มาเป็น ๒ ทาง ทางที่ ๑ เกิดจากการที่มนุษย์ดัดแปลงการร่ายรำจากธรรมชาติ จนเป็นศิลปะที่สืบทอด กันมา ได้แก่ การแสดงพื้นเมืองต่าง ๆ อีกทางหนึ่งสันนิษฐานว่า ได้รับวัฒนธรรมจากอินเดีย ซึ่งบูชาเทพเจ้า
         ดังนั้นศิษย์นาฏศิลป์โขน ละคร จึงถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด และปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอจนเป็นประเพณี คือ ผู้ที่เรียนนาฏศิลป์ โขน ละคร จะต้องจัดพิธีไหว้ครูขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้

         ๑. เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระคุณครู
                  ๑.๑ ทำพิธีอัญเชิญครูมาในพิธี เพื่อให้ศิษย์กราบไหว้เป็นสิริมงคล
                  ๑.๒ ตอบแทนพระคุณครู ด้วยการจัดหา
เครื่องสังเวย  เครื่องกระยาบวช เครื่องเซ่นตามลักษณะของครู
                  ๑.๓ ให้ความบันเทิงแก่ครู เสมือนเป็นการทดสอบฝีมือ ด้วยการรำถวายมือ
                  ๑.๔ โปรยข้าวตอกดอกไม้ ส่งครูเมื่อเสร็จพิธี

         ๒. เป็นการแสดงความเคารพครู ด้วยการหาดอกไม้ ธูป เทียน บูชาครูเพื่อขอบารมีครูช่วยคุ้มครองศิษย์
         ๓. เป็นการมอบตัวเข้าเป็นศิษย์ ขอเป็นผู้สืบทอดศิลปะ
         ๔. เป็นพิธีประสิทธิ์ประสาทความสำเร็จการศึกษาชั้นสูงของการศึกษาวิชานาฏศิลป์ โขน ละคร
         ๕. เป็นวันรวมพลังความสามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของศิษย์นาฏศิลป์ทุกรุ่น ทุกระดับชั้น ที่พร้อมใจกันจัดพิธีเพื่ออัญเชิญครูมาให้ศิษย์คารวะและแสดงกตเวทิตา เป็นการน้อมจิตรำลึกพระคุณของครู
         ๖. เป็นการรักษาประเพณี อันดีงามให้คงอยู่
         ๗. เป็นการประกวดความเป็นชาติ ที่มีวัฒนธรรมอันดีงามเป็นของตนเอง

         ระเบียบของการจัดพิธีไหว้ครูนั้นมีข้อกำหนดว่า ให้กระทำพิธีขึ้นได้เฉพาะในวันพฤหัสบดี เที่ยงวันเท่านั้น เพราะนับถือกันว่าวันพฤหัสบดีเป็นวันครู เดือนซึ่งนิยมประกอบพิธีตามโบราณ นิยมก็กำหนดให้ประกอบพีธีในเดือนคู่ เช่นเดือน ๖,๘,๑๐,๑๒,๒ และเดือน ๔ แต่มีข้อยกเว้น เดือนคี่อยู่เดือนเดียวคือเดือน ๙ เช่นเดียวกับกำหนด เดือนมงคลสมรสแต่งงานอนุโลมให้จัดพิธีได้ เหตุที่ใช้เดือนคู่นั้น เพราะถือว่าเดือนคู่เป็นเดือนมงคล ส่วนเดือนคี่นั้นเป็นเศษที่อนุโลมให้ทำพีธีในเดือน ๙ ได้นั้น ถือว่าเลข ๙ เป็นเลขมงคลของไทยสืบมา ในบางครั้งโบราณ ยังนิยมว่าจะต้องระบุทางจันทรคติเพิ่มขึ้นอีกด้วย เช่น เมื่อเลือกได้วันพฤหัสบดีแล้ว จะต้องพิจารณาอีกว่า ตรงกับวันขึ้นแรมข้างใด ถ้าได้เป็นวันพฤหัสบดีข้างขึ้นก็นับว่าเป็นมงคลยิ่งเพราะข้างขึ้นถือว่าเป็น " วันฟู " ข้างแรมเป็น " วันจม " การประกอบพิธีนิยมวันข้างขึ้นซึ่งเป็นวันฟูเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญรุ่งเรืองนั่นเอง
         เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา ในการประกอบพิธีจะต้องเริ่มพิธีสงฆ์ก่อนเพื่อเป็นการบูชาพระพุทธเจ้าก่อนทุกครั้ง ดังนั้นการจัดสถานที่จึงนิยมตั้งที่บูชาพระพุทธรูปไว้ส่วนหนึ่ง หรือถ้าต้องการที่จะอัญเชิญพระพุทธรูปมาตั้งรวม ก็ให้ตั้งพระพุทธไว้สูงสุดในมณฑลพิธีแม้ว่าจะไม่ อัญเชิญพระพุทธรูปออกตั้งเป็นประธานในการประกอบพิธี ก็จะต้องเริ่มต้นกล่าวนมัสการคุณพระรัตนตรัยก่อนเสมอ
         สำหรับเครื่องสังเวยจัดเป็นคู่ มีทั้งของสุกและดิบ ของดิบตั้งไว้ทางที่บูชาฝ่ายอสูร (ด้านซ้าย) ส่วนของสุกเป็นของเทพและฝ่ายมนุษย์(ด้านขวา) การจัดสถานที่จัดเป็น ๒ เขต คือ สำหรับ ประกอบพิธีสงฆ์ ซึ่งประกอบด้วยโต๊ะหมู่บูชา ประดิษฐานพระพุทธรูป ฯลฯ ส่วนที่ประกอบพิธีไหว้ครู จะจัดโต๊ะหมู่เป็น ๓ หมู่ คือ โต๊ะครูฝ่ายเทพอยู่กลาง ครูฝ่ายมนุษย์อยู่ทางขวา ครูฝ่ายยักษ์อยู่ ทางซ้าย ส่วนเครื่องดนตรีจะจัดโต๊ะต่ำ ๆ ปูผ้าขาววางเครื่องดนตรีทุกชิ้น ตั้งที่นั่งผู้ประกอบพิธี (เจ้าพิธี) ปูลาดด้วยผ้าหรือหนังสือ วางพานข้าวตอก ดอกไม้ ธูป เทียน กระแจะจันทร์ มาลัย วางพาน ตำรับโองการ บาตรน้ำมนต์ ไม้เท้า

เพลงที่ใช้ในพิธีไหว้ครู
         สำหรับพิธีไหว้ครูโขน-ละคร ดนตรีไทย นิยมใช้วงดนตรีปี่พาทย์ไม้แข็งเครื่องคู่ บรรเลงเพลงหน้าพาทย์ สำคัญในพิธี จัดที่สำหรับวงดนตรีปี่พาทย์ให้ไว้ทางขวาหรือทางซ้ายของครูก็ได้แล้วแต่ความเหมาะสม วงปี่พาทย์ตั้งอยู่ทางซ้ายมือหรือขวามือก็ได้ เพื่อบรรเลงหน้าพาทย์สำคัญ ตามที่ครูผู้ประกอบพิธีเรียกให้บรรเลง ส่วนเพลงนั้นอาจจะมีการลำดับขั้นไม่เหมือนกันแล้วแต่ตำราที่ได้รับมอบมา เช่น
                  - เพลงโหมโรง เชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสด็จมาในพิธี
                  - เพลงสาธุการกลอง บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์
                  - เพลงตระเชิญ เชิญพระอิศวร
                  - เพลงตระสันนิบาต เชิญครูทุกพระองค์
                  - เพลงพระพิราพเต็มองค์ เชิญพระพิราพ
                  - เพลงเสมอเถร เชิญพระฤาษี เป็นต้น

ลำดับขั้นตอนในพิธีไหว้ครู
         1. พิธีเจริญพระพุทธมนต์เย็น ทำก่อนวันไหว้ครู 1 วัน
         2. พิธีทำบุญตอนเช้า เลี้ยงพระตอนเช้าก่อนพิธีไหว้ครู
         3. พิธีไหว้ครู เป็นการสำรวมใจระลึกถึงครูบาอาจารย์ เปล่งวาจาตามผู้อ่านโองการ
         4.พิธีครอบครู เป็นการนำศีรษะครูมาครอบบนศีรษะของศิษย์เป็นการรับเป็นศิษย์และมีครูเป็นผู้ดูแลรักษ
         5.พิธีรับมอบ เป็นขั้นตอนสูงสุดเพื่อเป็นการมอบกรรมสิทธิ์ให้บุคคลผู้ที่ได้รับ มอบเป็นครูผู้สอน หรือ ประกอบพิธีไหว้ครูต่อไปได้

    << Go Back